การแพทย์ไทยภายใต้ร่มพระบารมี

ในช่วงเดือนตุลาคม 2560 นี้ จะมีพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งถือเป็นพระราชพิธีที่สำคัญครั้งหนึ่งของประวัติศาสตร์ไทยในสมัยรัตนโกสินทร์ นอกจากนี้ ในช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม ยังเป็นวันที่มีความสำคัญต่อวงการแพทย์และพยาบาลไทย เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และพระราชวงศ์จักรี ที่ทรงบำเพ็ญประโยชน์ต่อพสกนิกรและการแพทย์ไทยมายาวนาน กองบรรณาธิการวารสารเมดิคอลไทม์จึงขอเรียบเรียงพระราชกรณียกิจบางส่วนมานำเสนอ ณ ที่นี้
     ก่อนประเทศไทยจะมีระบบการแพทย์และการสาธารณสุขที่ทันสมัยทัดเทียมกับนานาอารยประเทศดังปัจจุบันนี้ ในสมัยก่อนเมื่อมีโรคระบาดเกิดขึ้นจะทำให้มีผู้เจ็บป่วยและเสียชีวิตจำนวนมาก เนื่องจากสมัยก่อนยังไม่มีความรู้ในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรค การรักษาจึงใช้ตำรายาพื้นบ้านหรือยาสมุนไพรที่สืบทอดความรู้ต่อ ๆ กันมา รวมทั้งการใช้เวทย์มนต์คาถา การทำน้ำมนต์เสกเป่า ให้คนป่วยดื่มกิน หรือนิมนต์พระสงฆ์มาทำพิธีปัดรังควาน หายบ้างไม่หายบ้าง เมื่อเกิดโรคระบาดขึ้นรุนแรงบางครั้งจึงต้องย้ายเมืองหนีโรคกันเลยทีเดียว

ยาและหมอฝรั่ง
     ในสมัยต้นรัชกาลที่ 3 (พ.ศ. 2367-2393) มีหลักฐานว่ามี ‘ยาฝรั่ง’ เข้ามาวางขายในเมืองสยามแล้ว โดย นายโรเบิร์ต ฮันเตอร์ พ่อค้าชาวอังกฤษเชื้อสายสกอต เป็นชาวยุโรปคนแรกที่เข้ามาตั้งร้านค้าในกรุงเทพฯ เมื่อ พ.ศ. 2368 คนไทยในสมัยนั้นเรียกชื่อว่า ‘นายหันแตร’ เรียกห้างของนายฮันเตอร์ว่า ‘ห้างหันแตร’ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ใกล้วัดประยูรวงศาวาส (ฝั่งธนบุรี) ขายสินค้าหลายอย่างคล้ายห้างสรรพสินค้าในปัจจุบันนี้ รวมทั้งมียารักษาโรคด้วย
     กรมหลวงวงศาธิราชสนิท ซึ่งดำรงตำแหน่งกรมหมอมาตั้งแต่ครั้งรัชกาลที่ 2 ได้บันทึกตำราเรื่องการรักษาไข้สั่น (ไข้จับสั่นหรือมาลาเรีย) โดยตอนแรกจะใช้คนป่วยกินยาตำรับไทยก่อน หลังจากนั้นจึงให้กิน ‘ยาเทศ’ ชื่อยา ‘ควินนิน’ หรือคนไทยเรียกว่า ‘ยาขาว’ โดยมีข้อความตอนหนึ่งบันทึกว่า....
