“โรคติดเชื้อดื้อยา” ในวินาทีนี้อาจไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่หากย้อนไปนับสิบปีก่อนหน้าองค์กร และบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขในบ้านเราก็ได้ขับเคลื่อนการรับมือกับปัญหาโรคเชื้อดื้อยามาอย่างต่อเนื่อง และภัยเงียบนี้ยังคงส่งผลเสีย และเป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญของระบบสาธารณสุขไทยและทั่วโลก เพราะผลกระทบของเชื้อดื้อยาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในโรงพยาบาลหรือห้องตรวจ หากแต่เชื่อมโยงไปถึงคุณภาพชีวิตของผู้คน ภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล ตลอดจนศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว ที่สำคัญโรคเชื้อดื้อยานั้นมีรากฐานมาจาก ‘พฤติกรรมการใช้ยา’ ของคนในสังคม ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับยาปฏิชีวนะ รวมถึงปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมและระบบสุขภาพที่ซับซ้อน ซึ่งควรจะต้องสร้างการรับรู้ให้เกิดขึ้นอย่างจริงจังและต่อเนื่อง
นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการ “ดื้อยาหยุดได้” ที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะทำงานสร้างความเข้มแข็งประชาชนด้านการใช้ยาอย่างสมเหตุผล (สยส.) บริษัท เจซีแอนด์โค คอมมิวนิเคชั่นส์ จำกัด และภาคีเครือข่ายด้านสุขภาพและการสื่อสารที่มีเป้าหมายร่วมกันในการเปลี่ยนเรื่องเชื้อดื้อยาให้กลายเป็น National Agenda พร้อมสร้างความเข้าใจว่าการหยุดยั้งปัญหานี้ไม่ใช่หน้าที่ของใครคนหนึ่ง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกคน

จากเวทีเสวนาสู่การสร้างบทสนทนาระดับประเทศ
ตลอดระยะเวลาการดำเนินงานที่ผ่านมา โครงการ “ดื้อยาหยุดได้” ได้ขับเคลื่อนองค์ความรู้และสร้างการรับรู้ผ่านกิจกรรมสื่อสารสาธารณะในหลากหลายรูปแบบ ทั้งการผลิตคอนเทนต์ความรู้ ตลอดจนการจัดเวทีเสวนาเพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายศาสตร์ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับปัญหาเชื้อดื้อยา หนึ่งในกิจกรรมสำคัญคือเวทีเสวนาวิชาการ “ดื้อยาหยุดได้” ภายใต้หัวข้อ “หยุดดื้อยา หยุดท้าทายระบบ” ซึ่งรวบรวมผู้เชี่ยวชาญจากคณะแพทยศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ และคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสาร มาร่วมถอดรหัสสถานการณ์เชื้อดื้อยาในประเทศไทย ซึ่งเวทีดังกล่าวได้สะท้อนข้อเท็จจริงที่น่ากังวลว่า ยาปฏิชีวนะหลายชนิดในประเทศไทยมีอัตราการดื้อยาอยู่ในระดับสูง โดยบางชนิด เช่น Amoxicillin มีอัตราการดื้อยาสูงถึง 83% ขณะที่ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการใช้ยายังคงพบได้อย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อว่าน้ำมูกเขียวต้องกินยาฆ่าเชื้อ หรือเจ็บคอต้องได้ยาแรงถึงจะหายเร็ว ซึ่งล้วนเป็นพฤติกรรมที่เร่งให้ปัญหาเชื้อดื้อยาทวีความรุนแรงมากขึ้น นอกจากการถ่ายทอดองค์ความรู้ทางการแพทย์แล้ว โครงการยังให้ความสำคัญกับการสร้าง Health Literacy เพื่อให้ประชาชน บุคลากรทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงเภสัชกรตระหนักรู้เกี่ยวกับการใช้ยา พร้อมทั้งมีชุดข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อนำไปสู่การเริ่มต้นเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ยาแบบเดิม ๆ เพราะการแก้ปัญหาเชื้อดื้อยาไม่ใช่เพียงการรักษาผู้ป่วย แต่คือการสร้างสังคมที่มีความรู้เท่าทันด้านสุขภาพในระยะยาว
จากเวทีทอล์กสู่หน้าสื่อ เมื่อเชื้อดื้อยากลายเป็นบทสนทนาของสังคม
