ม.มหิดลจับมือสหรัฐอเมริกา-ออสเตรเลีย วิจัยพัฒนา‘เทคโนโลยีวิเคราะห์ขนราก’ ยกระดับการปรับปรุงพันธุ์ข้าวสาลี

www.medi.co.th

แม้ ข้าวสาลี จะนับเป็น พืชไร่เมืองหนาว ที่เจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่ที่มีอุณหภูมิต่ำ และไม่ได้เป็นอาหารหลักของคนไทย เช่นเดียวกับ ข้าวเจ้า แต่ด้วยความเชี่ยวชาญด้านชีววิทยาระบบราก Root Lab Thailand คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติมาอย่างต่อเนื่องกว่า 10 ปี


ทำให้ห้องปฏิบัติการวิจัยของมหาวิทยาลัยไทยก้าวขึ้นเป็นส่วนสำคัญของความร่วมมือระดับนานาชาติในการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปรับปรุงพันธุ์ข้าวสาลี โดยมุ่งเน้นการศึกษาระบบราก เพื่อให้พืชสามารถดูดซึมน้ำและธาตุอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพในพื้นที่แห้งแล้ง หรือมีธาตุอาหารต่ำ ซึ่งเป็นความท้าทายสำคัญของภาคการเกษตรภายใตัการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ


รองศาสตราจารย์ ดร.ปฐมพงษ์ แสงวิไล อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา ผู้ก่อตั้ง Root Lab Thailand คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า ห้องปฏิบัติการได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยแอริโซนา สหรัฐอเมริกา และมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ เครือรัฐออสเตรเลีย พัฒนาเทคโนโลยีวิเคราะห์ขนราก เพื่อศึกษาพันธุกรรม และค้นหาเครื่องหมายทางโมเลกุลสำหรับการคัดเลือก และปรับปรุงพันธุ์ข้าวสาลีที่ทนต่อสภาวะแห้งแล้ง และการขาดแคลนฟอสฟอรัส


ขนรากเป็นโครงสร้างขนาดเล็กที่มีบทบาทสำคัญในการดูดซึม และธาตุอาหารของพืชมากกว่าร้อยละ 90 แต่เนื่องจากมีขนาดเล็กมาก การศึกษาที่ผ่านมาจึงต้องอาศัยการวัดด้วยมือ ซึ่งใช้เวลานานและไม่เหมาะกับการคัดเลือกพันธุ์พืชในระดับประชากร เทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นจากความร่วมมือครั้งนี้จึงช่วยเพิ่มความรวดเร็ว ความแม่นยำ และศักยภาพของการวิจัย และการปรับปรุงพันธุ์พืช ไม่เฉพาะในข้าวสาลี แต่ยังสามารถประยุกต์ใช้กับพืชเศรษฐกิจชนิดอื่น เช่น ข้าว ข้าวโพด อ้อย และถั่ว ได้อีกด้วย

รองศาสตราจารย์ ดร.ปฐมพงษ์ แสงวิไล กล่าวว่า พืช สามารถเผชิญ ความเครียด ได้เช่นเดียวกับ มนุษย์ หรือ สัตว์ ไม่ว่าจะเป็นภาวะแห้งแล้ง น้ำท่วมขัง การขาดธาตุอาหาร หรือการเข้าทำลายของศัตรูพืช โดยพืชจะตอบสนองผ่านการหลั่งฮอร์โมน และสารชีวเคมีต่าง ๆ และมีการเปลี่ยนแปลงระบบรากเพื่อปรับตัวและดำรงชีวิตอยู่รอดในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง ซึ่งการตอบสนองดังกล่าวจะมีผลต่อผลผลิต ทั้งด้านปริมาณ และคุณภาพ


ระบบรากเป็นอวัยวะสำคัญที่สะท้อนการตอบสนองของพืชต่อสภาพแวดล้อม แต่กลับเป็นส่วนที่ศึกษายากที่สุด จนได้รับการขนานนามว่าเป็น Hidden Half หรือ ครึ่งหนึ่งที่ซ่อนอยู่ของพืช การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อศึกษาระบบรากและขนรากจึงช่วยให้เราเข้าใจกลไกการปรับตัวของพืชได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และนำองค์ความรู้ไปใช้พัฒนาพันธุ์พืชที่สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร และเสริมสร้างความมั่นคงอาหารของโลกในอนาคตรองศาสตราจารย์ ดร.ปฐมพงษ์ แสงวิไล กล่าว


ติดตามข้อมูล Root Lab Thailand คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เพิ่มเติมได้ที่ https://rootlabmahidol.wordpress.com


Cr: ภาพจาก Root Lab Thailand คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล


สัมภาษณ์ และเขียนข่าวโดย ฐิตินวตาร ดิถีการุณ นักประชาสัมพันธ์ (ชำนาญการ) โครงการงานประชาสัมพันธ์ภายใน / พันธกิจพิเศษ งานสื่อสารองค์กร กองบริหารงานทั่วไป สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล โทร. 0-2849-6210