ในทุกการตัดสินใจจำเป็นต้องใช้ “ข้อมูล” เป็น “ตัวช่วย” เช่นเดียวกับการตัดสินใจในการรักษาและดูแลสุขภาวะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อวินาทีสำคัญของการ “มีชีวิตรอด”
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จุฬาลักษณ์ โกมลตรี อาจารย์ประจำหน่วยการจัดการข้อมูลเพื่อการวิจัย งานพัฒนาการวิจัย ฝ่ายวิจัย คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวในฐานะ “อาจารย์นักสถิติ” ผู้เป็นที่ปรึกษาสำคัญด้านการใช้สถิติเพื่องานวิจัยทางสุขภาพ ด้วยจริยธรรมการวิจัยของมหาวิทยาลัยมหิดล ที่เป็น “หัวใจ” ของ “การวิจัยทางคลินิก” (GCP - Good Clinical Practice) ที่จะนำไปสู่การรักษาซึ่งให้ผลที่ดี จำเป็นต้องอาศัยข้อมูลทางสถิติที่มีคุณภาพ
หนึ่งในระเบียบวิธีวิจัยสุขภาพที่สามารถสร้าง “ความเชื่อมั่น” โดยปราศจากความเอนเอียงทางด้านจริยธรรม ได้แก่ “Randomization” ที่ตอบโจทย์ได้ทั้ง “บุคลากรทางการแพทย์” ซึ่งเป็นผู้ใช้นวัตกรรม และ “ผู้ป่วย” ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมาย จากงานวิจัยที่ทั้งนักวิจัยและผู้ป่วยไม่สามารถเลือกวิธีการรักษาได้เอง (Randomization, Random Allocation, การสุ่มแบ่งกลุ่ม) จะนำไปสู่ “ทางเลือกแห่งการรักษาที่ดีที่สุด”

เนื่องจากไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่า “ยาเก่า” หรือ “ยาใหม่” จะให้ผลในการรักษาที่ดีกว่ากัน โดยอาจเป็นเพราะแต่ละบุคคลมีการตอบสนองต่อฤทธิ์ยาที่แตกต่างกัน จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ผู้วิจัยเลือกวิธี “Randomization" เพื่อป้องกันอคติจากการเลือกวิธีการรักษาเอง (Selection bias)
การสุ่มแบ่งกลุ่มมีหลายวิธีเช่น Simple randomization และ Stratified randomization ใน Simple randomization ถ้ามีวิธีการรักษา 2 วิธี (A, B) ผู้ป่วยแต่ละรายจะมีโอกาสได้ A หรือ B เท่ากันคือ 50% ในกรณีที่แต่ละกลุ่มมีจำนวนคนมากพอเช่น 60 คนต่อกลุ่ม การทำ simple randomization จะทำให้แต่ละกลุ่มมีข้อมูลพื้นฐานใกล้เคียงกัน เช่น เพศ อายุ ความรุนแรงของโรค
ซึ่งปัจจัยบางอย่างอาจจะมีผลต่อ outcome แต่การศึกษาที่มีจำนวนคนในแต่ละกลุ่มน้อยเช่น 20 คนต่อกลุ่ม หลังจากทำ simple randomization ผู้ป่วย 2 กลุ่มอาจจะมีความรุนแรงของโรคต่างกัน และความรุนแรงของโรคมีผลต่อ outcome (เช่นการหาย) ดังนั้นจึงต้องใช้ Stratified randomization คือ แบ่งผู้ป่วยเป็นชั้นภูมิ (Stratum) เช่นแบ่งตามความรุนแรงของโรค (ไม่รุนแรง, รุนแรง) อย่างเดียว หรือแบ่งตามทั้งกลุ่มอายุและความรุนแรงของโรค หลังจากนั้นในแต่ละชั้นภูมิจึงสุ่มให้วิธีการรักษา A หรือ B

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จุฬาลักษณ์ โกมลตรี ยังได้ชี้ให้เห็นว่า จำนวนกลุ่มตัวอย่างที่มีตัวเลขมาก อาจช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่องานวิจัย แต่ไม่สำคัญเท่ากับ “ขั้นตอนการทำวิจัยที่ได้มาตรฐาน” และ ”ถูกต้องตามหลักจริยธรรม” ตั้งแต่ชื่อเรื่อง วัตถุประสงค์ ตลอดจนการดำเนินการวิจัยที่ดี ที่สามารถตอบคำถามการวิจัย
ในทางตรงกันข้ามแม้วัตถุประสงค์ตั้งไว้ดี แต่วิธีการทำงานวิจัยไม่ดี รายงานไม่ถูกต้อง โอกาสที่ผลงานวิจัยได้รับการตีพิมพ์จะเป็นไปได้ยาก
ยกตัวอย่าง หากต้องการทำวิจัยเกี่ยวกับความเครียดของผู้ที่ทำงายภายในโรงพยาบาล จะต้องแยกตามลักษณะการทำงานด้วยว่าอยู่ในแผนกใด เช่น แผนกฉุกเฉินที่ทำงานแข่งกับนาทีชีวิตของผู้ป่วย จะมีความเครียดต่างกับแผนกตรวจโรคทั่วไป เป็นต้น
จุดเด่นของงานวิจัยโดยนักวิจัยศิริราช นอกจากความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะทำให้ผู้ป่วยได้รับการรับการรักษาที่ดีที่สุดแล้ว ยังเกิดจากความสามารถเข้าถึงโอกาสในการทำวิจัย ในฐานะ “ด่านหน้า” ที่ได้สัมผัส “ปัญหาทางคลินิก” ที่เกิดขึ้นจริงจากการรักษาผู้ป่วยที่โรงพยาบาลศิริราช

ทั้งนี้งานวิจัยที่ดี นอกจากเกิดจากความพร้อมของ “ทีมวิจัย” ที่คอยสนับสนุนแล้ว ยังเกิดจาก “องค์ความรู้ที่ดี” หน่วยการจัดการข้อมูลเพื่อการวิจัยศิริราช (Si-RDMU) พร้อมที่จะให้การดูแลงานวิจัยของนักศึกษาแพทย์ คณาจารย์ และบุคลากรศิริราช และหน่วยงานภายนอกที่สนใจเพื่อให้เป็นไปในทิศทางที่ถูกต้อง และตรวจสอบได้
มหาวิทยาลัยมหิดล โดย คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล พร้อมจะทำให้ทุกผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัยมหิดลมีความหมายและได้คุณภาพ ด้วย “ปัญญาของแผ่นดิน”
ติดต่อนัดหมายล่วงหน้าได้ที่ อาคารศูนย์วิจัยทางการแพทย์ (SiMR) ชั้น 3 ห้อง 306 ติดตามรายละเอียดบริการได้ที่ Facebook : หน่วยการจัดการข้อมูลเพื่อการวิจัย - Si-RDMU
ติดตามข่าวสารที่น่าสนใจจากมหาวิทยาลัยมหิดลได้ที่ www.mahidol.ac.th
ภาพโดย ผศ.ดร.จุฬาลักษณ์ โกมลตรี อาจารย์ประจำหน่วยการจัดการข้อมูลเพื่อการวิจัย (Si-RDMU) งานพัฒนาการวิจัย ฝ่ายวิจัย คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
สัมภาษณ์ และเขียนข่าวโดย ฐิตินวตาร ดิถีการุณ นักประชาสัมพันธ์ (ชำนาญการ) โครงการงานประชาสัมพันธ์ภายใน / พันธกิจพิเศษ งานสื่อสารองค์กร กองบริหารงานทั่วไป สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล โทร. 0-2849-6208
