ไฟเซอร์ ยกระดับไปอีกขั้น สร้างสรรค์นวัตกรรมรองรับวิกฤตโควิด-19 พัฒนาครอบคลุมในทุกมิติ

ข่าวประชาสัมพันธ์

วิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ก่อให้เกิดการสูญเสียชีวิตและความเสียหายทางด้านเศรษฐกิจอย่างมหาศาล การวิจัยทางการแพทย์และสุขภาพเพื่อนำไปต่อยอดพัฒนาเป็นนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อการป้องกัน การรักษาและฟื้นฟูสุขภาพจากโรคจึงเป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างยิ่งในการรับมือกับวิกฤตในปัจจุบัน และโรคอุบัติใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
         

         ในช่วงการสัมมนา“Lesson Learned From COVID-19: Innovations for the Next Pandemic”หนึ่งในกิจกรรมที่จัดขึ้นในงานไบโอ เอเชีย แปซิฟิค2022(Bio Asia Pacific 2022)ที่ไบเทค บางนา นางสาวเด็บบราห์ ไซเฟิร์ทผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไฟเซอร์ (ประเทศไทย)จำกัด และอินโดไชน่า กล่าวว่า “ไฟเซอร์ตระหนักถึงความสำคัญของเทคโนโลยีและการคิดค้นนำเสนอยาใหม่ ๆ ให้ได้อย่างรวดเร็วซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายหลักขององค์กรในการส่งมอบยาใหม่ที่เป็นนวัตกรรม (Breakthrough) เพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้ป่วย โดยในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมา ไฟเซอร์ตระหนักถึงปัญหาและความรุนแรงของสถานการณ์ ซึ่งจะป้องกันการเสียชีวิตและลดความรุนแรงได้ด้วยวัคซีน ควบคู่ไปกับยารักษา โดยหลังจากที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศให้โควิด-19 เป็นโรคระบาดกระจายในพื้นที่ขนาดใหญ่ (Pandemic) เพียง 6 วัน ไฟเซอร์ก็ได้ประกาศความร่วมมือกับ ไบออนเทค (BioNTech) ในการพัฒนาวัคซีนป้องกันโควิด-19 ด้วยเทคโนโลยี mRNA และ 9 เดือนต่อมา วัคซีนดังกล่าวก็ได้รับการอนุมัติให้ใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นรายแรกของโลกจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (USFDA) ปัจจุบันวัคซีนโควิด-19 ของไฟเซอร์-ไบออนเทคได้รับการอนุมัติแบบมีเงื่อนไขหรือภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินให้ใช้เพื่อป้องกันโควิด-19 ในกว่า 180 ประเทศทั่วโลกรวมถึงในประเทศไทยด้วย” 

          ดร. นพ.นิรุตติ์ ประดับญาติ ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ บริษัท ไฟเซอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวเสริมว่า “วัคซีนได้รับการยอมรับว่าเป็นมาตรการที่สำคัญประการหนึ่งในการควบคุมการระบาดของโรคโควิด-19 โดยช่วยลดความรุนแรงของโรค และการเข้าพักรักษาในโรงพยาบาล นอกจากวัคซีนแล้ว ยาที่ใช้ในการรักษาก็มีส่วนสำคัญในการรับมือกับสถานการณ์โรคระบาด ไฟเซอร์ใช้เวลาประมาณ 16 เดือนในการพัฒนานวัตกรรมยาใหม่เพื่อใช้ในการต้านไวรัสโควิด-19 โดยมุ่งเน้นที่กลไกการยับยั้งเอนไซม์ Protease ของไวรัส เพื่อยับยั้งการเพิ่มจำนวนของไวรัสในร่างกาย ซึ่งยาชนิดรับประทานดังกล่าวได้รับการอนุมัติขึ้นทะเบียนสำหรับใช้รักษาผู้ป่วยติดเชื้อ SARS-CoV-2 ในสถานการณ์ฉุกเฉินโดยองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (USFDA) ปัจจุบันได้รับการขึ้นทะเบียนยาแบบมีเงื่อนไขหรือภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินใน 70 ประเทศรวมถึงประเทศไทยด้วย ไฟเซอร์มีความภาคภูมิใจกับนวัตกรรมวัคซีนและยา ที่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลง และลดความรุนแรงของสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา แต่เรายังคงยืนหยัดในการวิจัยและพัฒนายา และวัคซีนอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ทันต่อการรับมือกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปรวมถึงสายพันธุ์ใหม่ของไวรัสโคโรนา ทั้งการพัฒนาวัคซีนสำหรับเด็กอายุตั้งแต่ 6 เดือนถึงต่ำกว่า 5 ปี และวัคซีนที่พัฒนาจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ Omicron การศึกษาประสิทธิผลและความปลอดภัยของการใช้ยาต้านไวรัสในกลุ่มผู้ป่วยเด็กและผู้ป่วยที่มีปัญหาด้านภูมิคุ้มกันบกพร่องรวมถึงการวิจัยและพัฒนายาต้านไวรัสรุ่นใหม่”
          “ไฟเซอร์ให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนา เพื่อนำมาซึ่งนวัตกรรมยาในการรักษา 6 ด้าน ได้แก่ มะเร็งวิทยา อายุรกรรม วัคซีน การอักเสบและภูมิต้านทาน โรคที่พบได้ยาก และยาต้านการติดเชื้อ ซึ่งไฟเซอร์ยังคงมุ่งมั่นในการต่อยอดจากประสบการณ์ และการเรียนรู้จากช่วงวิกฤตโรคระบาด โดยร่วมมือกับองค์กรพันธมิตรเพื่อขยายการเข้าถึงผู้ป่วยในวงกว้าง นอกจากนี้เรายังให้ความสำคัญกับการเข้าถึงยาอย่างเท่าเทียมกันในทุกภาคส่วนของทุกประเทศทั่วโลก โดยในปีพ.ศ. 2564 ไฟเซอร์สามารถส่งมอบยาและวัคซีนให้แก่ผู้ป่วยกว่า 1.4 พันล้านคนทั่วโลก และนอกจากความรับผิดชอบต่อผู้ป่วยแล้ว ไฟเซอร์มีนโยบายในการดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน”นางสาวเด็บบราห์กล่าวปิดท้าย