เวที PMAC 2026 ไทยนำเสนอบทเรียนการช่วยเหลือผู้มีปัญหาสถานะทางทะเบียนให้เข้าถึงสิทธิด้านสุขภาพ เน้นย้ำจำเป็นต้องทำงานข้ามหน่วยงานและเครือข่าย เพื่อค้นหาผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือและขยายการเข้าถึงบริการสุขภาพอย่างทั่วถึง ขณะที่ญี่ปุ่นเสนอแนวทางบูรณาการงานสวัสดิการและการดูแลสุขภาพเพื่อลดช่องว่างของกลุ่มผู้มีรายได้น้อย
สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข และองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (Japan International Cooperation Agency: JICA) ภายใต้โครงการความร่วมมือไทย–ญี่ปุ่น GLO+UHC ระยะที่ 3 จัดเวทีเสวนานานาชาติหัวข้อ ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง : ระบบสุขภาพที่เท่าเทียมในโลกประชากรเปลี่ยนผ่าน (Reaching the Last Mile: Equitable Health Systems in Shifting Demographics) โดยมีนางสาวดวงนภา พิเชษฐกุล รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) นายชุนสุเกะ ซาคุโด หัวหน้าสำนักงานองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JICA) ประจำประเทศไทย และ ดร. นพ.จักรรัฐ พิทยาวงศ์อานนท์ ผู้แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวเปิดการประชุมและต้อนรับผู้แทนจากหลายประเทศเข้าร่วมการเสวนา อาทิ ไทย ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการดูแลกลุ่มประชากรเปราะบางภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งมีความแตกต่างกันไปตามบริบททางสังคม เศรษฐกิจ และโครงสร้างประชากรของแต่ละประเทศ โดยกิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของการประชุมวิชาการนานาชาติรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี 2569 (Prince Mahidol Award Conference: PMAC) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26–31 ม.ค. ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร
อนรรฆ พิทักษ์ธานิน ประธานคณะทำงานพัฒนาการเข้าถึงบริการสาธารณสุขของกลุ่มคนไทยที่มีปัญหาสถานะทางทะเบียน กล่าวว่า แม้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าไทยจะครอบคลุมประชากรถึง 99.73% แต่ยังมีประชาชนที่มีปัญหาสถานะทางทะเบียนอีกราว 100,000 คนที่หลุดออกจากระบบ คนกลุ่มนี้เกิดในประเทศไทย แต่ด้วยสาเหตุบางประการทำให้ไม่มีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก เช่น ไม่ได้รับการแจ้งเกิด การย้ายถิ่นฐาน ขาดการติดต่อกับสำนักงานเขตหรืออำเภอและญาติพี่น้อง หรือเป็นคนไร้บ้าน เป็นต้น โดยมีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2567 ที่มุ่งเร่งรัดการแก้ไขปัญหาสัญชาติของคนกลุ่มนี้

“บัตรประชาชนมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะระบบหลักประกันสุขภาพของไทยผูกโยงกับเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก ซึ่งใช้เป็นกลไกยืนยันตัวตน และหลักการนี้ถูกนำไปใช้กับแทบทุกโครงการสวัสดิการสังคม ส่งผลให้กลุ่มเปราะบางยิ่งเปราะบางมากขึ้น หลายคนไม่สามารถเข้าถึงบริการสุขภาพได้ หากเราไม่ทำอะไรเลยจะมีต้นทุนสูงกว่า คนกลุ่มนี้กลัวการไปพบแพทย์ พวกเขามักรอจนป่วยรุนแรงจึงเข้ารับการรักษา ส่งผลให้การรักษาล่าช้า และท้ายที่สุดโรงพยาบาลต้องเป็นผู้แบกรับค่าใช้จ่าย” อนรรฆ กล่าว
เมื่อปี 2563 หน่วยงาน 9 แห่ง อาทิ สปสช. กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงยุติธรรม และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจเพื่อดำเนินการเชิงรุกในการแก้ไขปัญหานี้ โดยเน้นการค้นหาผู้มีปัญหาสถานะผ่านเครือข่ายในพื้นที่ และการเร่งตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอ ปัจจุบันสามารถคืนสิทธิให้กับประชาชนได้แล้วกว่า 4,500 คน ทำให้สามารถเข้าถึงบริการสุขภาพได้อย่างทันท่วงที
