สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ร่วมกับ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) มูลนิธิป้าทองคำ และกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เปิดผลวิจัยเรื่อง “การประเมินปรับปรุงแนวทางการให้วัคซีนหัด โดยอาศัยผลสำรวจภูมิคุ้มกันในประชากรไทย” มุ่งสร้างจุดเปลี่ยนสำคัญในการกวาดล้างโรคหัดของประเทศไทย การแถลงข่าวจัดขึ้นโดยความร่วมมือของทั้ง 4 ภาคส่วน นำโดย รศ.ดร.นพ.จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์ คณบดี คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข นายณัฐพงษ์ ทักษิณะมณี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานทรัพยากรมนุษย์ (ฝ่ายบุคคล) บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ภก.อภิชัย พจน์เลิศอรุณ รองผู้อำนวยการกองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค ผศ.ดร.จรวยพร ศรีศศลักษณ์ รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข และ ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ณ ห้องเธียเตอร์ ชั้น 1 อาคารหอสมุดคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ
รศ.ดร.นพ.จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์ คณบดี คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า พันธกิจสำคัญของคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ คือการขับเคลื่อนงานวิจัยที่ไม่ได้อยู่แค่บนหิ้ง แต่ต้องเป็นเข็มทิศทางวิชาการที่สามารถนำพาประเทศก้าวข้ามวิกฤตสุขภาพ ดังเช่นความสำเร็จของงานวิจัยนี้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า การดูแลชีวิตคนไทยต้องอาศัยข้อมูลที่ชัดเจนและหลักฐานเชิงประจักษ์ งานวิจัยชิ้นนี้จะเป็นตัวอย่างรูปธรรมของการวิจัยเชิงระบบ ที่จะช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีข้อมูลในการตัดสินใจ นำไปสู่การวางแผนเชิงนโยบายที่แม่นยำ คุ้มค่า และนำพาประเทศไทยก้าวสู่เป้าหมาย ‘ไทยไร้โรคหัด’ ได้อย่างยั่งยืน

นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข กล่าวว่า การดูแลสุขภาพของคนไทยต้องอาศัยข้อมูลที่รอบด้านและแม่นยำ ซึ่งกรณีโรคหัดเป็นโรคที่สามารถป้องกันได้ แต่ยังพบผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะในเด็กเล็กและประชากรที่มีภูมิคุ้มกันไม่เพียงพอ ทั้ง ๆ ที่การรักษาระดับภูมิคุ้มกันให้เพียงพอ ทำได้โดยการฉีดวัคซีน เพื่อปกป้องตนเอง และปกป้องไม่ให้เกิดการระบาดของโรค ส่วนประเทศไทย แม้ว่าจะดำเนินโครงการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคหัดมาอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายการกำจัดโรคหัดได้ สวรส.
จึงสนับสนุนงานวิจัยเรื่องการประเมินและปรับปรุงแนวทางการให้วัคซีนหัดโดยอาศัยผลสำรวจภูมิคุ้มกันในประชากรไทย เพื่อหาคำตอบว่าจริง ๆ แล้ว ภูมิคุ้มกันโรคหัดของประชากรในแต่ละช่วงอายุเป็นอย่างไร มีช่องว่างอยู่ที่ใด และมาตรการที่ใช้อยู่เพียงพอต่อสถานการณ์ทางระบาดวิทยาในปัจจุบันหรือไม่ ซึ่งภายใต้ความร่วมมือของภาครัฐและเอกชนในครั้งนี้ นับเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญในการกำจัดโรคหัดให้หมดสิ้นไปจากประเทศไทยอย่างยั่งยืน
“การกำจัดโรคหัดไม่ได้เกิดจากมาตรการใดมาตรการหนึ่ง แต่ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานนโยบาย นักวิจัย ระบบบริการสุขภาพ ห้องปฏิบัติการ บุคลากรสาธารณสุขในพื้นที่ และประชาชน ซึ่งบทบาทของ สวรส. คือเชื่อมงานวิจัย นโยบาย และการปฏิบัติ ให้เป็นกระบวนการเดียวกัน เพื่อให้ทุกการตัดสินใจที่มีผลต่อประชาชนตั้งอยู่บนหลักฐานที่ดีที่สุด” ผอ.สวรส. ทิ้งท้าย

ภก.อภิชัย พจน์เลิศอรุณ รองผู้อำนวยการกองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค กล่าวถึงนโยบายแผนงานการให้วัคซีนหัดว่า กรมควบคุมโรคมุ่งมั่นนำประเทศไทยสู่เป้าหมายการกำจัดโรคหัดและหัดเยอรมันตามเป้าหมายขององค์การอนามัยโลก (WHO) โดยตั้งเป้าหมายเพิ่มความครอบคลุมของวัคซีน MMR ซึ่งเป็นวัคซีนที่มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงในเข็มที่ 1 (MMR1) ฉีดในเด็กไทยทุกคนเมื่ออายุ 9 เดือน และเข็มที่ 2 (MMR2) ฉีดในเด็กไทยทุกคนเมื่ออายุ 2 ปี 6 เดือน ให้ได้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 95 ในทุกพื้นที่ทั่วประเทศผ่านมาตรการเชิงรุก ได้แก่ กำหนดแนวทางเร่งรัดติดตามการให้วัคซีน MMR แก่กลุ่มเด็กตกหล่น การเฝ้าระวังและสอบสวนโรคอย่างรวดเร็วภายใน 48 ชั่วโมงเมื่อเกิดการระบาด การเชื่อมโยงฐานข้อมูลวัคซีนรายบุคคล การสร้างความเชื่อมั่นในการรับวัคซีน และการบูรณาการความร่วมมือร่วมกับภาคีเครือข่ายทุกระดับ เพื่อร่วมกันติดตามดูแลและลดอัตราการเจ็บป่วยเสียชีวิตจากโรคหัดอย่างยั่งยืน

