“ปวดเข่า” เป็นอาการที่พบได้บ่อยและไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในผู้สูงอายุ โดยคนวัยทำงานหรือวัยหนุ่มสาวก็สามารถมีอาการได้ โดยเฉพาะผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกิน เล่นกีฬาที่ใช้ข้อเข่าหนัก เคยได้รับบาดเจ็บบริเวณเข่า หรือมีพฤติกรรมใช้งานข้อเข่าซ้ำ ๆ หากปล่อยให้อาการเรื้อรังโดยไม่ตรวจหาสาเหตุ อาจส่งผลต่อการเคลื่อนไหวและคุณภาพชีวิตในระยะยาว
นพ.นฤฌาน์ จิรสิริสุข แพทย์เฉพาะทางกระดูกและข้อ โรงพยาบาลเอส เฉพาะทางกระดูกสันหลังและข้อ (S Spine and Joint Hospital) กล่าวว่า อาการปวดเข่าสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่การใช้งานข้อเข่ามากเกินไป การบาดเจ็บของเอ็นและหมอนรองกระดูก ไปจนถึงข้ออักเสบและข้อเข่าเสื่อม จึงไม่ควรสรุปว่าอาการปวดเข่าเกิดจากอายุเพียงอย่างเดียว
ข้อเข่าเป็นข้อต่อสำคัญที่เชื่อมระหว่างกระดูกต้นขา กระดูกหน้าแข้ง และกระดูกสะบ้า ทำหน้าที่รองรับน้ำหนักและช่วยในการเดิน วิ่ง ยืน นั่ง รวมถึงขึ้นลงบันได ภายในข้อยังมีหมอนรองกระดูก เส้นเอ็น และน้ำหล่อเลี้ยงข้อ ซึ่งทำงานร่วมกันเพื่อช่วยรับแรงกระแทกและรักษาความมั่นคงของข้อ

เปิด 6 สาเหตุ “ปวดเข่า” ที่พบบ่อย
แพทย์ระบุว่า อาการปวดเข่าอาจเกิดจากหลายปัจจัย โดยสาเหตุสำคัญ ได้แก่
1. ข้อเข่าเสื่อม
เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อย โดยโครงสร้างภายในข้อเข่าเสื่อมสภาพจากอายุและการใช้งาน ทำให้มีอาการปวดขณะเดิน ขึ้นลงบันได หรือลุกนั่ง ทั้งนี้ข้อเข่าเสื่อมไม่ได้เกิดเฉพาะในผู้สูงอายุ เพราะน้ำหนักตัวและประวัติการบาดเจ็บก็เป็นปัจจัยร่วมได้
2. เอ็นหรือหมอนรองกระดูกข้อเข่าบาดเจ็บ
มักพบหลังอุบัติเหตุ การเล่นกีฬา หรือการบิดหมุนข้อเข่าอย่างรุนแรง อาจมีอาการปวด เข่าบวม เข่าไม่มั่นคง หรือมีอาการเข่าล็อก
3. น้ำหนักตัวเกิน
น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นทำให้ข้อเข่าต้องรับแรงมากขึ้นขณะเคลื่อนไหว เพิ่มภาระต่อโครงสร้างของข้อและอาจทำให้เกิดอาการปวดหรือเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสื่อมของข้อ
4. ข้อเข่าอักเสบจากการติดเชื้อ
เป็นภาวะที่ต้องได้รับการประเมินอย่างรวดเร็ว ผู้ป่วยอาจมีอาการปวดรุนแรง เข่าบวม แดง ร้อน เคลื่อนไหวลำบาก และอาจมีไข้หรือหนาวสั่นร่วมด้วย
5. โรคข้ออักเสบ
โรคอย่างรูมาตอยด์ เกาต์ และโรคภูมิคุ้มกันบางชนิด สามารถทำให้เกิดอาการปวด บวม แดง หรือร้อนบริเวณข้อเข่าได้
6. การใช้งานข้อเข่าซ้ำๆ
การคุกเข่า นั่งยอง ขึ้นลงบันไดบ่อย ยกของหนัก หรือเล่นกีฬาที่ใช้ข้อเข่าซ้ำ ๆ อาจทำให้เกิดการระคายเคืองและการอักเสบสะสม
“ปวดเข่า” แบบไหนควรพบแพทย์?