     “ควินนินนั้นบัดนี้มีขายที่ตึกหันแตรสักห้าสิบขวด เขาว่าผู้ใดซื้อทั้งหมดจะขายเป็นขวดละสิบเหรียญ ถ้าซื้อแต่ขวดเดียวจะขายเป็นสิบห้าเหรียญ ควินนินในขวดเดียวน้ำหนัก 2 บาท แบ่งเป็น 480 มื้อ พอรักษาคนไข้สั่นให้หายขาดประมาณได้ 40 คน ดังนี้มิถูกหนักแล้วฤา”

     ในสมัยรัชกาลที่ 3 นี้เองที่เริ่มมีหมอฝรั่งเข้ามาในประเทศสยาม ส่วนใหญ่เป็นมิชชันนารีที่เข้ามาเผยแผ่คริสต์ศาสนา ที่คนไทยรู้จักกันดี คือ ‘หมอบัดเลย์’ (Dr. Dan Beach Bradley) คุณหมอนักเผยแผ่คริสต์ศาสนาชาวอเมริกัน เข้ามากรุงเทพฯ ในปี พ.ศ. 2378 เป็นผู้ริเริ่มการป้องกันโรคติดต่อครั้งแรกในสยาม โดยการปลูกฝีป้องกันไข้ทรพิษหรือฝีดาษ ซึ่งได้ผลดี
     จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2381 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงโปรดฯ ให้หมอหลวงไปเรียนวิธีปลูกฝีจากหมอบรัดเลย์ เพื่อป้องกันไข้ทรพิษ มีข้อมูลระบุว่าในรัชกาลของพระองค์มีผู้ได้รับการปลูกฝีถึง 10,000 คน (นพ.มัลคอล์มสมิธ, หมอฝรั่งในวังสยาม, พิมาน แจ่มจรัส แปล, สำนักพิมพ์รวมทรรศน์, กรุงเทพฯ : 2542)
     นอกจากนี้ ยังมี นพ.ซามูเอล เรโนลด์ เฮาส์ แพทย์ชาวอเมริกัน มาถึงกรุงเทพฯ ในปี พ.ศ.2390 (ช่วงปลายรัชกาลที่ 3) คนไทยในยุคนั้นเรียกว่า ‘หมอเหา’ ผลงานที่มีชื่อเสียง เช่น การให้ยาระงับความรู้สึกเป็นครั้งแรกในสยาม ด้วยอีเทอร์ (Ether) โดยรักษาผู้ป่วยหญิงชราที่ถูกไม้รวกตำเข้าเนื้อเป็นแผลลึกและไม้ที่ตำยังหักคาแผล นพ.เฮาส์เคยอ่านพบเรื่องการใช้อีเทอร์ในวารสารการแพทย์จึงได้ทดลองใช้กับผู้ป่วยรายนี้จนสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ
     ในปี 2392 เกิดอหิวาตกโรคระบาดทั่วประเทศ ประมาณว่ามีผู้เสียชีวิตทั้งหมดราว 15,000-20,000 คน เฉพาะในกรุงเทพฯ เพียงช่วงระหว่างเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม มีผู้เสียชีวิตไม่ต่ำกว่า 5,000 คน โรคระบาดครั้งนี้หมอเฮาส์ได้มีส่วนช่วยรักษาประชาชนอย่างเต็มที่ แต่การรักษาในขณะนั้นไม่มีตัวยาที่ดีไปกว่ายาฝาดสมาน ฝิ่น และแอลกอฮอล์ การให้น้ำเกลือยังไม่เป็นที่รู้จักกัน คนป่วยจึงมีโอกาสตายมากกว่ารอด

‘ศิริราชพยาบาล’ โรงพยาบาลและสถาบันการแพทย์แห่งแรกของประเทศ
     แม้ว่าจะมีหมอฝรั่งและการรักษาแบบตะวันตกเข้ามาสู่ประเทศสยามแล้วตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 แต่ด้านการปฏิรูปด้านการแพทย์และสาธารณสุขยังไม่เริ่มต้น ในสมัยรัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ.2394-2411) ทรงเปิดรับเอาความรู้จากตะวันตกเข้ามา และยอมรับการแพทย์สมัยใหม่ เช่น ทรงโปรดฯ ให้มีหมอฝรั่งประจำอยู่ในราชสำนัก ให้หมอฝรั่งทำคลอดให้พระสนมของพระองค์ ทรงเรียนภาษาอังกฤษจากมิชชันนารี จนตรัสและทรงอักษรภาษาอังกฤษได้ดี และทรงโปรดฯ ให้ครูฝรั่งเข้ามาสอนบุตรหลาน ถือเป็นการวางรากฐานเพื่อจะพัฒนาประเทศชาติต่อไป

     ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 (พ.ศ.2411-2453) พระองค์ทรงปฏิรูปประเทศหลายด้านที่เกี่ยวกับด้านการแพทย์และสาธารณสุข เช่น ทรงจ้างหมอฝรั่งเข้ามาประจำในราชสำนัก ต่อมาในปี พ.ศ. 2424 เกิดอหิวาตกโรคระบาดในกรุงเทพฯ และหัวเมือง พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งโรงพยาบาลชั่วคราวขึ้นในตำบลต่าง ๆ รวม 48 ตำบล เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย โรงพยาบาลที่จัดตั้งขึ้นชั่วคราวจึงได้ปิดทำการ