ผศ.ดร.จรวยพร ศรีศศลักษณ์ รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข กล่าวว่า คุณค่าสำคัญของงานวิจัยชิ้นนี้ คือช่วยให้เห็น ‘ช่องว่างของภูมิคุ้มกันโรคหัด’ ในประชากรไทยชัดเจนขึ้น โดยจากการศึกษาตัวอย่างซีรัมจำนวน 3,675 ตัวอย่าง พบว่ามีความชุกของผู้ที่มีระดับภูมิคุ้มกันป้องกันโรคหัดโดยรวมอยู่ที่ร้อยละ 61.3 และกลุ่มที่เห็นช่องว่างภูมิคุ้มกันชัดเจนที่สุดคือ วัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ตอนต้น โดยเฉพาะกลุ่มอายุ 14-31 ปี ซึ่งแนวทางในการนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ สามารถทำได้หลายรูปแบบ อาทิ นำไปใช้เป็นหลักฐานประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบาย โดยข้อเสนอสำคัญจากงานวิจัย คือการพิจารณาให้วัคซีนป้องกันโรคหัดเข็มที่ 3 (MCV3) ในประชากรกลุ่มอายุ 10-40 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่พบช่องว่างภูมิคุ้มกัน พร้อมเสนอให้บูรณาการเข้ากับระบบวัคซีนในวัยรุ่นหรือวัยผู้ใหญ่ เช่น ในสถานศึกษา มหาวิทยาลัย หรือสถานประกอบการ เพื่อเพิ่มการเข้าถึงและลดต้นทุนการดำเนินงาน นำไปใช้ในการออกแบบมาตรการของระบบบริการสุขภาพ โดยในระหว่างรอการตัดสินใจเชิงนโยบายเรื่องวัคซีนเข็มที่ 3 สิ่งที่สามารถทำควบคู่กันได้ คือการเร่งเพิ่มความครอบคลุมของวัคซีนตามปกติ โดยเฉพาะวัคซีนเข็มที่ 2 รวมถึงการทำมาตรการติดตามฉีดกระตุ้นแบบมุ่งเป้าในกลุ่มหรือพื้นที่ที่ความครอบคลุมต่ำ โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ นำไปใช้ในการพัฒนาระบบข้อมูลและระบบเฝ้าระวัง โดยพัฒนาระบบทะเบียนวัคซีนอิเล็กทรอนิกส์ที่เชื่อมโยงและตรวจสอบได้ ตลอดจนการพัฒนาระบบเฝ้าระวังระดับภูมิคุ้มกัน เพื่อติดตามช่องว่างภูมิคุ้มกันอย่างต่อเนื่อง
ผศ.ดร.จรวยพร ระบุว่า สวรส. ได้ส่งต่อข้อมูลงานวิจัยชิ้นนี้ให้กับกรมควบคุมโรค เพื่อนำไปใช้ประกอบการวิเคราะห์สถานการณ์โรคหัดของไทย ประเมินความครอบคลุมของวัคซีน และกำหนดแนวทางเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคหัดในระดับประเทศเพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมายการกำจัดโรคหัดได้อย่างยั่งยืนต่อไป
ด้าน ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัยหลัก เปิดเผยผลวิจัยเชิงลึกว่า โรคหัดติดต่อได้ง่ายมาก แม้ไทยจะมีวัคซีนที่มีประสิทธิภาพสูง และมีความครอบคลุมเข็มแรกมากกว่าร้อยละ 90 แต่ความครอบคลุมเข็มที่ 2 ยังต่ำกว่าเป้าหมายที่ร้อยละ 95 ประกอบกับอุปสรรคจากโควิด 19 ทำให้องค์การอนามัยโลกต้องเลื่อนเป้าหมายการกำจัดโรคหัดไปเป็นปี พ.ศ. 2569 งานวิจัยนี้จึงได้ทำการสำรวจตัวอย่างเลือดประชากรทุกกลุ่มอายุตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 80 ปี รวมจังหวัดละประมาณ 900 คน จาก 4 จังหวัดที่เป็นตัวแทนภูมิภาค ได้แก่ อุตรดิตถ์ พระนครศรีอยุธยา บุรีรัมย์ และตรัง
ผลการศึกษาพบว่า ระดับภูมิคุ้มกันต่ออายุมีลักษณะเป็นโค้งรูปตัว U (U-shaped Curve) โดยประชากรอายุมากกว่า 40 ปี มีภูมิสูงกว่าร้อยละ 95 จากการติดเชื้อ ตามธรรมชาติ ขณะที่กลุ่มอายุ 14-31 ปี (เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2528-2551) มีระดับภูมิคุ้มกันต่ำเพียงร้อยละ 27-46 เนื่องจากระดับภูมิคุ้มกันจากวัคซีนลดลงตามระยะเวลา ซึ่งสอดคล้องกับสถิติระดับประเทศที่พบผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่มีอายุมากกว่า 15 ปีขึ้นไป ระดับภูมิคุ้มกันของประชากรไทยในปัจจุบันยังต่ำกว่าค่าระดับภูมิคุ้มกันหมู่ที่จำเป็นต่อการหยุดยั้งการแพร่เชื้อโรคหัด และความไวต่อการติดเชื้อที่สูงในวัยรุ่นและผู้ใหญ่ บ่งชี้ว่าการได้รับวัคซีนตามกำหนดปกติ 2 เข็มอาจไม่เพียงพอภายใต้บริบททางระบาดวิทยาปัจจุบัน
