พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ

กับพระราชกรณียกิจด้านการแพทย์และสาธารณสุขไทย

เนื่องในช่วงเดือนตุลาคม 2560 นี้ จะมีพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช กองบรรณาธิการวารสาร‘Thai Nursingtime’ จึงขออัญเชิญพระราชกรณียกิจด้านการแพทย์-การสาธารณสุขของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชที่ทรงบำเพ็ญประโยชน์ต่อพสกนิกร รวมทั้งสถาบันการแพทย์-การสาธารณสุขไทย ซึ่งพระราชกรณียกิจดังกล่าวหลาย ๆ เรื่อง เชื่อว่าประชาชนไทยส่วนใหญ่อาจจะยังไม่ได้รับรู้ กองบรรณาธิการจึงขอนำมาเสนอ ณ ที่นี้
     พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระราชสมภพเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2470 ที่รัฐแมสซาชูเซตส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ทรงมีพระบรมราชชนก คือ พระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม และ พระบรมราชชนนี คือ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ.2489 และมีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ.2493

พระราชทานพระราชทรัพย์สร้างอาคารผลิตวัคซีนป้องกันวัณโรค
     นับตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงขึ้นครองราชย์นั้น ประเทศไทยและเพื่อนบ้านเพิ่งจะผ่านพ้นจาก ‘สงครามมหาเอเชียบูรพา’ หรือสงครามโลกครั้งที่ 2 (พ.ศ.2484-2488) มาอย่างหมาด ๆ หลายประเทศจึงประสบกับปัญหาเศรษฐกิจ การขาดแคลนข้าวปลาอาหาร รวมทั้งต้องเผชิญกับโรคภัยต่าง ๆ ขณะที่ยารักษาโรคก็ขาดแคลน ประเทศไทยก็ต้องเผชิญกับปัญหานี้เช่นกัน โดยเฉพาะการแพทย์และการสาธารณสุขไทยในขณะนั้นยังไม่เจริญก้าวหน้า
     ในปี พ.ศ.2489 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับที่จะดำรงตำแหน่งพระบรมราชูปถัมภ์สภากาชาดไทยต่อมาในปี พ.ศ.2493 เกิดการแพร่ระบาดของวัณโรค ทำให้ผู้คนเจ็บป่วยและล้มตายเป็นอันมาก กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้ทำความตกลงร่วมมือกับองค์การอนามัยโลกและองค์การสงเคราะห์เด็กแห่งสหประชาชาติ (Unicef) เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของวัณโรคในประเทศไทย โดยสภากาชาดไทยจะเป็นผู้ผลิตวัคซีนบีซีจีเพื่อฉีดป้องกันวัณโรค
     ในปี พ.ศ.2494 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ จำนวน 500,000 บาท เพื่อให้สภากาชาดไทยก่อสร้างอาคารสำหรับค้นคว้าและทดลองผลิตวัคซีนบีซีจีขึ้นมา ในปีต่อมาการก่อสร้างอาคารแห่งนี้แล้วเสร็จ องค์การอนามัยโลกได้ส่งผู้เชี่ยวชาญมาผลิตวัคซีนบีซีจีที่อาคารแห่งนี้นาน 3 เดือน และกระทรวงสาธารณสุขได้ส่งนายแพทย์ไทยไปฝึกการผลิตวัคซีนเพิ่มเติมที่ต่างประเทศด้วย

     ต่อมาในวันที่ 4 เมษายน พ.ศ.2496 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จฯ มาเป็นประธานในพิธีเปิดอาคารแห่งนี้อย่างเป็นทางการ พระองค์โปรดเกล้าฯพระราชทานนามอาคารนี้ว่า ‘มหิดลวงศานุสรณ์’ ทำให้ประเทศไทยสามารถผลิตวัคซีนบีซีจีขึ้นใช้เองแทนการสั่งซื้อจากต่างประเทศ และนอกจากจะใช้ป้องกันวัณโรคให้แก่คนไทยอย่างได้ผลดีแล้ว องค์การ Unicef ยังสั่งซื้อวัคซีนบีซีจีเพื่อส่งไปให้ประเทศในเอเชียได้ใช้ด้วย
     ในโอกาสนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้มีพระราชปรารภกับหลวงพยุงเวชศาสตร์ อธิบดีกรมสาธารณสุข ความตอนหนึ่งว่า “คุณหลวง วัณโรคสมัยนี้มียารักษากันได้เด็ดขาดหรือยัง ยาอะไรขาด ถ้าต้องการฉันจะหาให้อีก ฉันอยากเห็นกิจการแพทย์ของเมืองไทยเจริญมาก ๆ...”