     ในปี พ.ศ. 2429 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำริให้ก่อสร้างโรงพยาบาลเพื่อรักษาผู้ป่วยทั่วไป จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะ Committee หรือคณะกรรมการขึ้นมาดำเนินการก่อสร้างโรงพยาบาลถาวรแห่งแรก ณ บริเวณวังของกรมพระราชวังบวรสถานพิมุข (วังหลัง) ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา โดยพระราชทานพระราชทรัพย์เป็นทุนแรกเริ่มในการดำเนินการ
     ระหว่างที่เตรียมการก่อสร้างโรงพยาบาลนั้น สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์ (พระราชโอรสที่ประสูติจากสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ) ได้ประชวรด้วยโรคบิดและสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2430 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ทรงอาลัยยิ่งนัก พระองค์ทรงมีพระราชปณิธานอย่างแรงกล้าที่จะสร้างโรงพยาบาลให้แล้วเสร็จ เมื่อเสร็จงานพระเมรุแล้ว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รื้อโรงเรือนและเครื่องใช้ต่าง ๆ ในงานพระเมรุเพื่อนำไปสร้างโรงพยาบาล ณ บริเวณวังหลัง
     ในระยะแรก คณะกรรมการจัดสร้างโรงพยาบาลได้จัดสร้างเรือนพักผู้ป่วยขึ้น 6 หลัง ต่อมาเมื่อวันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2431 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีเปิดและพระราชทานนามว่า ‘โรงศิริราชพยาบาล’ ทำการบำบัดรักษาผู้ป่วยไข้ทั้งแผนปัจจุบันและแผนโบราณของไทย ถือเป็นโรงพยาบาลแห่งแรกของประเทศ
     ต่อมาพระองค์โปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งโรงเรียนแพทย์แห่งแรกของไทย เรียกว่า ‘โรงเรียนศิริราชแพทยากร’ เริ่มเปิดสอนตั้งแต่วันที่ 5 กันยายน 2433 โดยมี นพ.เฮย์ แพทย์จากมิชชันนารีเป็นอาจารย์สอนคนแรก นักศึกษาแพทย์รุ่นแรกได้สำเร็จการศึกษาและได้รับประกาศนียบัตรแพทย์เมื่อ พ.ศ. 2436 จำนวน 9 คน และต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2443 โรงเรียนแพทย์นี้ได้รับพระราชทานนามจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ว่า ‘ราชแพทยาลัย’
     นอกจากการจัดตั้งศิริราชพยาบาลแล้ว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ทรงมีพระราชดำริที่จะจัดตั้งกิจการประปาขึ้นในประเทศ เนื่องจากพระองค์เสด็จประพาสต่างประเทศอยู่บ่อยครั้งจึงทรงมองเห็นว่าประเทศที่เจริญแล้วมีน้ำประปาใช้อย่างทั่วถึง ขณะที่ประเทศสยามในเวลานั้น ประชาชนทั่วไปต่างใช้น้ำบริโภคจากแม่น้ำและลำคลองต่าง ๆ เมื่อเกิดโรคระบาด เชื้อโรคจึงแพร่กระจายได้ง่าย
     กิจการประปาเริ่มเป็นรูปเป็นร่างในปี พ.ศ.2452 พระองค์ทรงโปรดฯ ให้กรมสุขาภิบาลเป็นผู้ดำเนินงาน ทรงพระราชทานทรัพย์เริ่มต้น และมีเอกชนร่วมสมทบเป็นเงินประมาณ 4 ล้านบาท จัดสร้างโรงกรองน้ำสามเสน และขุดคลองส่งน้ำจากบริเวณคลองเชียงรากมาถึงโรงกรองน้ำสามเสน มีการขุดฝังท่อเพื่อจ่ายน้ำทั่วพระนคร แต่กิจการประปายังไม่แล้วเสร็จในรัชสมัยของพระองค์ วันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต รวมพระชนมายุได้ 57 พรรษา
     พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงสานต่อพระราชปณิธานของพระองค์ ในเดือนพฤศจิกายน ปี พ.ศ.2457 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ เปิดกิจการ ‘การประปากรุงเทพฯ’ มีพระราชดำรัสตอนหนึ่งว่า “การใหญ่ของการประปาอันเป็นของค้างมาครั้งรัชกาลแห่งสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ได้มาทำสำเร็จไปโดยเร็วในรัชสมัยของเรา...ขอน้ำใสอันจะหลั่งไหลจากประปานี้ จงเป็นเครื่องประหารสรรพโรคร้ายที่จะเบียดเบียนให้ร้ายแก่พสกนิกรของเรา”
     นพ.มัลคอม สมิธ แพทย์ชาวอังกฤษ ซึ่งเป็นแพทย์ประจำพระองค์ของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 5 บันทึกเอาไว้ในหนังสือ ‘A Physician at the Court of Siam’ ตอนหนึ่งมีความว่า เย็นวันหนึ่งคุณนั่งคุยอยู่กับเพื่อน ตกเย็นวันรุ่งขึ้นคุณก็ไปงานศพเขาเสียแล้ว ท่ามกลางความร้อนระอุเขตศูนย์สูตร ความตายไม่เคยปรานีใคร ต่อเมื่อมีการประปาปี 2457 เชื้อโรคในเมืองหลวงจึงตกอยู่ภายใต้การควบคุม

กำเนิด ‘หญิงแพทย์ผดุงครรภ์แลการพยาบาลไข้’
     นอกจากพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ที่มีพระคุณล้นพ้นต่อการแพทย์ในสมัยนั้นแล้ว สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระมเหสีของพระองค์ ก็ทรงให้การสนับสนุนการแพทย์สมัยใหม่เช่นกัน พระองค์ทรงเห็นว่าวิชาแพทย์ผดุงครรภ์มีความจำเป็นแก่ชีวิตของสตรี เนื่องจากในสมัยนั้นสตรีต้องเสียชีวิตจำนวนมากจากการคลอดบุตรโดยใช้หมอตำแย
     ในปี พ.ศ.2426 เด็กหญิงจากในวัง จำนวน 4 คน อายุระหว่าง 10 -11 ปี ถูกส่งไปประเทศอังกฤษเพื่อเข้ารับการศึกษาและฝึกเป็น ‘นางผดุงครรภ์’ เพื่อกลับมาทำหน้าที่แทน ‘หมอตำแย’ แต่เนื่องจากโรงเรียนผดุงครรภ์ที่ประเทศอังกฤษในช่วงเวลานั้นกำหนดระเบียบเอาไว้ว่า สตรีที่จะเข้าเรียนด้านผดุงครรภ์ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 25 ปี ดังนั้น เด็กหญิงเหล่านั้นจึงพลาดโอกาสที่จะได้เล่าเรียน พวกเธอจึงต้องเดินทางกลับประเทศ
     ต่อมาในปี พ.ศ.2439 สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ทรงมีพระราชเสาวนีย์โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการฝึกหัดวิชาแพทย์ผดุงครรภ์ขึ้น เพื่อเป็นการอนุเคราะห์ประชาชนทั้งหลาย โดยพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ และให้กรมพยาบาลเป็นผู้จัดการสอน ตั้งอยู่ในโรงศิริราชพยาบาล ใช้ชื่อว่า ‘โรงเรียนหญิงแพทย์ผดุงครรภ์แลการพยาบาลไข้’ โปรดเกล้าฯ ให้ท่านผู้หญิงภาสกรวงศ์ (เปลี่ยน บุนนาค) เป็นผู้อำนวยการ ให้พระยาบำบัดสรรพโรค เป็นผู้สอน หลักสูตรการเรียน 3 ปี ถือเป็นโรงเรียนผดุงครรภ์แห่งแรกของประเทศ ซึ่งต่อมาในภายหลังจึงได้พัฒนาเป็น ‘คณะพยาบาลศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล’ ในปัจจุบัน
