เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคแถลง
พบการปนเปื้อนโลหะหนักในช็อกโกแลต
หวั่นสะสมจนเกิดอันตราย

เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคตรวจ "ช็อกโกแลต" 19 ยี่ห้อ พบปนเปื้อน "ตะกั่ว" 8 ตัวอย่าง แต่ไม่เกินค่ามาตรฐาน ส่วน "แคดเมียม" พบ 18 ตัวอย่าง แต่ยังไม่มีมาตรฐานทั้งระดับประเทศและยุโรป แนะดูฉลากก่อนเลือกซื้อช็อกโกแลต ชี้มีส่วนผสมโกโก้มาก ยิ่งเสี่ยงเจอการปนเปื้อนสารโลหะหนักมากขึ้น เสี่ยงสะสมในร่างกายกระทบต่อสุขภาพ
     น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค แถลงข่าวผลการตรวจสอบการปนเปื้อนแคดเมียมและตะกั่วในช็อกโกแลต ว่า จากการสุ่มตรวจตัวอย่างช็อกโกแลตที่ผลิตในประเทศและนำเข้า จำนวน 19 ตัวอย่าง เมื่อ ส.ค. - ก.ย. 2560 เป็นดาร์กช็อกโกแลต จำนวน 10 ตัวอย่าง และช็อกโกแลตประเภทอื่น ๆ อีก 9 ตัวอย่าง พบว่า มีเพียง 1 ตัวอย่าง ที่ไม่พบทั้งตะกั่วและแคดเมียม มี 8 ตัวอย่าง พบการปนเปื้อนทั้งตะกั่วและแคดเมียม และมี 10 ตัวอย่าง ที่ปนเปื้อนเฉพาะแคดเมียม อย่างไรก็ตาม ปริมาณตะกั่วที่พบสูงสุดนั้นอยู่ที่ 0.05 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ซึ่งถือว่าไม่เกินเกณฑ์มาตรฐานของไทยและต่างประเทศ ส่วนแคดเมียมยังไม่มีการกำหนดมาตรฐานทั้งระดับประเทศหรือแม้แต่ของยุโรป แต่ทางยุโรปกำลังกำหนดมาตรฐานเพื่อประกาศใช้ในปี 2019 เบื้องต้นเท่าที่ทราบเกณฑ์ คือ หากสัดส่วนของช็อกโกแลตต่ำกว่า 30% ต้องมีแคดเมียมไม่เกิน 0.1 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม (มก./กก.) ถ้ามีช็อกโกแลต 30-50% แคดเมียมต้องไม่เกิน 0.3 มก./กก. ถ้าช็อกโกแลต 50% แคดเมียมต้องไม่เกิน 0.8 มก./กก.
     "แม้ช็อกโกแลตที่ตรวจจะมีการปนเปื้อนตะกั่วไม่เกินค่ามาตรฐาน แต่ยังไม่มีมาตรฐานของแคดเมียม จึงยังพูดได้ไม่เต็มว่าทั้งหมดผ่านเกณฑ์ อย่างไรก็ตาม พบว่า มี 2 ตัวอย่าง ที่ผลิตในประเทศมาเลเซียไม่แสดงฉลากเป็นภาษาไทย และไม่มีการแสดงเลขสารบบอาหาร ซึ่งการไม่แสดงฉลากภาษาไทยเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 6 (10) และมีโทษตามมาตรา 51 ของ พ.ร.บ. อาหาร พ.ศ. 2522 คือ ปรับไม่เกิน 3 หมื่นบาท ส่วนการไม่แสดงเลขสารบบอาหารมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 30,000 บาท" น.ส.สารี กล่าว
