“พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ” ฉบับใหม่
เครื่องมือบริหารการใช้ยาอย่างสมเหตุผล

ปลัดกระทรวงสาธารณสุขกำชับผู้อำนวยการโรงพยาบาลทั่วประเทศ ใช้ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 เป็นเครื่องมือบริหารการใช้ยาสมเหตุผล หากพบมีการใช้ยาผิดปกติให้ตรวจสอบ พร้อมรายงานทันที
     นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข ปลัดกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นพ.นพพร ชื่นกลิ่น ผู้อำนวยการองค์เภสัชกรรม เปิดการประชุม “แนวทางการจัดหายาและเวชภัณฑ์จากองค์การเภสัชกรรมตาม พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 และกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง” โดยมีผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ผู้อำนวยการโรงพยาบาล หัวหน้างานเภสัชกรรม จากหน่วยงานในสังกัดทั่วประเทศเข้าร่วมประชุม
     นพ.เจษฎา กล่าวว่า การประชุมมีจุดมุ่งหมายให้หน่วยบริการเกิดความเชื่อมั่นในการดำเนินการจัดหายาและเวชภัณฑ์ขององค์การเภสัชกรรมให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 และกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้หน่วยบริการในสังกัดสามารถให้บริการประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจุดมุ่งหมายของ พ.ร.บ. ฉบับใหม่ที่มีการเปลี่ยนแปลง เพื่อให้เกิดความรัดกุมในการจัดหายาและเวชภัณฑ์ มุ่งเน้นการป้องกันการทุจริต รวมทั้งประกาศและกฎกระทรวงการคลังที่มุ่งเน้นให้เกิดการใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า มียาและเวชภัณฑ์ที่มีคุณค่าอย่างต่อเนื่องภายใต้ความจำกัดของงบประมาณ
     “การประชุมครั้งนี้ทุกท่านจะได้คำตอบในเรื่องแนวทางการจัดซื้อยา เทคนิคการบริหารยา รวมทั้งการจัดซื้อตามบัญชีนวัตกรรมที่กำลังรอประกาศ ทั้งนี้ ขอให้ยึดตามบัญชียาหลักแห่งชาติ เพราะนวัตกรรมส่วนใหญ่อยู่ในบัญชียาหลักแล้ว และเมื่อมีประกาศออกมา จะมีการประชุมชี้แจงกับหัวหน้าห้องยา ฝ่ายจัดซื้อจัดจ้างอีกครั้ง” นพ.เจษฎา กล่าว
     อย่างไรก็ตาม ขอให้ผู้อำนวยการโรงพยาบาลทั่วประเทศดำเนินการ ดังนี้ 1. ใช้ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 และกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เป็นเครื่องมือบริหารการใช้ยาสมเหตุผล (RDU) เพื่อให้การใช้ยาในโรงพยาบาลทรงคุณค่า และใช้ตามความจำเป็น 2. ให้โรงพยาบาลทุกแห่งตรวจสอบคลังยา หากพบมีการใช้ยาผิดปกติขอให้ดำเนินการตรวจสอบพร้อมรายงานมายังส่วนกลางทันที
     สำหรับการจัดซื้อยาในโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ขณะนี้การเจรจาต่อรองเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ เหลืออีก 2 ตัว ส่วนใหญ่ราคาเท่าเดิม บางส่วนถูกลงประหยัดงบประมาณได้มากกว่า 80 ล้านบาท และได้รับการยืนยันจากผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรมว่า จัดซื้อทันแน่นอนไม่มีปัญหาการขาดยา กรณียาบางตัวที่มีแนวโน้นจะขาดองค์การเภสัชกรรมจะสำรองไว้ให้หน่วยบริการยืมใช้ได้ทันที