     นอกจากนี้ พระองค์ทรงบริจาคพระราชทรัพย์และจัดตั้งสภาอุณาโลมแดง (สภากาชาดไทยในปัจจุบัน) เป็นครั้งแรกในปี พ.ศ.2436 ซึ่งต่อมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ รัชกาลที่ 6 พระองค์ได้พระราชทานทรัพย์ร่วมกับทุนของสภาอุณาโลมแดงที่มีอยู่เพื่อก่อสร้างโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ขึ้นมา เปิดดำเนินการในปี พ.ศ.2457
     ในปี พ.ศ.2462 สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถทรงพระประชวร และเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม ทรงมีพระชนม์มายุได้ 55 พรรษา

‘พระบรมราชชนก’ พระราชบิดาแห่งการแพทย์ไทย
     สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก แห่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นโอรสองค์ที่ 69 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระศรีสวรินทราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ประสูติเมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2435 พระองค์สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยทหารบกที่ประเทศเยอรมนี แล้วศึกษาต่อด้านทหารเรือ
     เมื่อเกิดสงครามโลก ครั้งที่ 1 สมเด็จพระมหิตลาธิเบศรฯ จึงเสด็จกลับประเทศสยาม และทรงเข้ารับราชการในกระทรวงทหารเรือ ทรงทุ่มเทพระสติปัญญาในการพัฒนากองทัพเรือ ทรงบันทึกโครงการสร้างกองเรือรบ ทรงเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดหาเรือตอร์ปิโดรักษาฝั่งสำหรับป้องกันน่านน้ำ และข้อเสนอแนะเกี่ยวกับเรือดำน้ำ รวมทั้งปัญหาด้านโภชนาการสำหรับการปฏิบัติงานในเรือดำน้ำ แต่กลับทรงพบอุปสรรคหลายประการในการวางโครงการใหม่ ๆ ให้กับกองทัพเรือ จึงตั้งพระทัยที่จะลาออกจากราชการทหารเรือ
     จุดเปลี่ยนในชีวิตของพระองค์ เริ่มจากพระองค์ทรงมีโอกาสเสด็จไปที่โรงศิริราชพยาบาล ทรงพบเห็นสภาพผู้ป่วยไม่มีที่พัก คนไข้นอนเรียงกันอยู่อย่างแออัด ทรงเห็นว่าการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับด้านการแพทย์และสาธารณสุขจะทำให้สามารถช่วยเหลือกิจการด้านนี้ให้ดียิ่งขึ้น
     ในปี พ.ศ. 2460 พระองค์เสด็จเข้าศึกษาวิชาสาธารณสุขที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกา ระหว่างที่ทรงศึกษาอยู่นั้น พระองค์ทรงได้พระราชทานทุนให้แก่นักเรียนแพทย์ไปศึกษาที่สหรัฐอเมริกา จำนวน 2 ทุน ซึ่งทางโรงเรียนแพทย์ได้คัดเลือกออกมา ปรากฏว่าได้นักเรียนพยาบาลมา 2 คน หนึ่งในนั้น คือ นางสาวสังวาลย์ ตะละภัฏ (ต่อมาคือ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี)
     วันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2463 สมเด็จพระมหิตลาธิเบศรฯ ทรงอภิเษกสมรสกับนางสาวสังวาลย์ ตะละภัฏ (สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี) ในปีต่อมาพระองค์ทรงสำเร็จการศึกษา และได้รับประกาศนียบัตรการสาธารณสุข จากนั้นพระองค์พร้อมพระชายาได้เสด็จยุโรป ทรงประทับที่เมืองเอดินเบอร์ก สกอตแลนด์ และทรงเป็นผู้แทนรัฐบาลสยามในการเจรจากับมูลนิธิร็อกกีเฟลเลอร์เกี่ยวกับการช่วยเหลือด้านการศึกษาวิชาแพทย์ในประเทศสยามจนบรรลุผลสำเร็จ
