ม.มหิดลเปิดอนาคตผลิตภัณฑ์ชุมชนสร้างสรรค์ ด้วยนวัตกรรม‘ข้าวเกรียบว่าวผสมมันพื้นบ้านเสริมโปรตีนแมลง’

www.medi.co.th


“พ่อขุนรามคำแหงมหาราช” ทรงประดิษฐ์อักษรไทย นับตั้งแต่ พ.ศ. 1826 บน “หลักศิลา” ที่จารึกถึงความเรืองรองของแผ่นดินในสมัยรัชสมัยของพระองค์ว่า “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” แสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของผืนแผ่นดินไทยที่เกื้อหนุนต่อการดำรงชีพของประชาชนมาตั้งแต่อดีตกาล
ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติและวิถีเกษตรกรรม ยังคงปรากฏให้เห็นในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะจังหวัดอำนาจเจริญ ที่มีความโดดเด่นด้านการทำเกษตรอินทรีย์ โดยเฉพาะการผลิตข้าวอินทรีย์ ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในแหล่งผลิคข้าวอินทรีย์สำคัญของประเทศไทย โดยความร่วมมือของเกษตรกร ชุมชน และหน่วยงานในพื้นที่ ได้ช่วยกันพัฒนาระบบการผลิตที่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้บริโภค การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการรักษาภูมิปัญญาท้องถิ่น
เรื่องราวของความอุดมสมบูรณ์ตั้งแต่อดีตกาลจนถึงปัจจุบัน จึงสะท้อนให้เห็นว่าผืนแผ่นดินแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่เกษตรกรรมเท่านั้น หากยังเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านวิถีชีวิต การเกษตร และการท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่เชื่อมโยงผู้คน ธรรมชาติ และวัฒนธรรมท้องถิ่นเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน
เช่นเดียวกับ “ข้าวเกรียบว่าว” ที่มีต้นกำเนิดมาจากการนำผลิตผลทางการเกษตรของไทย ดังเช่น “ข้าวเหนียว” ที่เพาะปลูกกันอย่างกว้างขวาง มาทำเป็น “ขนม” ที่แม้รับประทานกันโดยแพร่หลายในทุกภูมิภาค แต่หารับประทานได้เฉพาะบางพื้นที่ อาทิ ตามงานเทศกาล หรือตลาดนัด เนื่องจากมีขนาดที่ใหญ่ถึงประมาณ 12 นิ้ว และกรอบร่วน


