มหาวิทยาลัยมหิดล เผยผลวิจัยผู้สูงอายุไทยกว่า1 ใน 3 ตกเป็นเหยื่อภัยออนไลน์

www.medi.co.th

ศูนย์วิชาการด้านการรู้เท่าทันสื่อของผู้สูงอายุ สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดงานแถลงผลสำรวจและเสวนา “สูงวัยรู้ทัน Al..ถอดรหัสผลสำรวจสถานการณ์และทางออกร่วมกันของสังคมไทย”  พร้อมรายงานผลการสำรวจสถานการณ์การใช้สื่อ พฤติกรรมการรู้เท่าทันสื่อ และระดับการรู้เท่าทันปัญญาประดิษฐ์ (AI Literacy) ของกลุ่มก่อนสูงอายุ (50-59 ปี) และกลุ่มผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) ประจำปี 2568 จากกลุ่มตัวอย่าง 2,500 คน ใน 20 จังหวัด และ 5 เขตกรุงเทพมหานคร พบข้อมูลที่น่าตกใจว่า มากกว่า 1 ใน 3 (ร้อยละ 38.56) เคยตกเป็นเหยื่อภัยออนไลน์ในรอบปีที่ผ่านมา โดยสัดส่วนการตกเป็นเหยื่อของทั้งสองกลุ่มอายุใกล้เคียงกัน บ่งชี้ว่าภัยลวงจากการใช้สื่อออนไลน์ได้กลายเป็นวิกฤตของสังคมสูงอายุไทย

รองศาสตราจารย์ ดร.นันทิยา ดวงภุมเมศ ประธานศูนย์ฯ กล่าวว่า การสำรวจในปี 2568 นี้ นอกจากการสำรวจสถานการณ์การใช้สื่อ การตกเป็นเหยื่อจากสื่อ การรู้เท่าทันสื่อ แล้ว ยังเพิ่มประเด็นการรู้เท่าทันปัญญาประดิษฐ์ (AI literacy) เข้าไปเป็นปีแรกอีกด้วย เพื่อทำให้มองเห็นภาพผู้สูงอายุในสังคมยุคที่ AI และเป็นข้อมูลในการกำหนดโยบายหรือแนวทางในสร้างเสริมภูมิคุ้มกันในการบริโภคข้อมูลข่าวสารให้กับผู้สูงอายุ ข้อค้นพบสำคัญ 1. สังคมสูงวัยเข้าสู่โลกดิจิทัลเต็มรูปแบบ จากการสำรวจพฤติกรรมการใช้สื่อมาอย่างต่อเนื่อง 5 ปี และปีนี้เป็นปีแรกที่ สื่อออนไลน์ ได้รับความนิยมจากผู้สูงอายุเป็นอันดับแรก แซงสื่อบุคคล และโทรทัศน์ ที่เคยเป็นที่นิยมมากกว่าในปีก่อน ๆ โดย Line ยังคงได้รับความนิยมมากที่สุด ตามมาด้วย Facebook, YouTube, TikTok และ Google สำหรับวัตถุประสงค์หลักในการใช้สื่อออนไลน์ ก็คือ เพื่อการติดต่อสื่อสารและเปิดรับข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ตามมาด้วยการใช้เพื่อความบันเทิง และการค้นหาข้อมูล ขณะที่การทำธุรกรรมออนไลน์ใช้น้อยที่สุด แนวโน้มเนื้อหาที่เปิดรับจากสื่อไม่แตกต่างจากเดิม โดยตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ข่าวสารต่าง ๆ เนื้อหาด้านสุขภาพ และความบันเทิง ยังคงเป็นประเด็นที่ผู้สูงอายุสนใจและเปิดรับมากที่สุด ส่วนระยะเวลาที่ผู้สูงอายุใช้สื่อในแต่ละวัน พบว่า มากกว่า 50% ใช้สื่อมากกว่า 4 ชั่วโมง/วัน ซึ่งเป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อน ๆ สะท้อนให้เห็นว่า ผู้สูงอายุจำนวนมากกว่าครึ่ง ใช้เวลาในส่วนใหญ่ของแต่ละวันไปกับการใช้สื่อ
2.“หลอกขายสินค้า-หลอกเรื่องสุขภาพ” ยังครองแชมป์ภัยลวงยอดฮิต ผู้สูงอายุที่รู้ว่าตนเองตกเป็นเหยื่อการหลอกลวงผ่านสื่อ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปี 68 มีสัดส่วนผู้สูงอายุที่เคยตกเป็นเหยื่อถึงประมาณ 4 ใน 10 คน (37.59%) ซึ่งถือว่าเป็นสัดส่วนที่มากที่สุดในรอบ 5 ปี สำหรับรูปแบบการตกเป็นเหยื่อที่พบมากที่สุดคือ การซื้อสินค้าไม่ตรงปก/ไม่มีคุณภาพ รองลงมาคือ การหลอกลวงด้านสุขภาพ ผลิตภัณฑ์สุขภาพ และการแอบอ้างสร้างความน่าเชื่อถือ ทั้งนี้ กลุ่มผู้สูงอายุ (60+) มีแนวโน้มตกเป็นเหยื่อจากการหลอกลวงที่เกิดจากความไว้วางใจ ความเห็นอกเห็นใจ และความสัมพันธ์ทางอารมณ์ ส่วนกลุ่มก่อนสูงอายุ (50-59 ปี) มักเผชิญการข่มขู่หรือสร้างความหวาดกลัว ข้อค้นพบดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าการออกแบบมาตรการป้องกันภัยลวงจากสื่อควรคำนึงถึงลักษณะความเสี่ยงเฉพาะของแต่ละช่วงวัยควบคู่ไปกับการจัดการปัญหาภัยลวงหลักที่ประชาชนเผชิญร่วมกัน