     การเสด็จสหราชอาณาจักรอังกฤษในครั้งนั้น พระองค์ทรงตั้งพระทัยจะศึกษาวิชาแพทย์ให้จบ แต่เนื่องจากมีอุปสรรค พระองค์ทรงประชวรด้วยโรคของพระวักกะ (ระบบปอด) ประกอบกับที่อังกฤษมีอากาศชื้นและหนาวเย็น ทำให้พระอาการกำเริบ ประกอบกับมีพระราชโองการจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ รัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ทรงดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมมหาวิทยาลัย ดังนั้น พระองค์จึงเสด็จกลับพระนคร และรับตำแหน่งในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2466 ต่อมาในระหว่างปี พ.ศ. 2468-2471 พระองค์ได้เสด็จไปศึกษาต่อ โดยทรงเลือกวิชากุมารเวชศาสตร์
     ตลอดช่วงชีวิตของพระองค์ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศรฯ ทรงอุทิศพระองค์เพื่อการแพทย์และสาธารณสุขของประเทศ พระองค์ทรงพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ ทรงทำนุบำรุงโรงเรียนราชแพทยาลัย ศิริราชพยาบาลให้ทันสมัยทัดเทียมกับอารยประเทศ โดยส่งแพทย์ พยาบาล ไปศึกษาต่อต่างประเทศ สร้างอาคารเรียนกับหอพักผู้ป่วยบริเวณศิริราชพยาบาล
     นอกจากนี้ พระองค์ได้ทรงส่งเสริมเรื่องการสงเคราะห์มารดาและทารก พระองค์รับสั่งเสมอว่าต้องการอบรมมารดาให้รู้จักการเลี้ยงดูเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้อาหารเด็ก เนื่องจากในสมัยนั้นอัตราตายของทารกต่ำกว่า 1 ขวบ มีสูงมาก ทรงวางโครงการดัดแปลงวชิรพยาบาลให้เป็นโรงพยาบาลคลอดบุตรขนาดใหญ่ โดยเฉพาะเป็นศูนย์อบรมศึกษาพยาบาลผดุงครรภ์ พยาบาลสาธารณสุข สังคมสงเคราะห์ ฯลฯ เพื่อจะได้มีผู้ทำงานด้านสงเคราะห์มารดาและทารกเพิ่มขึ้น
     สมเด็จพระมหิตลาธิเบศรฯ ทรงปฏิบัติหน้าที่ด้านการแพทย์และการสาธารณสุขอย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย ถึงแม้ว่าพระอนามัยของพระองค์ไม่แข็งแรง ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2472 พระองค์ทรงรับเชิญเป็นแพทย์ประจำบ้าน ณ โรงพยาบาลแมคคอร์มิก จ.เชียงใหม่ เป็นเวลาประมาณ 1 เดือน หลังจากนั้นพระองค์เสด็จกลับกรุงเทพฯ และทรงพระประชวร
    พระองค์เสด็จสวรรคตในวันที่ 24 กันยายน 2472 ณ วังสระปทุม รวมพระชนมายุ 37 พรรษา และจากพระมหากรุณาธิคุณต่อวงการแพทย์ไทย บรรดาศิษย์และผู้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ จึงพากันถวายพระสมัญญาว่า ‘พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันของไทย’ และคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาลได้ขนานนามวันอันเป็นที่ระลึกนี้ว่า ‘วันมหิดล’ ตรงกับวันที่ 24 กันยายนทุกปี

21 ตุลาคม ‘วันพยาบาลแห่งชาติ’
     สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือ ‘สมเด็จย่า’ ทรงพระราชสมภพเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ.2443 ทรงสำเร็จจากโรงเรียนแพทย์ผดุงครรภ์และหญิงพยาบาลแห่งศิริราช จากนั้นได้รับพระราชทานทุนเล่าเรียนเพื่อไปศึกษาต่อที่สหรัฐอเมริกา ต่อมาจึงได้อภิเษกสมรสกับสมเด็จพระมหิตลาธิเบศรฯ