ภาพยนตร์ส่วนพระองค์นำรายได้สมทบทุนทางการแพทย์
     พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดการถ่ายทำภาพยนตร์ส่วนพระองค์มาตั้งแต่ครั้งยังศึกษาเล่าเรียนอยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พระองค์ทรงเริ่มถ่ายทำและเก็บฟิล์มสะสมมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2489 เป็นฟิล์มสีขนาด 16มิลลิเมตร ต่อมาระหว่างปี พ.ศ.2493-2510 พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้นำภาพยนตร์ส่วนพระองค์นี้มาฉายให้ประชาชนได้ชมในโรงภาพยนตร์ เพื่อนำรายได้มาสนับสนุนทางการแพทย์ เช่น สร้างตึกอานันทมหิดล ที่ ร.พ.ศิริราช, สร้างตึกวิจัยประสาทที่ ร.พ.ประสาท พญาไท นอกจากนี้ ยังพระราชทานทุนวิจัยโรคประสาทแต่ละชนิดให้กว้างขวางยิ่งขึ้น, สร้างตึกราชสาทิส ร.พ.สมเด็จเจ้าพระยา เพื่อให้คนไข้มีสถานที่เพิ่มขึ้นจะได้มีสภาพจิตใจที่ดีขึ้น, สร้างตึกวชิราลงกรณ์ สภากาชาดไทย, สร้างอาคารทางการแพทย์ ร.พ.ภูมิพลฯ และจัดตั้งสถาบันราชประชาสมาสัย เพื่อผู้ป่วยโรคเรื้อน เป็นต้น
     ภาพยนตร์ส่วนพระองค์ที่นำมาฉายครั้งแรกเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ.2493 ที่โรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมกรุง คือ ‘ภาพยนตร์ประมวลข่าวพระราชพิธีบรมราชาภิเษก’ (5 พฤษภาคม 2493) และ ‘พระราชพิธีราชาภิเษกสมรส’ (28 เมษายน 2493) นอกจากนี้ ยังมีภาพยนตร์ข่าวเสด็จฯ นิวัติพระนคร, ภาพยนตร์ข่าวถวายพระเพลิงในพระบรมโกศ, ภาพยนตร์ข่าวเสด็จฯ วันจักรี, ภาพยนตร์ข่าวเสด็จฯ งานกาชาด, ภาพยนตร์ข่าวเสด็จฯ พระราชทานปริญญาบัตรมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์, ข่าวพิธีเปิดพระรูปสมเด็จพระราชบิดา งานฉลอง 100 ปี โรงพยาบาลศิริราช ฯลฯ ในการฉายภาพยนตร์แต่ละครั้งจะมีประชาชนเข้าชมอย่างเนืองแน่น ทำให้มีรายได้สนับสนุนการก่อสร้างสถานพยาบาลต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก (รวมภาพยนตร์ข่าวที่พระองค์ทรงถ่ายทำทั้งหมดจนถึงปัจจุบันประมาณ 6,000 ม้วน)
     ในปี พ.ศ.2495 เกิดโรคไขสันหลังอักเสบ (โปลิโอ) ระบาดอย่างรุนแรง ผู้ที่เป็นโรคนี้หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและทันท่วงทีจะมีอันตรายถึงชีวิตได้ และถึงแม้พ้นขีดอันตรายมักเป็นอัมพาตจำเป็นต้องได้รับการบำบัดฟื้นฟู พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานทุนประเดิมสำหรับจัดตั้งทุน ‘โปลิโอสงเคราะห์’ ขึ้นมา และให้วิทยุ อ.ส. พระราชวังดุสิต ออกประกาศชักชวนประชาชนโดยเสด็จพระราชกุศลได้เงินจำนวนมากส่งไปพระราชทานเพื่อก่อสร้างตึกวชิราลงกรณ์ธาราบำบัด โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า สำหรับเป็นศูนย์บำบัดรักษาผู้ป่วยที่มีความพิการโดยใช้น้ำ และจัดซื้ออุปกรณ์ เช่น เครื่องช่วยหายใจ หรือ‘ปอดเหล็ก’ (Iron Lung) จากต่างประเทศ จำนวน 3 เครื่อง เพื่อรักษาผู้ป่วยโปลิโอที่มีการหายใจล้มเหลวจากกล้ามเนื้อหายใจเป็นอัมพาตจากเชื้อโปลิโอ
นอกจากนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดซื้อเครื่องมืออุปกรณ์ต่าง ๆ ในการรักษาโรค พระราชทานไปยังโรงพยาบาลศิริราชเพื่อใช้ในการรักษาพยาบาลและก่อตั้ง ‘สถานบำบัดโปลิโอ’ ขึ้นด้วย