อาการปวดเข่ามีความรุนแรงแตกต่างกัน หากปวดเพียงเล็กน้อยหลังทำกิจกรรมและอาการดีขึ้นเมื่อพัก อาจลดกิจกรรมที่กระตุ้นอาการและสังเกตอาการต่อได้
แต่หากมี เข่าบวม ข้อฝืด งอหรือเหยียดเข่าได้ไม่สุด เข่าทรุด เข่าล็อก หรือปวดแม้ขณะพัก ควรเข้ารับการตรวจเพื่อหาสาเหตุ โดยเฉพาะเมื่ออาการเป็นต่อเนื่องหรือเริ่มรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน
ขณะที่ผู้ที่มี อาการปวดรุนแรง เข่าบวมมาก ลงน้ำหนักไม่ได้ หรือมีไข้ร่วมกับข้อเข่าบวม แดง ร้อน ควรรีบพบแพทย์ เพราะอาจเป็นภาวะที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน

6 กลุ่มเสี่ยง “ปวดเข่า” แม้อายุยังไม่มาก แพทย์ระบุว่า กลุ่มที่ควรเฝ้าระวัง ได้แก่
- ผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกิน
- ผู้ที่ออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาที่มีแรงกระแทกและใช้ข้อเข่าซ้ำ ๆ
- ผู้ที่เคยได้รับบาดเจ็บบริเวณข้อเข่า
- ผู้ที่ต้องยืน เดิน ขึ้นลงบันได หรือคุกเข่าเป็นเวลานาน
- ผู้ที่มีโรคข้ออักเสบ เช่น รูมาตอยด์หรือเกาต์
- ผู้สูงอายุที่มีการเสื่อมของโครงสร้างภายในข้อ
- ดังนั้น แม้อายุยังไม่มาก แต่หากมีปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ก็สามารถเกิดอาการปวดเข่าได้
วินิจฉัยตรงสาเหตุ ช่วยวางแผนรักษา
การตรวจวินิจฉัยจะเริ่มจากการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และประเมินการเคลื่อนไหวของข้อเข่า ก่อนพิจารณาการตรวจเพิ่มเติมตามความเหมาะสม เช่น เอกซเรย์ อัลตราซาวนด์ CT Scan หรือ MRI รวมถึงการตรวจเลือดหรือเจาะน้ำในข้อในกรณีที่สงสัยการติดเชื้อหรือโรคข้ออักเสบ
แนวทางการรักษาจะแตกต่างกันไปตามสาเหตุและความรุนแรงของอาการ จึงไม่ควรซื้อยารับประทานหรือรักษาด้วยตนเองเป็นเวลานานโดยไม่ทราบสาเหตุของอาการ
แพทย์แนะดูแลเข่า ลดเสี่ยงปวดซ้ำ
การควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม ออกกำลังกายเพื่อเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบข้อ เลือกกิจกรรมที่เหมาะกับสภาพร่างกาย และวอร์มร่างกายก่อนเล่นกีฬา เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลข้อเข่า
นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงการใช้งานข้อเข่าซ้ำ ๆ หรืออยู่ในท่าที่เพิ่มแรงกดบริเวณเข่าเป็นเวลานาน และหากมีอาการปวดเข่าต่อเนื่องหรือมีสัญญาณผิดปกติ ควรพบแพทย์เพื่อประเมินสาเหตุแต่เนิ่น ๆ
เพราะ “ปวดเข่า” ไม่ได้แปลว่าเป็นเรื่องของอายุเสมอไป การรู้ทันปัจจัยเสี่ยงและไม่ปล่อยให้อาการเรื้อรัง อาจช่วยลดปัญหาข้อเข่าในระยะยาวได้

