“รมว.สาธารณสุข” เผย สปสช. สืบราคาวัคซีน PCV มีโอกาสต่อรองราคาได้ภายใต้งบประมาณ พร้อมฉีดให้เด็กไทยครอบคลุมทั่วประเทศในปีงบ 69 นี้ เตรียมปูพรมฉีดหลังได้วัคซีน ส่วนปีถัดไปขอดูข้อมูลกรมควบคุมโรค หลังมอบให้ “อนุฯ P&P – อนุฯ ขอบเขต” เอาข้อมูลไปศึกษา และให้ส่งกลับบอร์ด สปสช. เคาะใน 1 เดือน มั่นใจ เป็นสิทธิประโยชน์ให้เด็กไทยระยะยาว
นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข ในฐานะประธานกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมบอร์ด สปสช. ครั้งที่ 3/2569 เมื่อวันที่ 2 มี.ค. 2569 ว่า ที่ประชุมบอร์ด สปสช. มีมติรับทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวัคซีนป้องกันการติดเชื้อนิวโมคอคคัส ชนิดคอนจูเกต (PCV) ป้องกันการติดเชื้อโรคปอดอักเสบและติดเชื้อในกระแสเลือดสำหรับเด็ก (IPD) ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ซึ่งเป็นข้อมูลจากกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ที่ได้นำเสนอต่อบอร์ด สปสช. เพื่อพิจารณา เป็นข้อมูลชุดใหม่เกี่ยวกับอุบัติการณ์และภาระโรคปอดอักเสบและเยื่อหุ้มสมองอักเสบในเด็กอายุ 0–5 ปี ระยะ 3 ปีล่าสุดที่ผ่านมา ซึ่งเป็นข้อมูลชุดใหม่ที่บอร์ด สปสช. ขอให้พิจารณาเพิ่มเติมอย่างเร่งด่วนเพื่อพิจารณาสิทธิประโยชน์ดังกล่าว
นอกจากนี้ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ยังได้แจ้งความคืบหน้าการเจรจาต่อรองราคาวัคซีน PCV จากบริษัทผู้ผลิตเพื่อฉีดวัคซีนให้กับกลุ่มเป้าหมายขององค์การเภสัชกรรม (อภ.) จากการที่ สปสช. ได้ทำการสืบราคา โดยพบว่า สามารถต่อรองราคาลงมาได้ ซึ่งแรงกดดันเรื่องราคาลดลง ทำให้สามารถฉีดวัคซีน PCV ได้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายซึ่งเป็นเด็กอายุตั้งแต่ 2 เดือน 4 เดือน และ 12 เดือน ได้ทั่วประเทศ
อย่างไรก็ตาม ในราคาวัคซีนที่มีการต่อรองแล้วนั้น ที่ประชุมบอร์ด สปสช. มีมติรับทราบ และเห็นชอบให้มีการฉีดวัคซีน PCV เพื่อป้องกันเชื้อโรค IPD สำหรับเด็กไทยตามวงเงินในงบสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค (P&P) ของกองทุนบัตรทอง ที่ได้จัดสรรเอาไว้เป็นจำนวน 225 ล้านบาท ซึ่งหากดำเนินการจัดหาวัคซีนได้แล้ว ทางกรมควบคุมโรคแจ้งว่า สามารถฉีดให้กับเด็กไทยที่เป็นกลุ่มเป้าหมายได้ในทันที
นายพัฒนา กล่าวอีกว่า ในส่วนหลังจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 แล้ว จะมีการฉีดวัคซีนต่อไป หรือบรรจุเป็นชุดสิทธิประโยชน์ในระบบบัตรทองอย่างยั่งยืนหรือไม่นั้น บอร์ด สปสช. เห็นว่า จะต้องพิจารณาข้อมูลการศึกษาประเด็นโรคติดเชื้อในปอด หรือโรค IPD กับการฉีดวัคซีน PCV ที่เป็นข้อมูลชุดใหม่ โดยมอบหมายให้คณะอนุกรรมการกำหนดประเภทและขอบเขตในการให้บริการสาธารณสุข และคณะอนุกรรมการพัฒนาระบบการเข้าถึงบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค เพื่อพิจารณากำหนดให้วัคซีน PCV เป็นรายการบริการตามประเภทและขอบเขตของบริการสาธารณสุขในระบบบัตรทอง สำหรับเด็กไทยทุกคนต่อไปภายใน 1 เดือน และส่งผลการพิจารณาให้บอร์ด สปสช. พิจารณาเป็นสิทธิประโยชน์ต่อไป และให้ดำเนินการได้ในทันที
“แต่จำนวนวงเงินที่จะฉีดวัคซีน PCV ให้กับเด็กไทยทุกคนในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 นี้ ยืนยันว่าเพียงพอที่จะครอบคลุมทั่วประเทศ ซึ่งเป็นวัคซีน PCV ที่ต้องครอบคลุมสายพันธุ์ก่อเชื้อไม่น้อยกว่า 10 สายพันธุ์ ตามกรอบวงเงิน 225 ล้านบาท ซึ่งรวมค่าฉีดวัคซีนด้วย แต่ในปีถัดไป จะมีการพิจารณาจากประเด็นข้อมูลของกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค เพื่อให้บอร์ด สปสช. พิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อยกระดับเป็นสิทธิประโยชน์ แต่ส่วนตัวมั่นใจว่า บอร์ด สปสช. ให้ความสำคัญกับสุขภาพของเด็ก และหากมีข้อมูลที่ครบถ้วน รอบคอบ และครอบคลุมความคุ้มค่า ก็จะพิจารณามีมติเป็นสิทธิประโยชน์ให้อย่างแน่นอน” นายพัฒนา กล่าว
รมว.สาธารณสุข และประธานบอร์ด สปสช. กล่าวอีกว่า ข้อมูลของกรมควบคุมโรคพบว่า มีความชุกของโรคที่เกิดจากเชื้อดังกล่าวกระจายไปจำนวนมาก และพบว่าจากการทดลองนำร่องฉีดวัคซีน PCV ใน จ.มหาสารคาม เมื่อปี 2566 มีประสิทธิภาพดี และป้องกันการป่วยในกลุ่มเด็กที่เป็นเป้าหมายได้ และหากมีการฉีดวัคซีน PCV จะทำให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ และมีความคุ้มค่าในการป้องกันโรค จึงนำไปสู่การนำข้อมูลมาเสนอในที่ประชุมบอร์ด สปสช. ในครั้งนี้
“อย่างไรก็ตาม เพื่อให้มีการพิจารณาอย่างรอบคอบ บอร์ด สปสช. จึงมอบหมายให้อนุกรรมการทั้งสองชุดดังกล่าว ได้เร่งศึกษาและสรุปรายละเอียดข้อเสนอต่อที่ประชุมบอร์ด สปสช. ในการประชุมครั้งถัดไป ซึ่งก็มีระยะเวลาอีก 1 เดือน เพื่อให้บอร์ด สปสช. พิจารณาผลักดันให้เป็นชุดสิทธิประโยชน์ในระบบบัตรทองสำหรับปีงบประมาณถัดไป” นายพัฒนา กล่าวย้ำในตอนท้าย
