สถานะการณ์โรคหลอดเลือดสมองปี 2568 เสียชีวิตในโรงพยาบาล 16,375 คน แพทย์ เผยสัญญาณเตือนที่ควรจดจำ “B.E.F.A.S.T. เป็นหลักช่วยจดจำอาการเตือนของโรคหลอดเลือดสมอง ” หากพบอาการเหล่านี้ ควรโทร 1669 เพื่อขอความช่วยเหลือฉุกเฉินทันที
แพทย์หญิงทัศนีย์ ตันติฤทธิศักดิ์ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ รองผู้อำนวยการด้านการแพทย์ และประธานศูนย์ความเป็นเลิศโรคหลอดเลือดสมอง สถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ กล่าวถึง สถานการณ์โรคหลอดเลือดสมองในประเทศไทยว่า โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) เป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญของประเทศไทย ทั้งด้านการเสียชีวิต ความพิการ และภาระการดูแลระยะยาว ข้อมูล Health Data Center กระทรวงสาธารณสุข ในปี 2568 (HDC, 2025) พบว่าประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองสะสม 424,176 คน ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองรายใหม่สูงถึง 33,460 คน และมีจำนวนผู้ป่วยในโรคหลอดเลือดสมองที่เสียชีวิตในโรงพยาบาล 16,375 คน สถานการณ์โลกจากรายงาน World Stroke Organization (WSO): Global Stroke Fact Sheet 2025 อ้างอิงข้อมูลจากการศึกษา Global Burden of Disease (GBD) 2021 ระบุว่า ในปี 2021 ทั่วโลกมีอุบัติการณ์โรคหลอดเลือดสมองรายใหม่ประมาณ 561 ต่อประชากร 100,000 คนต่อปี และมีอัตราการเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมองประมาณ 92 ต่อประชากร 100,000 คนต่อปี (Feigin et al., 2025).
สำหรับกลุ่มประชากรที่ควรเฝ้าระวัง ได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดผิดปกติ ผู้สูบบุหรี่ และผู้มีโรคหัวใจ โดยเฉพาะภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (Atrial Fibrillation: AF) ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองจากลิ่มเลือด กลุ่มคนวัยทำงานโรคนี้อาจส่งผลต่อความสามารถในการทำงาน รายได้ และคุณภาพชีวิตของครอบครัว ข้อมูลจากรายงาน Stroke Epidemiology in Thailand ของสถาบันประสาทวิทยา พบว่าอุบัติการณ์เพิ่มขึ้นตามอายุ จาก 249.5 ต่อประชากร 100,000 คน-ปี ในกลุ่มอายุ 45–54 ปี เป็น 1,268.4 ต่อประชากร 100,000 คน-ปี ในกลุ่มอายุ 75–80 ปี สะท้อนความสำคัญของการควบคุมปัจจัยเสี่ยงตั้งแต่วัยกลางคนและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดในผู้สูงอายุ
อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงสำคัญต่อระบบบริการไทย คือการพัฒนาจากการรักษาเฉพาะหน้าไปสู่ระบบดูแลต่อเนื่องครบวงจร ตั้งแต่การป้องกันและรู้สัญญาณเตือน การเข้าถึง Stroke Fast Track การให้ยาละลายลิ่มเลือดภายในเวลาที่เหมาะสม การรักษาด้วยสายสวนเพื่อนำลิ่มเลือดออก (Mechanical Thrombectomy: MT) ไปจนถึง Stroke Unit การฟื้นฟูสมรรถภาพ และการป้องกันการเกิดซ้ำ ประเทศไทยมีความก้าวหน้าในการขยายเครือข่ายบริการ โดยกรมการแพทย์รายงานว่าในปี 2568 มีโรงพยาบาลเข้าร่วมเครือข่ายโรคหลอดเลือดสมอง 239 แห่ง ครอบคลุม 13 เขตสุขภาพ และตั้งเป้าพัฒนาศูนย์ MT ให้ครอบคลุมทุกเขตสุขภาพ ซึ่งความท้าทายยังอยู่ที่ความแตกต่างของศักยภาพแต่ละพื้นที่ ความรวดเร็วในการส่งต่อ และการเข้าถึงการรักษาเฉพาะทางอย่างเท่าเทียม ดังนั้นสิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการคือ ควบคุมปัจจัยเสี่ยง คัดกรองและดูแลผู้มีความเสี่ยงสูง พัฒนาเครือข่ายส่งต่อที่ไร้รอยต่อ และติดตามผลลัพธ์หลังจำหน่าย เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ลดการเสียชีวิตและความพิการ และกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ หากมี “พูดลำบาก ปากตก ยกไม่ขึ้น ตามัว หัวหมุน” ควรโทร 1669 ทันที เพราะทุกนาทีมีความหมายต่อสมองและชีวิต