ขณะที่ วรรณา แก้วชาติ จากมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย และคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ในฐานะผู้แทนองค์กรเอกชนด้านชุมชนแออัด ระบุว่า สปสช.เป็นหนึ่งในกำลังหลักที่ทำงานร่วมกับเครือข่ายภาคประชาชนและภาคสุขภาพในการคืนสิทธิให้ประชาชน โดยมีการสนับสนุนให้จัดตั้งหน่วยตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอในโรงพยาบาล เป็นการทำงานที่ “ใช้ระบบสุขภาพนำ ใช้ภาคประชาชนตามเก็บคนไม่มีสิทธิในพื้นที่” และยังได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ทำให้สามารถขยายผลการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในระหว่างการเสวนา ผู้แทนจากประเทศอื่น ๆ ยังได้กล่าวถึงสถานการณ์ของกลุ่มประชากรเปราะบางในประเทศของตนเอง และมาตรการช่วยเหลือด้านสุขภาพ อะยาโกะ มาสุ (Ayako Masu) หัวหน้าที่ปรึกษาโครงการขององค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (JICA) ประจำ สปป.ลาว กล่าวว่า ระบบประกันสุขภาพของญี่ปุ่นแม้จะถูกมองว่าสมบูรณ์แบบ แต่ในความเป็นจริงยังไม่ครอบคลุมประชากรทุกกลุ่มอย่างแท้จริง ปัจจุบันมีประชากรร้อยละ 1.6 ที่ต้องพึ่งพาระบบสวัสดิการสาธารณะด้วยงบสนับสนุนจากรัฐบาล ซึ่งมีเกณฑ์คุณสมบัติที่เข้มงวด และผู้รับสิทธิมักเผชิญกับการตีตราทางสังคม ขณะที่ประชาชนอีกร้อยละ 24.5 อยู่ภายใต้ระบบประกันสุขภาพแห่งชาติ (National Health Insurance: NHI) ซึ่งใช้ระบบร่วมจ่ายในอัตรา 10–30% ทำให้ผู้มีรายได้น้อยจำนวนหนึ่งไม่สามารถรับภาระค่าใช้จ่ายได้ และตัดสินใจเลิกเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล

มาสุ ระบุว่า รัฐบาลท้องถิ่นมีมาตรการช่วยเหลือเฉพาะรายสำหรับผู้ที่ไม่สามารถร่วมจ่าย โดยมีการลดหย่อนเบี้ยประกันสำหรับผู้มีรายได้น้อย การช่วยเหลือในช่วงภาวะเศรษฐกิจซบเซา การว่างงาน และภัยพิบัติทางธรรมชาติ รวมถึงการยกเว้นการชำระเบี้ยประกันสุขภาพในช่วงตั้งครรภ์และหลังคลอด เนื่องจากไม่สามารถทำงานได้
นอกจากนี้ ยังมีการทำงานเชิงรุกของพยาบาลและอาสาสมัครสวัสดิการชุมชน ที่ลงพื้นที่เยี่ยมบ้านและรายงานผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือต่อรัฐบาลท้องถิ่น รวมถึงการทำงานร่วมกับองค์กรพัฒนาเอกชนและองค์กรไม่แสวงหากำไร ซึ่งหลายแห่งให้คำปรึกษาและการดูแลรักษาฟรี
“การบูรณาการงานสวัสดิการและการดูแลสุขภาพเป็นสิ่งจำเป็น เพราะการรักษาพยาบาลเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ การสนับสนุนด้านอาหารและการมีงานทำมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ประกันสุขภาพเป็นสิ่งจำเป็น แต่ไม่เพียงพอหากดำเนินการเพียงลำพัง” มาสุ กล่าว
นอกจากนี้ ผู้แทนจากฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียยังสะท้อนบทบาทของระบบบริการปฐมภูมิในการอุดช่องว่างของระบบประกันสุขภาพและการเข้าถึงบริการรักษาพยาบาลของกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะเมื่อทั้งสองประเทศมีภูมิศาสตร์เป็นเกาะเล็กเกาะน้อย
โจเซฟ แอนโทนี ดี. ลาชิกา (Joseph Anthony D. Lachica) รองประธานกลุ่มบริหารสมาชิกของบริษัทประกันสุขภาพแห่งชาติฟิลิปปินส์ (Philippines Health Insurance Corporation) ระบุว่า ฟิลิปปินส์ใช้ระบบบริการปฐมภูมิเป็นยุทธศาสตร์หลักในการขยายความครอบคลุม ผ่านโครงการ Yaman ng Kalusugan ภายใต้กฎหมายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งมุ่งให้บริการสุขภาพพื้นฐานเชิงรุกและมีราคาที่เข้าถึงได้ รวมถึงการให้คำปรึกษา ตรวจทางห้องปฏิบัติการ และยาฟรี มูลค่าสูงสุดไม่เกิน 20,000 เปโซฟิลิปปินส์ต่อปีต่อสมาชิก
ขณะที่ เดดี เรเวลิโน ซีเรการ์ (Dedy Revelino Siregar) นักวิจัยอาวุโสจาก BPJS Kesehatan หน่วยงานประกันสังคมด้านสุขภาพของอินโดนีเซีย กล่าวว่า อินโดนีเซียให้ความสำคัญกับการขยายบริการปฐมภูมิควบคู่ไปกับระบบประกันสุขภาพ โดยระหว่างปี 2557–2567 จำนวนหน่วยบริการปฐมภูมิที่ทำสัญญาเพิ่มขึ้นเป็นสัดส่วนร้อยละ 28 และมีการใช้บริการเฉลี่ยสูงถึง 1.8 ล้านครั้งต่อวัน สะท้อนบทบาทของระบบปฐมภูมิในการขับเคลื่อนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า