พระราชทานเรือ ‘เวชพาหน์’ รักษาผู้ป่วยทางน้ำ
     พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้มีพระราชปรารภว่า ราษฎรที่ตั้งบ้านเรือนอยู่ตามลำแม่น้ำในหลายตำบล ตั้งอยู่โดดเดี่ยวยังไม่มีทางหลวงเชื่อมต่อจังหวัด แม้ว่าจะมีการคมนาคมติดต่อกับจังหวัดทางน้ำได้ก็ห่างไกลโรงพยาบาลประจำจังหวัดมาก ถ้าเจ็บป่วยก็ต้องรักษาพยาบาลแผนโบราณ ซึ่งไม่ค่อยได้ผลในโรคหลายอย่าง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บริษัทอู่เรือกรุงเทพฯ จำกัด ต่อเรือยนต์ขึ้นด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เพื่อพระราชทานให้สภากาชาดไทยใช้เป็นหน่วยเคลื่อนที่รักษาพยาบาลประชาชนตามลำน้ำต่าง ๆ โดยพระราชทานชื่อว่า ‘เวชพาหน์’ (เวด-ชะ-พา) และได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพิธีพระราชทานเรือ เมื่อวันที่ 19 มกราคมพ.ศ.2498 ณ ท่าวาสุกรี กรุงเทพมหานคร ถือเป็นเรือหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ลำแรกของประเทศไทย

     เรือพระราชทานเวชพาหน์ เป็นเรือไม้ 2 ชั้น ขนาดกว้าง 3.81 เมตร ยาว 15.69 เมตร สูง 3.75 เมตร กินน้ำลึก 1.20 เมตร เครื่องยนต์ดีเซล 200 แรงม้า ขนาด 6 สูบ ความเร็วเรือ 12 นอตต่อชั่วโมง ชั้นบนเป็นโถงโล่งใช้เป็นที่พักผ่อนสำหรับเจ้าหน้าที่หน่วยแพทย์ ชั้นล่างประกอบด้วย ห้องตรวจรักษาโรคทั่วไป ห้องทันตกรรม ห้องผ่าตัดเล็ก ห้องนอนเจ้าหน้าที่ประจำเรือ ห้องน้ำ ห้องครัว และห้องเครื่องยนต์ ส่วนหน้าของห้องตรวจรักษา และตามแนวทางเดินทำเป็นตู้ฝังผนังสำหรับเก็บยา สามารถดึงออกมาเป็นชั้นเพื่อจัดยาจ่ายคนไข้ได้
     เรือเวชพาหน์ออกปฏิบัติงานครั้งแรกเมื่อวันที่ 19 มกราคม พ.ศ.2498 จนถึงเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2550 โดยปฏิบัติงานรวมทั้งสิ้น 137 ครั้ง ใน 18 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดนนทบุรี สุพรรณบุรี นครสวรรค์ กรุงเทพมหานคร สมุทรสาคร ฉะเชิงเทรา พระนครศรีอยุธยา ปราจีนบุรี ชัยนาท สิงห์บุรี กาญจนบุรี ลพบุรี อ่างทอง ราชบุรี ปทุมธานี สมุทรสงคราม นครปฐม และอุทัยธานี มีผู้มารับบริการตรวจรักษาโรค ฝังเข็ม ให้ภูมิคุ้มกันโรค และบริการทางทันตกรรม รวมทั้งสิ้น 317,984 ราย
     นอกจากนี้ เรือเวชพาหน์ยังมีภารกิจบรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัยฉุกเฉินต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เช่น ช่วยเหลือผู้ประสบวาตภัยที่แหลมตะลุมพุก จ.นครศรีธรรมราช ในปี พ.ศ.2505 ช่วยเหลือผู้ลี้ภัยสงครามและคนไทยชายแดนแถบประเทศอินโดจีนในปี พ.ศ.2518-2528 รวมถึงอุทุกภัยแต่ละครั้ง เรือเวชพาหน์ก็ได้ออกปฏิบัติหน้าที่เพื่อช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง และหลังจากปี พ.ศ.2550 เรือเวชพาหน์ยังคงออกปฏิบัติหน้าที่รักษาประชาชนอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
     ล่าสุดเมื่อเดือนมกราคม 2560 หน่วยแพทย์เคลื่อนที่เรือพระราชทานเวชพาหน์ได้ออกปฏิบัติเพิ่มเติมอีก 1 ครั้ง ที่ จ.ราชบุรี เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