" ทั้งนี้ ในปี 2568 ประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองสะสมสูงกว่า 1.2 ล้านคนสะท้อนถึงภาระโรคที่มีนัยสำคัญต่อระบบบริการสุขภาพ ทั้งนี้ ผู้ป่วยรายใหม่มีประมาณ 392,700 คน (Crude Incidence Rate) โดยข้อมูลจากการศึกษาของสถาบันใน 5 ภาคของประเทศไทย ซึ่งเก็บข้อมูลต่อเนื่องเป็นเวลา 10 ปี รายงานจำนวนผู้ป่วยรายใหม่ประมาณ 300,000–400,000 รายต่อปี ขณะที่ข้อมูลอีกชุดหนึ่งระบุว่ามีผู้ป่วยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลประมาณ 200,000 รายต่อปี
ส่วนผลกระทบของโรคมีตั้งแต่การเสียชีวิต ความพิการทางการเคลื่อนไหวและการสื่อสาร ไปจนถึงข้อจำกัดในการทำกิจวัตรประจำวัน ผู้ป่วยบางส่วนจำเป็นต้องได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพและการดูแลอย่างต่อเนื่องหลังออกจากโรงพยาบาล ทั้งนี้โรคหลอดเลือดสมองแบ่งได้เป็นชนิดขาดเลือดจากหลอดเลือดตีบหรืออุดตัน และชนิดเลือดออกในสมอง สัดส่วนประมาณ 70% และ 30% ตามลำดับเป็นตัวเลขจากบทสัมภาษณ์ที่ควรตรวจสอบกับข้อมูลต้นทางก่อนนำเสนอเป็นสถิติระดับประเทศ
" อย่างไรก็ตาม โรคหลอดเลือดสมองไม่ควรถูกมองว่าเป็นโรคของผู้สูงอายุเท่านั้น คนวัยทำงานและคนอายุน้อยก็สามารถเป็นโรคนี้ได้ แม้ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นตามอายุ แต่คนอายุน้อยก็ไม่ควรมองข้ามการดูแลสุขภาพ โดยเฉพาะผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงสะสมโดยไม่รู้ตัว (CDC, 2024; WHO, 2025) เพราะปัจจัยเสี่ยงหลายอย่างอาจสะสมตั้งแต่วัยทำงาน โดยเฉพาะโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน ภาวะไขมันในเลือดสูง การสูบบุหรี่ และพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสม การให้ความสำคัญกับสุขภาพตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงเป็นส่วนสำคัญของการลดความเสี่ยงในระยะยาว
ข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองในเอกสารอ้างอิง พบภาวะความดันโลหิตสูงร้อยละ 73.0 เบาหวานร้อยละ 28.2 และภาวะไขมันในเลือดสูงร้อยละ 77.1 จากข้อมูลของกลุ่มตัวอย่างในการศึกษา ไม่ใช่ค่าความชุกของประชากรไทยทั้งหมด แต่ช่วยสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการควบคุมปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพหลอดเลือด นอกจากปัจจัยด้านสุขภาพและพฤติกรรมแล้ว ความผิดปกติของหัวใจ เช่น ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (Atrial Fibrillation: AF) ยังอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดและโรคหลอดเลือดสมองได้ ขณะเดียวกัน ในผู้ป่วยอายุน้อยบางราย โรคอาจเกิดจากความผิดปกติของระบบการแข็งตัวของเลือดหรือความผิดปกติของหลอดเลือดบางชนิด จึงจำเป็นต้องได้รับการตรวจประเมินเพื่อค้นหาสาเหตุอย่างเหมาะสม ไม่ควรสรุปว่าการเกิดโรคมีสาเหตุมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตเพียงอย่างเดียว (CDC, 2024; NINDS, n.d.)