หนึ่งในแรงส่งที่ทำให้ประเด็นเรื่องโรคเชื้อดื้อยากลายเป็น talk of the town ทั้งบนพื้นที่โซเชียลมีเดีย และบนพื้นที่สื่อ คือการที่เรื่องดังกล่าวเริ่มหลุดออกจากกรอบการสนทนาในแวดวงวิชาการ และถูกหยิบยกขึ้นมาพูดผ่านบุคคลที่เป็นผู้นำทางความคิด ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการที่ประเด็นเชื้อดื้อยาถูกนำเสนอในเวที FaraTALK ปีที่ 4 ภายใต้ธีม “Humans of Science” ซึ่งสามารถดึงดูดผู้ฟังจำนวนมากให้ติดตามเนื้อหาทางวิทยาศาสตร์ผ่านมุมมองที่เชื่อมโยงกับชีวิตผู้คน บนเวทีดังกล่าว เรื่องเชื้อดื้อยาไม่ได้ถูกเล่าในฐานะข้อมูลจากห้องปฏิบัติการ แต่ถูกถ่ายทอดผ่านมิติของความเป็นมนุษย์ ความเหลื่อมล้ำ และโอกาสในการเข้าถึงระบบสุขภาพ ผ่านงานวิจัยที่ตั้งต้นจากการศึกษาน้ำทิ้ง สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของผู้คน จนนำไปสู่คำถามสำคัญว่า เหตุใดคนที่มีรายได้น้อยจึงอาจเผชิญความเสี่ยงต่อปัญหาเชื้อดื้อยามากกว่าคนกลุ่มอื่น ประเด็นดังกล่าวได้รับความสนใจอย่างรวดเร็ว และถูกต่อยอดไปสู่บทความ สื่อกระแสหลัก และการพูดคุยบนสังคมออนไลน์ในวงกว้าง สะท้อนให้เห็นว่าพลังของนักวิชาการ นักสื่อสาร และบุคคลสาธารณะ สามารถช่วยขยายบทสนทนาจากเรื่องการใช้ยา ไปสู่การทำความเข้าใจปัจจัยเชิงโครงสร้างที่อยู่เบื้องหลังปัญหา ทั้งในมิติของความเหลื่อมล้ำ สิ่งแวดล้อม และการเข้าถึงบริการสุขภาพ นี่จึงไม่ใช่เพียงการสร้างการรับรู้ แต่เป็นการเปลี่ยนมุมมองของสังคมที่มีต่อปัญหาเชื้อดื้อยา จากเรื่องของเชื้อโรคไปสู่เรื่องของผู้คน และคุณภาพชีวิตที่ทุกคนมีส่วนเกี่ยวข้อง

ร่วมสร้างมาตรฐานใหม่การใช้ยา เริ่มต้นได้จากตัวเราเอง
จากกระแสที่ถูกจุดติด นำไปสู่ความตระหนักรู้ และความสนใจในประเด็นนี้ที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้สังคมเกิดการตั้งคำถามว่าโรคเชื้อดื้อยาจะสามารถหยุดได้หรือไม่ คำตอบคือวงจรนี้จะยุติลงได้ เริ่มต้นจากการปรับพฤติกรรมการใช้ยาของเราเอง จากข้อมูลเผยแพร่ผ่านเพจ “กินยาสมเหตุ หายโรคสมผล ทุกคนสมใจ” ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเชื้อดื้อยา ไม่ว่าจะเป็นการใช้ยาปฏิชีวนะผิดจากเชื้อที่ได้รับ การรับประทานยาไม่ครบโดส การใช้ยาตามความเคยชิน การซื้อยารับประทานเองโดยไม่ระบุอาการให้แก่เภสัชกรอย่างแน่ชัด รวมไปถึงความเสี่ยงที่จะเกิดโรคเชื้อดื้อยาจากสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด เช่นการทำหัตถการ เป็นต้น อีกทั้งยังมีการให้ความรู้เพื่อปรับพฤติกรรมให้ประชาชนลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคเชื้อดื้อยาผ่านอินโฟกราฟฟิก และคอนเทนต์วิดีโอที่เข้าใจง่าย และในอนาคตทางเฟชบุ๊ก เพจยังจะมีการจัดทำ Guidebook ฉบับประชาชน เพื่อรวบรวมข้อมูลในรูปแบบที่เข้าใจง่าย เพื่อให้เกิดการกระจาย และส่งต่อความรู้ในประเด็นโรคเชื้อดื้อยาออกไปเป็นวงกว้างมากที่สุด
ฉากทัศน์ใหม่ประเทศไทย ในวันที่โรคเชื้อดื้อยาเบาบางลง
การรับมือกับโรคเชื้อดื้อยานั้นเป็นไปไม่ได้เลยที่องค์กร หน่วยงาน หรือบุคคลกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งจะทำแล้วได้ผลที่ดีขึ้นในทันที แต่เป็นหน้าที่ของทุกภาคส่วนที่ต้องร่วมกันขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ภาพอนาคตที่ประเทศไทยควรมุ่งไปหาอาจไม่ใช่เพียงการลดจำนวนผู้ป่วย แต่คือการสร้างสังคมที่มีความรู้เท่าทันด้านสุขภาพ เข้าใจการใช้ยาอย่างถูกต้อง เพื่อวันหนึ่งผู้ป่วยจะไม่เรียกหายาแรงทุกครั้งเมื่อเจ็บป่วย บุคลากรทางการแพทย์สามารถใช้ยาได้อย่างเหมาะสม และประชาชนมีความเข้าใจเกี่ยวกับโรคเชื้อดื้อยามากขึ้น ประเทศไทยจะสามารถลดความสูญเสียทั้งด้านชีวิต คุณภาพชีวิต และงบประมาณด้านสาธารณสุขได้อย่างมีนัยสำคัญ
ท้ายที่สุดแล้ว การแก้ปัญหาเชื้อดื้อยาไม่ใช่ภาระที่ต้องแบกรับ แต่เป็นการลงทุนเพื่ออนาคตของประเทศ เป็นการรักษาประสิทธิภาพของยาที่จะช่วยชีวิตผู้คนในวันข้างหน้า และเป็นการสร้างระบบสุขภาพที่เข้มแข็งพอจะรับมือกับความท้าทายใหม่ ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต แม้โครงการ “ดื้อยาหยุดได้” จะเดินทางมาถึงบทสรุป แต่ภารกิจในการสร้างสังคมที่ใช้ยาอย่างสมเหตุผลยังคงต้องเดินหน้าต่อ เพราะท้ายที่สุดแล้ว “ดื้อยาหยุดได้” ไม่ใช่เพียงชื่อของโครงการ หากคือเป้าหมายร่วมกันของสังคมไทย ที่ทุกคนสามารถเริ่มต้นได้ตั้งแต่วันนี้



