โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เผย นวัตกรรมพยุงหัวใจขั้นสูง ECPELLA ผสาน ECMO ร่วมกับ Impella ยื้อชีวิตผู้ป่วยภาวะช็อกขั้นวิกฤต พร้อมก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางรักษาโรคหัวใจระดับภูมิภาคด้วยอัตราการรอดชีวิต 30 วันหลังผ่าตัดสูงถึง 100%
พญ. ปิยฉัตร พิพัฒนพงศ์โสภณ แพทย์เฉพาะทางด้านอายุรศาสตร์โรคหัวใจ หัวใจล้มเหลว และการปลูกถ่ายหัวใจ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวถึง ภาวะหัวใจล้มเหลวว่า ภาวะนี้ส่วนใหญ่จะเป็นภาวะท้ายๆของหลายโรค เข่น โรคของหลอดเลือดหัวใจ กล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรง ลิ้นหัวใจลั่ว รวมถึง เบาหวาน ความดัน ไขมัน เป็นต้น อาการมักจะมีขาบวม น้ำท่วมปอด ถ้ารุนแรงอาจหมดสติได้ เป็นต้น ส่วน โรคหลอดเลือดสมองและหลอดเลือดหัวใจ มักพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง จากปัจจัยเสี่ยงเรื่องน้ำหนักตัว พฤติกรรมการใช้ชีวิต บุหรี่ และแอลกอฮอล์ ส่งผลให้ภาวะหัวใจล้มเหลวจากเส้นเลือดตีบพบมากในเพศชาย ขณะที่เพศหญิงมักพบในลักษณะกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรง ซึ่งมีสาเหตุจากการติดเชื้อ พันธุกรรม หรือเกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ
ด้าน นพ. พัชร อ่องจริต แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยศาสตร์หัวใจและทรวงอก โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เปิดเผยถึงการรักษาภาวะหัวใจล้มเหลวและการปลูกถ่ายอวัยวะในประเทศไทยว่า ในแต่ละปีมีผู้ป่วยเสียชีวิตจากภาวะหัวใจล้มเหลวสูงถึงระดับหลักหมื่นราย ซึ่งหากประเมินตามสถิติของผู้ป่วยอาการรุนแรง ที่สมควรได้รับบริการปลูกถ่ายหัวใจ จะอยู่ที่ราว 1% ของผู้ป่วย หรือคิดเป็นจำนวนหลายร้อยรายต่อปี เมื่อเปรียบเทียบกับสถิติเมื่อ 20 ปีก่อนที่มีการผ่าตัดปลูกถ่ายหัวใจเพียง 4-5 รายต่อปี ถือว่าระบบมีการพัฒนาขึ้นตามลำดับ ส่งผลให้บัญชีรายชื่อผู้รอรับบริจาคอวัยวะ (Waiting list) ขยายตัวสูงขึ้นทุกปี สำหรับการดำเนินงานปลูกถ่ายหัวใจในประเทศไทยนั้น กระจายอยู่ในโรงพยาบาลที่เป็นโรงเรียนแพทย์ราว 4-5 แห่ง และมีโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์เป็นโรงพยาบาลเอกชนเพียงแห่งเดียวในประเทศที่ได้รับอนุญาตจากสภากาชาดไทยให้สามารถปลูกถ่ายอวัยะได้

" การผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจต้องทำแข่งกับเวลา โดยนับตั้งแต่หยุดเลือดที่เลี้ยงหัวใจของผู้บริจาค มาจนถึงการเย็บต่อหัวใจใหม่เข้ากับผู้รับและปล่อยเลือดเข้าเลี้ยง จะต้องเสร็จสิ้นภายในเวลาไม่เกิน 4 ชั่วโมง และ การผ่าตัดปลูกถ่ายหัวใจในแต่ละเคสจำเป็นต้องใช้บุคลากรมากกว่า 40-50 คน ครอบคลุมตั้งแต่ศูนย์รับบริจาค กาชาด ศัลยแพทย์ วิสัญญีแพทย์ นักเทคโนโลยีการแพทย์ผู้ดูแลเครื่องปอดและหัวใจเทียม พยาบาลห้องผ่าตัด พยาบาล CCU/ICU ไปจนถึงทีมฟื้นฟูสภาพร่างกาย ซึ่งทุกองค์คาพยพต้องทำงานเชื่อมโยงกันอย่างไม่มีข้อผิดพลาด" นพ. พัชร กล่าว