     เมื่อสมเด็จพระมหิตลาธิเบศรฯ สวรรคต สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีได้ทรงเจริญตามรอยพระยุคลบาทสมเด็จพระมหิตลาธิเบศรฯ ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจทุ่มเทให้แก่การแพทย์ พยาบาล และสาธารณสุขอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะโครงการต่าง ๆ ที่สมเด็จพระมหิตลาธิเบศรฯ ทรงสนับสนุนมาแต่เดิม สมเด็จย่าได้ทรงดำเนิน  กิจกรรมทุกอย่างให้เป็นไปตามพระราชประสงค์ เช่น การพระราชทานทุนการศึกษา การสนับสนุนการก่อสร้างปรับปรุงโรงพยาบาลศิริราช
     นอกจากนี้ พระองค์ทรงรับเป็นผู้อุปถัมภ์สมาคมและมูลนิธิต่าง ๆ มากมาย เช่น ทรงเป็นประธานมูลนิธิอานันทมหิดล ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2502 เพื่อคัดเลือกบุคคลส่งไปศึกษาวิชาพิเศษ ณ ต่างประเทศในสาขาวิชาต่าง ๆ เพื่อให้กลับมาปฏิบัติงานให้เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ พระราชทานเงินรายปีสมทบทุนเพื่อเก็บดอกผลช่วยนักเรียนพยาบาลผดุงครรภ์และอนามัยของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
     ทรงสนับสนุนส่งเสริมวิชาชีพและการศึกษาพยาบาลตั้งแต่เริ่มการก่อตั้งสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยสมัยแรก โดยทรงร่วมเป็นกรรมการของสมาคมศิษย์เก่าพยาบาลศิริราช ในปี พ.ศ. 2503 พระราชทานพระราชทรัพย์ก่อสร้าง ‘อาคารศรีสังวาลย์’ ขึ้นที่โรงพยาบาลศิริราช เพื่อให้เป็นที่ตรวจรักษาและบำบัดคนพิการ
     ในปี พ.ศ.2507 ทรงก่อตั้ง ‘มูลนิธิแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี’ หรือ ‘พอ.สว.’ เป็นกิจการแพทย์ที่ตั้งขึ้น เมื่อทรงพบเห็นความยากลำบากของราษฎรด้านสาธารณสุขในระหว่างที่เสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมตำรวจตระเวนชายแดน นอกจากนี้ ในปี พ.ศ. 2512 ทรงตั้งกิจการแพทย์อาสาขึ้น เป็นหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ โดยมีแพทย์ พยาบาล และอาสาสมัคร ออกตรวจและรักษาโรคให้แก่ราษฎรในท้องถิ่นกันดาร
     สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือ ‘สมเด็จย่า’ ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจอย่างต่อเนื่องตลอดพระชนม์ชีพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการแพทย์และพยาบาล ในวันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ.2538 สมเด็จย่าได้เสด็จสวรรคต รวมพระชนม์มายุ 95 พรรษา
     ในฐานะที่พระองค์ทรงสำเร็จการศึกษาวิชาการพยาบาล และตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ที่ทรงปฏิบัติพระราชภารกิจในการพัฒนาสุขภาพอนามัยและคุณภาพชีวิตของประชาชนทั่วประเทศด้วยพระวิริยะ อุตสาหะ สมควรเป็นแบบอย่างแก่ผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาล กระทรวงสาธารณสุขจึงเสนอขอความเห็นชอบต่อคณะรัฐมนตรี ให้วันที่ 21 ตุลาคมของทุกปี ซึ่งเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระองค์เป็น ‘วันพยาบาลแห่งชาติ’ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2533 เป็นต้นมา
     ทั้งหมดนี้คือบางส่วนของพระราชกรณียกิจของพระราชวงศ์จักรีที่ทรงบำเพ็ญประโยชน์ต่อพสกนิกร การแพทย์และสาธารณสุขไทยมาอย่างยาวนาน และต่อเนื่องมาจนถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช กองบรรณาธิการวารสารเมดิคอลไทม์ จึงขอน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของทุกพระองค์มา ณ ที่นี้