จัดตั้งกองทุนปราบอหิวาตกโรค
     ในปี พ.ศ.2501-2502 เกิดอหิวาตกโรคระบาดอย่างรุนแรง เริ่มจากกรุงเทพฯ ก่อนแล้วแพร่ระบาดไปต่างจังหวัด ทำให้ประชาชนนับร้อยคนเสียชีวิต เนื่องจากยังไม่มีวัคซีนป้องกัน รวมทั้งยังขาดแคลนน้ำเกลือ เพราะน้ำเกลือที่ผลิตได้ภายในประเทศขณะนั้นยังไม่ได้มาตรฐาน ต้องสั่งเข้าจากต่างประเทศ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานทุนประเดิมก่อตั้งกองทุนปราบอหิวาตกโรค มีผู้โดยเสด็จพระราชกุศลเป็นจำนวนมาก และได้พระราชทานพระราชทรัพย์ให้แก่กองวิทยาศาสตร์ สภากาชาดไทย จัดหาเครื่องมือจากสหรัฐอเมริกาเพื่อเพิ่มศักยภาพในการผลิตวัคซีนจนสามารถผลิตวัคซีนได้เพียงพอต่อความต้องการ ทำให้สามารถป้องกันควบคุมโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที
     นอกจากนั้น ยังพระราชทานเครื่องผลิตน้ำกลั่นแก่โรงงานเภสัชกรรม สถาบันพยาธิวิทยา กรมแพทย์ทหารบก โดยเฉพาะที่สถาบันพยาธิวิทยานี้ได้พระราชทานเงินจัดซื้อเครื่องมือขนาดใหญ่สำหรับทำการวิจัยอหิวาตกโรคด้วย ทำให้เจ้าหน้าที่ค้นคว้าหาสมมติฐานของโรคได้ภายในเวลา 3 เดือนต่อมา โดยทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ของกองทัพบกสหรัฐอเมริกา
     อีกทั้งยังได้พระราชทานเครื่องมือแพทย์และเครื่องเวชภัณฑ์เพิ่มเติมให้แก่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ และกรมอนามัยด้วย เนื่องจากทรงคาดว่าจะต้องรับภาระปราบอหิวาตกโรคและรักษาคนไข้ในต่างจังหวัดเมื่อโรคระบาดออกไป จากการพระราชทานความช่วยเหลืออย่างรีบด่วนและด้วยพระบรมราชวินิจฉัยอันรอบคอบ รวมถึงหน่วยราชการทุกหน่วยได้ร่วมมือกันอย่างเต็มที่ ทำให้ประเทศไทยสามารถปราบอหิวาตกโรคซึ่งกำลังแพร่ระบาดออกไป จนสงบลงได้ในเวลาประมาณ 1 ปี 5 เดือน ทำให้ประเทศไทยมีศักยภาพในการพัฒนาวัคซีนเพิ่มขึ้นจนสามารถผลิตวัคซีนชนิดอื่นได้อีกด้วย เช่น วัคซีนป้องกันไข้ทรพิษและไข้รากสาดน้อย เป็นต้น

