กรมการแพทย์ โดยสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี หมอเด็กห่วงใยในช่วงนี้เป็นช่วงที่ไวรัสทางเดินหายใจหลายชนิดเริ่มระบาดมากขึ้น หนึ่งในไวรัสที่ควรเฝ้าระวังคือไวรัส RSV หรือ Respiratory Syncytial Virus เป็นไวรัสที่ทำให้เกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะในเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี ควรเฝ้าระวัง
นายแพทย์ธนินทร์ เวชชาภินันท์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า RSV เป็นไวรัสที่ติดต่อผ่านการหายใจเอาละอองเสมหะของผู้ป่วยที่ติดเชื้อ RSV เช่น น้ำมูก น้ำลาย เข้าสู่ร่างกาย หรือผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ที่ติดเชื้อหรือวัตถุที่มีการปนเปื้อน โดยไวรัสจะเข้าสู่ร่างกายผ่านทางเยื่อบุตา จมูก ปาก และมักจะมีอาการใน 4 – 6 วัน หลังได้รับเชื้อ โดยเฉพาะเด็กเล็ก จะมีไข้ ไอ น้ำมูก รับประทานอาหารได้น้อยลง หายใจหอบเหนื่อย อกบุ๋ม รวมไปถึงได้ยินเสียงปอดผิดปกติ การวินิจฉัยทำได้โดยตรวจหาเชื้อไวรัสจากสารคัดหลั่งในจมูก ในรายที่มีอาการหอบเหนื่อยอาจตรวจเพิ่มเติมด้วยการ
เอกซ์เรย์ทรวงอก หากสงสัยว่าการติดเชื้อนั้นลุกลามจนเกิดหลอดลมฝอยอักเสบ การรักษายังไม่มียารักษาการติดเชื้อ RSV โดยตรง เป็นการรักษาแบบประคับประคองตามอาการ เช่น การให้ยาลดไข้ ยาแก้ไอละลายเสมหะ ดูแลให้เด็กดื่มน้ำให้เพียงพอเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำและรักษาร่างกายให้อบอุ่น หากไม่มีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนไม่จำเป็นต้องให้ยาปฏิชีวนะ ในรายที่อาการไม่รุนแรงเด็กสามารถพักฟื้นที่บ้านได้ โดยได้รับการดูแลจากผู้ปกครองอย่างใกล้ชิด ในรายที่มีอาการรุนแรงแพทย์อาจพิจารณาให้นอนรักษาตัวในโรงพยาบาล
นายแพทย์อาคม ชัยวีระวัฒนะ ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กล่าวเพิ่มเติมว่า การป้องกันโรคติดเชื้อไวรัส RSV สามารถทำได้หลายวิธี โดยเฉพาะช่วงฤดูฝนมักเกิดการแพร่กระจายของโรค RSV ควรให้เด็กล้างมือบ่อย ๆ โดยเฉพาะก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ รวมถึงการสอนให้เด็กปิดปากและจมูกทุกครั้งเมื่อไอหรือจาม นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่แออัดโดยเฉพาะช่วงที่มีการระบาด รวมถึงหมั่นทำความสะอาดบ้านและสิ่งของที่ใช้ร่วมกันเป็นประจำ เช่น ลูกบิดประตู ของเล่น หรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ให้เด็กนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันร่างกายให้แข็งแรง หากเด็กมีอาการเจ็บป่วย ควรให้หยุดเรียน อย่างน้อย 5 – 7 วัน หรือจนกว่าอาการจะหายเป็นปกติ เพื่อลดโอกาสการแพร่กระจายของเชื้อ ทั้งนี้เด็กควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสควันบุหรี่ เพราะเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้อาการจากการติดเชื้อ RSV รุนแรงมากขึ้น หากพบว่าเด็กมีอาการไข้สูง หายใจเร็วหรือหอบ มีอาการซึม เพลีย ไม่ดูดนม ไม่ยอมกิน หรือมีผิวหนังและริมฝีปากเป็นสีคล้ำ ควรรีบพาไปพบแพทย์ทันที
นายแพทย์ประวิทย์ เจตนชัย นายแพทย์เชี่ยวชาญด้านกุมารเวชศาสตร์ โรคระบบทางเดินหายใจ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันมีการใช้ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป Nirsevimab เพื่อช่วยลดการเกิดการติดเชื้อ RSV ที่รุนแรงในระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง เช่น หลอดลมฝอยอักเสบหรือปอดอักเสบ อย่างไรก็ตาม การให้ Nirsevimab ควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ เพื่อประเมินความเสี่ยงและความเหมาะสมเป็นรายบุคคล โดยเฉพาะในเด็กเล็กและเด็กที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น โรคปอดเรื้อรังจากการคลอดก่อนกำหนด ภาวะภูมิคุ้มกันบอพร่อง เป็นต้น หากผู้ปกครองมีข้อสงสัยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการป้องกันและการรักษาการติดเชื้อ RSV ได้ที่ โทร. 1415 สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี
#กรมการแพทย์ #สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี #RSV ไวรัสร้ายที่ผู้ปกครองควรเฝ้าระวัง