ผู้ช่วยอาจารย์ ดร.พัชรี มะลิลา หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเกษตรศาสตร์ โครงการจัดตั้งวิทยาเขตอำนาจเจริญ มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้เป็นเบื้องหลังสำคัญของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบ “ข้าวเกรียบว่าว” จาก “ข้าวเหนียว” ผสม “มันพื้นบ้าน” และ “โปรตีนแมลง” โดยได้ทำการวิจัยและทดสอบจนได้ผลเป็นที่น่าพอใจ
พร้อมยื่นจดทรัพย์สินทางปัญญา โดยสามารถนำไปต่อยอดใช้พืชผลทางการเกษตรชนิดอื่นเพื่อเพิ่มคุณค่า ตลอดจนถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ชุมชนจังหวัดอำนาจเจริญ ซึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดอุบลราชธานีในอดีต รวมทั้งชุมชนอื่นๆ ในประเทศ
โดยเป็นผลงานที่สามารถเข้าสู่ 10 อันดับสุดท้ายจากการประกวดระดับภูมิภาคเมื่อเร็วๆ นี้ ด้วยความโดดเด่นด้านความคิดสร้างสรรค์ที่ทำให้ได้ “ข้าวเกรียบว่าวผสมมันพื้นบ้านและโปรตีนแมลง” ในรูปลักษณ์ที่น่าลิ้มลอง พร้อมด้วยคุณค่าทางโภชนาการ จากผลงานร่วมสร้างสรรค์โดยนักศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาวิชาเกษตรศาสตร์ โครงการจัดตั้งมหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตอำนาจเจริญ
ด้วยคุณค่าของ “มันพื้นบ้าน สายพันธุ์ Dioscorea alata” ที่ทำให้ได้ “ข้าวเกรียบว่าวสีม่วง” ซึ่งมากด้วยคุณค่าโปรตีนจากพืช สอดประสานด้วย “ข้าวเหนียว” ซึ่งเปรียบเสมือน “อาหารเพื่อชีวิตของชาวอีสาน” เพิ่มเติมด้วย “คุณค่าโปรตีนจากแมลง” ซึ่งกำลังเป็นเทรนด์ของ “อาหารเพื่อสุขภาพ” ที่เข้าถึงง่ายต่อไปในโลกแห่งอนาคต
ผู้ช่วยอาจารย์ ดร.พัชรี มะลิลา ได้เล่าถึงเบื้องหลังของการผลิต “ข้าวเกรียบว่าวผสมมันพื้นบ้านและโปรตีนแมลง” ต้นแบบดังกล่าวว่า เป็นการใช้ภูมิปัญญาชาวบ้าน ผสมผสานด้วยองค์ความรู้ และเทคโนโลยีจาก “เครื่องตำข้าวพลังมอเตอร์” ที่ชุมชนให้การสนับสนุนในการผลิต ในขั้นตอนสำคัญที่ต้องนำ “ข้าวเหนียว” และ “มันพื้นบ้าน” ที่นึ่งแยกกันมาตำผสมกันขณะยังร้อน โดยใช้ “ไข่แดง” ทา “กระเดื่องตำข้าว” เพื่อป้องกันแป้งขนมติดเครื่องตำข้าว
ก่อนเติม “ผงโปรตีนแมลง” เพียงเล็กน้อย ประมาณร้อยละ 5 เพื่อเพิ่ม “สารสำคัญเพื่อสุขภาพ” โดยไม่กลบกลิ่นขนม แล้วมาทำเป็นแผ่น “ขนาดพอดีคำ” ประมาณ 2 - 3 เซนติเมตร ก่อนนำไปอบแห้งด้วยตู้อบลมร้อน ที่อุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส ใช้เวลาประมาณ 2 - 3 ชั่วโมง แล้วจึงนำไปอบให้สุกกรอบ และบรรจุลงในบรรจุภัณฑ์
นอกจากขนาดที่รับประทานง่ายแล้ว ยังคงคุณลักษณะของ “ข้าวเกรียบว่าว” ที่กรอบแต่ไม่ร่วนมาก พร้อมรสชาติที่กลมกล่อมด้วย “น้ำตาลอ้อย” ที่ได้จากธรรมชาติ ผ่านการแปรรูปน้อย จึงปลอดต่อ “สารก่อมะเร็ง” เช่นเดียวกับ “สารสีม่วง” ที่ได้จาก “มันพื้นบ้าน” ซึ่งประกอบด้วย “สารแอนโทไซยานิน” (Anthocyanins) ที่ช่วยในการ “ต้านอนุมูลอิสระ” หรือ “เสริมภูมิคุ้มกัน” ให้กับร่างกาย
โดยบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการเก็บ ซึ่งจากการทดลองเก็บแผ่นข้าวเกรียบว่าวมันพื้นบ้านดิบไว้ในกล่องพลาสติก ผู้ช่วยอาจารย์ ดร.พัชรี มะลิลา เล่าว่าสามารถเก็บได้ถึง 1 ปี และจะรักษาความกรอบได้เป็นอย่างดีหากเก็บแผ่นที่อบจนสุกกรอบแล้วในซองอลูมิเนียมที่บรรจุไนโตรเจนเพื่อรักษาคุณภาพผลิตภัณฑ์


นอกจากผลในเชิงเพื่อการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนแล้ว เชื่อว่า “ข้าวเกรียบว่าวผสมมันพื้นบ้านเสริมโปรตีนแมลง” ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ต้นแบบที่พัฒนาโดย โครงการจัดตั้งวิทยาเขตอำนาจเจริญ มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับชุมชนดังกล่าว จะทำให้คนรุ่นหลังได้รู้จักกับขนมไทยโบราณที่หารับประทานยาก โดยไม่ต้องตามรอยเสาะแสวงหา ด้วยความภาคภูมิใจในความเป็นไทย และภูมิปัญญาของคนไทย
มหาวิทยาลัยมหิดล พร้อมพัฒนางานวิจัยเพื่อพัฒนาชุมชนให้ตอบโจทย์ “Real World Impact” ด้วยองค์ความรู้ที่จะนำสู่ “พลังขับเคลื่อนท้องถิ่น” สู่อนาคตที่ท้าทายของโลกยุคใหม่ และการต่อยอดทางความคิดสร้างสรรค์ที่จะเกิดขึ้นต่อไปอย่างไม่มีวันสิ้นสุด
ติดตามข่าวสารที่น่าสนใจจากมหาวิทยาลัยมหิดลได้ที่ www.mahidol.ac.th
ภาพโดย ผู้ช่วยอาจารย์ ดร.พัชรี มะลิลา
สัมภาษณ์ และเขียนข่าวโดย ฐิตินวตาร ดิถีการุณ นักประชาสัมพันธ์ (ชำนาญการ) งานสื่อสารองค์กร กองบริหารงานทั่วไป สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล โทร. 0-2849-6208