ด้าน ร.ต.อ.นพ. สกลวัชร มนต์ไตรเวศย์ แพทย์เฉพาะทางด้านอายุรศาสตร์โรคหัวใจ มัณฑนากรหัวใจ และหลอดเลือด โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวถึงนวัตกรรม P-VAD ผสาน ECMO ว่า เมื่อหัวใจบีบตัวอ่อนลงอย่างหนัก เลือดจะไม่สามารถไปเลี้ยงสมอง ตับ และไตได้อย่างเพียงพอ นำไปสู่อาการอวัยวะล้มเหลวหลายระบบ การรักษาในภาวะวิกฤตจึงต้องอาศัยเครื่องพยุงการทำงานของปอดและหัวใจเทียม ECMO ร่วมกับเครื่อง Percutaneous VAD หรือ Impella ซึ่งเป็นปั๊มหัวใจขนาดเล็กที่ใส่ผ่านสายสวนโดยไม่ต้องผ่าตัด เพื่อดึงเลือดออกจากห้องหัวใจล่างซ้าย ลดแรงดันคั่งค้างในปอดและป้องกันลิ่มเลือดตกค้าง เรียกรวมกันว่าเทคโนโลยี “ECPELLA”
การใช้เครื่องพยุงหัวใจขั้นสูงถือเป็นการซื้อเวลาสำคัญ เพื่อประคบประคองอวัยวะส่วนอื่นของผู้ป่วยไม่ให้ล้มเหลวในระหว่างรอรับการบริจาคหัวใจ โดยปัจจัยสู่ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการทำงานร่วมกันตลอด 24 ชั่วโมงของทีมแพทย์เฉพาะทาง วิสัญญีแพทย์ และทีมสหสาขาวิชาชีพ “อย่างไรก็ตามเครื่องพยุงปอดและหัวใจเป็นการซื้อเวลาและเป็นสะพานเชื่อมนำไปสู่การปลูกถ่ายหัวใจ หากปล่อยให้ตับวาย ไตวาย หรือสมองเสียหายในระหว่างรอหัวใจ ผู้ป่วยรายนั้นจะไม่สามารถรับการปลูกถ่ายหัวใจได้ ” ร.ต.อ.นพ. สกลวัชร กล่าว

ด้าน นางสาวรุจิรา ทรงประโคน Division Director, Clinical Service Line-OPD 1 โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เผยถึงบทบาทการดูแลผู้ป่วยนอกว่า ศูนย์หัวใจโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ออกแบบระบบการดูแลผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวแบบครบวงจร ตั้งแต่การคัดกรองประวัติในระดับ OPD การให้ความรู้ด้านโภชนาการและการใช้ยาอย่างถูกต้องโดยทีมเภสัชกรและพยาบาลเฉพาะทาง ตลอดจนการวางแผนฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจก่อนกลับบ้าน นอกจากนี้ ยังมีทีมคลินิกเยี่ยมบ้าน (Home Care) คอยติดตามอาการ การควบคุมน้ำหนัก ประเมินภาวะบวมน้ำ และตรวจสอบการรับประทานยากดภูมิอย่างเคร่งครัดหลังการผ่าตัด เพื่อลดอัตราการกลับมานอนโรงพยาบาลซ้ำ และช่วยให้ผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างปกติและปลอดภัย
" ความสำเร็จในการรักษาไม่ได้อยู่ที่การมีเครื่องมือเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยที่รวดเร็ว แม่นยำ และการตัดสินใจใช้เทคโนโลยีให้พอดี ถูกคน และถูกเวลา ส่งผลให้สถิติการรอดชีวิตในระยะ 30 วันหลังการผ่าตัด (30-day mortality) ของเคสผ่าตัดปลูกถ่ายหัวใจที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ทั้ง 7 รายที่ผ่านมา มีอัตรารอดชีวิตอยู่ที่ 100% ส่วนปัจจัยความเสี่ยงของผู้ป่วยหลังการผ่าตัดในระยะยาว นพ. พัชร อธิบายว่า ผู้ป่วยต้องเผชิญกับ 2 ภาวะสำคัญคือ การต่อต้านอวัยวะใหม่ (Rejection) ซึ่งต้องใช้ยากดภูมิ และความเสี่ยงจากการติดเชื้ออันเนื่องมาจากระบบภูมิคุ้มกันถูกกดไว้ ซึ่งกลุ่มผู้ป่วยอายุน้อยและไม่มีโรคแทรกซ้อนที่อวัยวะอื่น เช่น ตับหรือไต มักจะมีผลการรักษาและอัตราการรอดชีวิตที่ดีกว่ากลุ่มผู้ป่วยสูงอายุ" นพ. พัชร กล่าวทิ้งท้าย