การวิเคราะห์แนวโน้มร้อยละของผู้สูงอายุที่ตกเป็นเหยื่อและได้รับผลกระทบจากการถูกหลอกลวงผ่านสื่อต่าง ๆ ในช่วงระยะเวลา 5 ปี (ปี พ.ศ. 2564 – 2568) พบว่า สัดส่วนของผู้สูงอายุที่มีประสบการณ์ถูกหลอกลวงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อการตกเป็นเหยื่อออนไลน์ ได้แก่ การมีทักษะการ “หยุด” ก่อนเชื่อหรือส่งต่อข้อมูล การรู้เท่าทัน AI โดยเฉพาะทักษะในการแยกแยะเนื้อหาทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นภาพ เสียง หรือคลิปวิดีโอ ว่าเป็นข้อมูลจริงหรือเนื้อหาปลอมที่สร้างขึ้นโดย AI และการสื่อสารแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคนอื่น ๆ ซึ่งเป็นทักษะสำคัญที่ช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถตรวจสอบข้อมูล พิจารณาความน่าเชื่อถือ และลดโอกาสในการตกเป็นเหยื่อของภัยออนไลน์ได้


3.การบริโภคสื่อส่งผลต่อสุขภาวะทั้งเชิงบวกและเชิงลบ การบริโภคสื่อมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงสุขภาวะของประชากรสูงอายุทั้งในเชิงบวกและเชิงลบ โดย ส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบเชิงบวกในทั้ง 5 ด้าน (กาย ใจ สังคม ปัญญา เศรษฐกิจ) และมีส่วนน้อยที่ได้รับผลกระทบเชิงลบ ทั้งนี้ สุขภาวะทางกายเป็นด้านที่ได้รับผลกระทบเชิงลบสูงที่สุด ข้อค้นพบดังกล่าวสะท้อนว่า สื่อสามารถเป็นทั้งปัจจัยส่งเสริมและปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาวะของประชากรสูงอายุ จึงควรส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากสื่อเพื่อสร้างเสริมสุขภาวะ ควบคู่กับการสร้างความรู้และทักษะในการบริโภคสื่ออย่างเหมาะสม โดยเฉพาะในบริบทที่ประชากรสูงอายุมีแนวโน้มใช้สื่อออนไลน์เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน


4.พฤติกรรมรู้เท่าทันสื่อ ทักษะการ “หยุด” เป็นจุดอ่อนสำคัญก่อนโดนหลอก ภายใต้ตามกรอบแนวคิด “หยุด คิด ถาม ทำ” ผลการสำรวจชี้ว่า คะแนนด้าน “หยุด” (ยับยั้งและใช้สติก่อนเชื่อหรือส่งต่อ) ต่ำที่สุด สะท้อนว่า เมื่อได้รับข้อมูลข่าวสาร ผู้สูงอายุจะตอบสนองทันที โดยไม่ทันได้ยั้งคิดและตรวจสอบข้อมูลก่อนเชื่อหรือแชร์ ซึ่งเป็นช่องโหว่สำคัญที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอมและข้อมูลลวงได้ง่าย


5.ความท้าทายในยุคปัญญาประดิษฐ์ที่สะท้อนจากระดับ AI Literacy ผลการสำรวจชี้ว่า ผู้สูงอายุไทยมีความรู้พื้นฐานและจริยธรรมเกี่ยวกับ AI อยู่ในระดับค่อนข้างดี ขณะที่ด้านการใช้ประโยชน์จาก AI การแยกแยะข้อมูลหรือเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับ AI และการใช้ AI สร้างสรรค์ยังอยู่ในระดับต่ำ สะท้อนว่าผู้สูงอายุจำนวนมากยังไม่สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ได้อย่างเต็มศักยภาพ ทั้งนี้ กลุ่มก่อนสูงอายุมีระดับการรู้เท่าทันปัญญาประดิษฐ์ (AI Literacy) สูงกว่ากลุ่มผู้สูงอายุในทุกองค์ประกอบ (ความรู้เกี่ยวกับ AI การใช้ประโยชน์จาก AI การแยกแยะข้อมูลหรือเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับ AI การใช้ AI สร้างสรรค์ และจริยธรรมในการใช้ AI)


" หลักสูตรสูงวัยรู้ทัน AI ด้วยหลัก “หยุด คิด ถาม ทำ” วัคซีนชีวิตผู้สูงวัยในยุค AI ข้อมูลจากการสำรวจฯ ทีมวิจัยของศูนย์วิชาการฯ นำมาใช้ในการวิจัยเชิงทดลองเพื่อพัฒนาหลักสูตรสูงวัยรู้ทัน AI ที่สอดคล้องกับบริบทของผู้สูงอายุไทย มุ่งเสริมสมรรถนะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตในยุค AI 3 ด้าน ได้แก่ ด้านความรู้ความเข้าใจในบทบาทของ AI ในชีวิตประจำวัน ประโยชน์และความเสี่ยง ด้านความสามารถในการแยกแยะสื่อที่สร้างโดย AI และด้านจริยธรรมและความปลอดภัยในการใช้ปัญญาประดิษฐ์ โดยใช้หลัก “หยุด คิด ถาม ทำ” และสื่อการเรียนรู้ผ่าน “กุมาร AI” ซี่งผลการทดสอบก่อนหลังอบรม ชี้ว่า กลุ่มตัวอย่างผู้สูงอายุมีพัฒนาการด้านการรู้เท่าทัน AI เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะด้านความรู้และความสามารถในการแยกแยะสื่อที่สร้างโดย AI ขณะที่ผลการประเมินด้านจริยธรรมและความปลอดภัยสะท้อนแนวโน้มของการตัดสินใจที่เหมาะสมมากขึ้นจากสถานการณ์จำลอง ทั้งนี้ การส่งเสริมการรู้เท่าทัน AI สำหรับผู้สูงอายุไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการจัดอบรมระยะสั้น หากแต่ควรพัฒนาไปสู่นิเวศการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุสามารถเรียนรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ วิเคราะห์กรณีศึกษาที่เกิดขึ้นจริง และติดตามองค์ความรู้ใหม่ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญผ่านเครือข่ายการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง แนวทางดังกล่าวจะช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี นำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างเหมาะสม และเป็นรากฐานสำคัญของการส่งเสริมสุขภาวะดิจิทัลของผู้สูงอายุในอนาคต " รองศาสตราจารย์ ดร.นันทิยา กล่าวทิ้งท้าย