กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เตือนประชาชนและนักท่องเที่ยวห้ามลักลอบซุกซ่อนกัญชาหรือสิ่งของผิดกฎหมายเดินทางออกนอกประเทศ ชี้ระบบคัดกรองความปลอดภัยและมาตรการตรวจค้น ของศุลกากรสนามบินมีความรัดกุมสูง หลบเลี่ยงได้ยาก และมีโทษปรับ-จำคุกรุนแรง
นายแพทย์เทวัญ ธานีรัตน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า ช่วงเวลาที่ผ่านมามักปรากฏข่าวการจับกุมผู้โดยสารที่พยายามซุกซ่อนกัญชาเดินทางไปต่างประเทศบ่อยครั้ง ทางกรมฯ จึงต้องเตือนว่า การนำกัญชาติดตัวขึ้นเครื่องบินไปยังประเทศที่กัญชายังเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ถือว่ามีความผิดร้ายแรง อีกทั้งระบบรักษาความปลอดภัย ณ ท่าอากาศยานในปัจจุบัน มีการบูรณาการเทคโนโลยีเครื่องเอ็กซเรย์ (X-ray) คอมพิวเตอร์ความละเอียดสูงร่วมกับความเชี่ยวชาญในการตรวจค้นของเจ้าหน้าที่ศุลกากร ซึ่งสามารถตรวจพบสิ่งผิดปกติ ทั้งสารอินทรีย์หนาแน่น หรือพืชสมุนไพรควบคุมอย่างกัญชาที่ซุกซ่อนมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่นเดียวกับเครื่องเอ็กซเรย์ตามด่านตรวจสินค้า สามารถตรวจพบได้เช่นกัน ไม่ว่าจะมาในรูปแบบใดก็ตาม การลักลอบจึงทำได้ยากและสุ่มเสี่ยงต่อการถูกดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด
ด้าน นายแพทย์พีรชา คูเกษมกิจ ผู้อำนวยการกองกัญชาทางการแพทย์ ได้ระบุถึงบทลงโทษ ทางกฎหมายว่า การลักลอบขนกัญชาออกนอกประเทศโดยไม่ผ่านพิธีการศุลกากร หรือพยายามหลบเลี่ยง การตรวจค้น มีโทษทางกฎหมายที่ต้องระวางโทษอย่างเด็ดขาด โดยระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับเป็นเงิน 4 เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ริบของนั้นด้วย อย่างไรก็ตามกรมศุลกากรได้ปรับเพิ่มเกณฑ์การลงโทษให้มีความเข้มงวดและเด็ดขาดยิ่งขึ้น โดยกำหนด ค่าปรับตามปริมาณกัญชาที่ตรวจยึดได้ในอัตรากิโลกรัมละ 30,000 บาท และยกของกลางให้เป็นของแผ่นดิน
มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 17 มิ.ย. 2569 เป็นต้นไป กัญชาในประเทศไทยมีกฎหมายควบคุมเฉพาะสำหรับการใช้ทางการแพทย์และสุขภาพ แต่สำหรับ
บางประเทศ กัญชายังคงถูกจัดเป็นยาเสพติดให้โทษร้ายแรง จึงขอเตือนให้ประชาชนปฏิบัติตามกฎหมายของประเทศนั้นๆ อย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการสูญเสียอิสรภาพและทรัพย์สินจำนวนมากจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือเกิดเจตนากระทำผิดกฎหมาย