หน่วยแพทย์เคลื่อนที่รักษาผู้ป่วยในถิ่นกันดาร
     ในการเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรในต่างจังหวัดและตามถิ่นทุรกันดาร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพบว่าราษฎรเป็นจำนวนมากขาดการดูแลรักษาในด้านสุขภาพอนามัย โครงการหน่วยแพทย์พระราชทานได้ถือกำเนิดขึ้นในปี พ.ศ. 2510 ครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานไปประทับแรม ณ พระราชวังไกลกังวล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดเจ้าหน้าที่ แพทย์ พยาบาล เครื่องมือเครื่องใช้ ตลอดจนยารักษาโรค ออกทำการตรวจรักษาและพยาบาลราษฎรในท้องถิ่นกันดารในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี ราชบุรี และประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งขณะนั้นยังไม่มีหน่วยแพทย์ทางราชการเข้าไปถึง
     ในครั้งนั้นทรงพบอีกว่าราษฎรป่วยเป็นโรคฟันและโรคในช่องปากจำนวนมาก จึงโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งหน่วยทันตกรรมพระราชทาน ประกอบด้วย ทันตแพทย์ ทันตนามัย รถยนต์ขนาดใหญ่ 1 คัน มีเก้าอี้ทำฟันตลอดจนเครื่องมือทำฟันครบชุด ออกทำการตรวจและรักษาโรคฟันให้แก่ราษฎรพร้อมกับหน่วยแพทย์เคลื่อนที่
     ในการเสด็จฯ เยี่ยมราษฎรท้องถิ่นทุรกันดารนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณฯให้แพทย์ประจำพระองค์และแพทย์ที่ตามขบวนเสด็จฯ ทำการตรวจรักษาผู้เจ็บป่วยในหมู่ราษฎรที่มาเฝ้ารับเสด็จฯทุกครั้ง ต่อมาคนไข้เพิ่มจำนวนมากขึ้นจึงทรงมีพระราชดำริว่าควรจะมีหน่วยงานรับผิดชอบให้การบำบัดรักษาเป็นไปอย่างสมบูรณ์ จึงได้เกิดหน่วยงานต่าง ๆ ด้านนี้ขึ้นหลายโครงการและหลายหน่วยงาน เช่น
     หน่วยแพทย์พระราชทาน ซึ่งเป็นคณะแพทย์ที่ทรงแต่งตั้งให้ออกไปทำการตรวจรักษาราษฎรผู้เจ็บป่วยถึงบ้านโครงการแพทย์หลวงเคลื่อนที่พระราชทาน ได้แก่ แพทย์หลวงที่ตามเสด็จฯ ขณะแปรพระราชฐานต่างจังหวัดและโปรดเกล้าฯ ให้ออกทำการตรวจรักษาคนไข้ ณ จุดตรวจบริเวณหน้าพระตำหนักที่ประทับ โครงการแพทย์พิเศษตามพระราชประสงค์ ได้แก่ คณะแพทย์ของหน่วยราชการที่จะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้าไปให้บริการตรวจรักษาประชาชนในพื้นที่ที่การคมนาคมไม่สะดวกเป็นประจำตามพระราชประสงค์ ฯลฯ
     ในการเสด็จฯ เยี่ยมราษฎรนั้น ทรงพบว่าบางหมู่บ้านอยู่ห่างไกลมาก บางแห่งต้องเดินถึง 3 วัน กว่าจะออกมาถึงสถานพยาบาล คนพิการ ผู้เจ็บป่วย ได้รับความลำบาก ทั้งความเจ็บไข้ส่วนใหญ่ก็เกิดจากการบริโภคอาหารไม่ถูกสุขลักษณะ จึงทรงมีพระราชดำริจัดตั้ง ‘โครงการอบรมหมอหมู่บ้าน’ ขึ้น โดยคัดเลือกคนในหมู่บ้านที่พอจะอ่านออกเขียนได้มารับการฝึกอบรมในเรื่องของหลักการพยาบาลเบื้องต้น การรักษาโรคอย่างง่าย ๆ ที่จะสามารถช่วยเหลือกันในเบื้องต้นได้ หากรายใดจำเป็นที่จะต้องนำส่งโรงพยาบาล หมอหมู่บ้านก็จะเป็นผู้ดำเนินการให้