     น.ส.มลฤดี โพธิ์อินทร์ นักวิชาการด้านอาหาร มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า ตะกั่วและแคดเมียมถือเป็นโลหะหนัก ซึ่งการปนเปื้อนในอาหารไม่สามารถทำลายได้ด้วยความร้อน ทั้งนี้ ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 83 พ.ศ. 2527 เรื่อง ช็อกโกแลต กำหนดให้สารตะกั่วที่ตรวจพบในช็อกโกแลตต้องไม่เกิน 1 มก./กก. แต่หากเป็นช็อกโกแลตชนิดไม่หวาน หรือไม่ใส่น้ำตาล ตรวจพบได้ไม่เกิน 2 มก./กก. สำหรับตะกั่วหากสะสมในร่างกายในปริมาณมาก ๆ จะส่งผลต่อระบบประสาท ทำให้เซลล์สมองถูกทำลาย เดินเซ ความจำเสื่อม เป็นพิษต่อระบบโลหิต ต่อไต ระบบทางเดินอาหาร ทำให้ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน และระบบสืบพันธุ์ ทำให้เป็นหมัน แม้ตะกั่วจะสามารถขับออกทางปัสสาวะและเหงื่อ แต่ในชีวิตประจำวันเรามีการสะสมตะกั่วจากน้ำ อาหาร และอากาศอยู่แล้ว จึงไม่ควรได้รับเพิ่มอีก ส่วนแคดเมียมหากได้รับมาก ๆ อาจจะทำให้เกิดอาการเฉียบพลันได้ เช่น เวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียนรุนแรง ถ่ายเหลวและอาจมีภาวะเลือดปน รวมถึงไตวายเฉียบพลันทำให้เสียชีวิตได้ ทั้งนี้ หากต้องการบริโภคช็อกโกแลตควรอ่านฉลากก่อน ยิ่งมีปริมาณโกโก้มากเท่าไร ก็มีโอกาสที่ตะกั่วและแคดเมียมจะปนเปื้อนมากขึ้น และควรอ่านฉลากพลังงานด้วยว่า 1 บรรจุภัณฑ์ มีปริมาณกี่แคลอรี เนื่องจากช็อกโกแลตมักมีน้ำตาลสูง เพื่อพิจารณาว่าควรแบ่งกินเท่าไรในการหลีกเลี่ยงภาวะอ้วน
     ด้าน น.ส.อัฏฐพร ฤทธิชาติ นักวิชาการมูลนิธิบูรณะนิเวศ กล่าวว่า การได้รับสารตะกั่วและสารแคดเมียมในระยะยาวจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพ โดยเฉพาะในกลุ่มทารกในครรภ์และเด็ก โดยมีผลต่อการเจริญเติบโตของระบบประสาทและพัฒนาการทางสมองของเด็ก ทำให้ระดับสติปัญญาด้อยลง ผลการเรียนตกต่ำ สมาธิสั้น และก้าวร้าว และก่อให้เกิดผลกระทบต่อระบบอื่น ๆ ของร่างกายด้วย เช่น ระบบสืบพันธุ์ ตับ ไต และระบบการสร้างเม็ดเลือด นอกจากนี้ องค์การวิจัยโรคมะเร็งนานาชาติ (IARC) ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งขององค์การอนามัยโลก กำหนดให้แคดเมียมเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์ อาทิ มะเร็งปอด มะเร็งที่ไตและต่อมลูกหมาก และกำหนดให้สารประกอบของตะกั่วเป็นสารที่น่าจะก่อให้เกิดมะเร็งในมนุษย์ ทั้งนี้ สารตะกั่วและแคดเมียมถูกนำมาใช้ในอุตสาหกรรมหลายประเภท จึงก่อให้เกิดการปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมและการดูดซึมสารโลหะหนักของพืชได้ ดังนั้น การควบคุมการปล่อยมลพิษจากแหล่งกำเนิดอย่างเข้มงวด จึงเป็นอีกทางหนึ่งที่จะช่วยลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับแหล่งอาหารของเราได้

ที่มาของข้อมูล : https://mgronline.com/qol/detail/9600000101382