น้ำพระทัยทรงห่วงใยสัตว์เจ็บป่วย-จรจัด
     นอกจากพระองค์จะทรงห่วงใยราษฎรที่เจ็บไข้ได้ป่วย โดยเฉพาะราษฎรที่อยู่ห่างไกลในถิ่นทุรกันดารแล้ว แม้แต่สัตว์ที่เจ็บป่วยพระองค์ก็ทรงเผื่อแผ่ไปถึง โดยได้พระราชทานเงินรายได้จากการจำหน่ายเสื้อ ‘คุณทองแดง’ให้แก่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อดำเนินโครงการตามพระราชกระแสหลายโครงการด้วยกันเช่น โครงการตรวจหาเครื่องหมายดีเอ็นเอของสุนัขสายพันธุ์ไทย, โครงการเฝ้าระวังและการพัฒนาวินิจฉัยโรคฉี่หนูหรือเล็ปโตสไปโรซิส, โครงการระวังโรคระบาดในสัตว์ปีก, โครงการพัฒนาน้ำเชื้อแช่แข็งสุนัข, โครงการเครื่องมือแพทย์, โครงการพระราชทานคุณทองแดงช่วยเพื่อน และโครงการกองทุนรักษาสัตว์ป่วยอนาถา ฯลฯ
     และยังพระราชทานทุนทรัพย์จากการจำหน่ายเสื้อคุณทองแดง เพื่อสร้างสระว่ายน้ำ ‘สุวรรณชาด’ ที่โรงพยาบาลสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน สำหรับบำบัดรักษาสุนัขที่ป่วยด้วยโรคข้อกระดูกและระบบประสาทแบบธาราบำบัด เมื่อปลายเดือนมกราคม พ.ศ.2548 และแล้วเสร็จในปลายเดือนเมษายน พ.ศ.2548
     ‘ศูนย์รักษ์สุนัขหัวหิน’ เป็นโครงการในพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 ต่อมาในปี พ.ศ.2552 จึงจดทะเบียนเป็น ‘มูลนิธิศูนย์รักษ์สุนัขหัวหินในพระบรมราชูปถัมภ์’ โดยพระองค์ได้พระราชทานเงินจากการจำหน่ายเสื้อคุณทองแดง จำนวน 4 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างศูนย์รักษ์สุนัข และพระราชทานเงิน จำนวน 1 ล้านบาท เพื่อจัดตั้งมูลนิธิฯ ศูนย์รักษ์สุนัขหัวหิน ตั้งอยู่บริเวณวัดเขาอิติสุขโต ถนนหัวหิน-หนองพลับ มีเนื้อที่ 22 ไร่เศษ โดยวัดเขาอิติสุขโตเป็นผู้มอบพื้นที่ให้ เพื่อดูแลสุนัขจรจัดในหัวหินและพื้นที่ใกล้เคียง
     โครงการที่สำคัญในศูนย์รักษ์สุนัขหัวหิน คือ ‘โครงการสุนัขให้เลือด’ โดยศูนย์จะคัดสุนัขจรจัดที่แข็งแรงมาเจาะเลือดเพื่อทดสอบว่าจะสามารถให้เลือดได้ไหม ซึ่งหากสุนัขเหล่านี้ผ่านการคัดแล้วว่าไม่ติดโรค ไม่เป็นพยาธิ และเกล็ดเลือดไม่จาง จึงจะสามารถให้เลือดได้ ก่อนจะส่งกลับมาที่โรงพยาบาลเพื่อสกัดเป็นผลิตภัณฑ์ให้เลือดต่าง ๆ หรือนำไปช่วยเหลือสุนัขตัวอื่น ๆ ต่อไป...
     นี่คือบางส่วนของพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงบำเพ็ญประโยชน์ต่อพสกนิกร สถาบันการแพทย์-การสาธารณสุขไทย รวมทั้งสัตว์เจ็บป่วยอนาถาต่าง ๆ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้น กองบรรณาธิการวารสาร ‘Thai Nursingtime’ จึงขออัญเชิญพระราชกรณียกิจดังกล่าวมาบันทึกไว้ ณ ที่นี้ และขอปิดท้ายด้วยพระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร ณ มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ.2522 ความตอนหนึ่งว่า...
     "...การรักษาความสมบูรณ์แข็งแรงของร่างกายเป็นปัจจัยของเศรษฐกิจที่ดีและสังคมที่มั่นคง เพราะร่างกายที่แข็งแรงนั้น โดยปกติจะอำนวยผลให้สุขภาพจิตใจสมบูรณ์ด้วย และเมื่อมีสุขภาพสมบูรณ์ดี พร้อมทั้งร่างกายและจิตใจแล้ว ย่อมมีกำลังทำประโยชน์ สร้างสรรค์เศรษฐกิจและสังคมของบ้านเมืองได้เต็มที่ ทั้งไม่เป็นภาระแก่สังคมด้วย คือ เป็นแต่ผู้สร้าง มิใช่ผู้ถ่วงความเจริญ..."

ที่มา
     - บทความพิเศษฉลองสิริราชสมบัติครบ ๕๐ ปีของสำนักข่าวไทย ประจำวันที่ ๑๓, ๑๖ มิถุนายน และวันที่ ๒๖, ๒๗, ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๓๙.

     - นสพ.มติชน ๗ พฤษภาคม ๒๕๔๘
–หนังสือพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชกับการศึกษาไทย.

     - ศ.(พิเศษ) ทพ.ญ. ท่านผู้หญิงเพ็ชรา เตชะกัมพุช : หนังสือในหลวงกับงานทันตกรรม กระทรวงสาธารณสุข.