ดังนั้นการป้องกันจึงควรเริ่มตั้งแต่วันนี้ โดยไม่จำเป็นต้องรอให้มีอาการเจ็บป่วยก่อน คนวัยทำงานควรตรวจวัดความดันโลหิต ตรวจระดับน้ำตาลและไขมันในเลือดตามความเหมาะสม ควบคุมน้ำหนัก รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ งดสูบบุหรี่ และปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์เพื่อดูแลปัจจัยเสี่ยงที่ตรวจพบอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญ แม้จะอายุน้อยและไม่มีโรคประจำตัว หากมีอาการผิดปกติเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน หากพบอาการ “พูดลำบาก ปากตก ยกไม่ขึ้น ตามัว หัวหมุน” ควรโทร 1669 ทันที ไม่ควรรอดูอาการ เพราะการป้องกันปัจจัยเสี่ยง การรู้เท่าทันสัญญาณเตือน และการเข้าถึงการรักษาอย่างรวดเร็ว ล้วนมีส่วนสำคัญในการลดความเสี่ยงและผลกระทบจากโรคหลอดเลือดสมอง โรคหลอดเลือดสมองไม่ใช่เรื่องไกลตัวของคนวัยทำงาน การรู้ความเสี่ยง ดูแลสุขภาพตั้งแต่วันนี้ และไม่ละเลยอาการเตือน อาจช่วยรักษาทั้งชีวิตและอนาคตของเราไว้ได้ "แพทย์หญิงทัศนีย์ กล่าว
แพทย์หญิงทัศนีย์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับ การรักษาโรคหลอดเลือดสมองในปัจจุบันมีความก้าวหน้ามากขึ้น กลุ่มผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองชนิดขาดเลือดที่เข้าเกณฑ์การรักษา อาจได้รับยาละลายลิ่มเลือด หรือการรักษาผ่านสายสวนเพื่อนำลิ่มเลือดออกจากหลอดเลือดสมอง (Mechanical Thrombectomy) ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีการตรวจภาพสมองยังช่วยให้แพทย์ประเมินและเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายได้ดียิ่งขึ้น แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การรักษาที่รวดเร็วยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการรักษาโรคหลอดเลือดสมอง หากพบอาการ “พูดลำบาก ปากตก ยกไม่ขึ้น ตามัว หัวหมุน” ควรโทร 1669 ทันที
หลังพ้นระยะวิกฤต การฟื้นฟูสมรรถภาพเป็นอีกขั้นตอนสำคัญที่ช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ โดยทีมสหวิชาชีพจะร่วมกันฟื้นฟูการเคลื่อนไหว การพูด การคิด และการทำกิจวัตรประจำวัน ควบคู่กับการดูแลด้านจิตใจและการสนับสนุนจากครอบครัว ทั้งนี้ ควรเริ่มฟื้นฟูเมื่อผู้ป่วยมีอาการคงที่และมีความพร้อมทางการแพทย์ โดยปรับแผนให้เหมาะสมกับสภาพของแต่ละคน เนื่องจากการฟื้นตัวอาจใช้เวลาหลายเดือนหรือยาวนานกว่านั้น สำหรับการกลับไปทำงาน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของร่างกายเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องประเมินความจำ สมาธิ การคิด การสื่อสาร และความสามารถในการทำงานด้วย ผู้ป่วยบางรายอาจกลับไปทำงานได้ตามปกติ ขณะที่บางรายอาจจำเป็นต้องปรับหน้าที่หรือลดเวลาทำงาน เพื่อให้สอดคล้องกับความสามารถและข้อจำกัดหลังเจ็บป่วย จากการศึกษาในประเทศไทยพบว่า ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองชนิดขาดเลือดที่มีอาการไม่รุนแรงและยังทำงานอยู่ก่อนเกิดโรค ร้อยละ 76.7 สามารถกลับไปทำงานได้ภายใน 3 เดือนหลังออกจากโรงพยาบาล (Wipahut et al., 2023) ขณะที่งานวิจัยจากหลายประเทศพบว่า อัตราการกลับไปทำงานภายใน 1 ปี อยู่ที่ประมาณร้อยละ 55.7 (Duong et al., 2019) ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าผู้ป่วยจำนวนหนึ่งสามารถกลับไปทำงานได้ แต่ไม่ควรนำไปใช้ทำนายผลการฟื้นตัวของผู้ป่วยทุกราย เพราะโอกาสกลับไปทำงานแตกต่างกันตามความรุนแรงของโรค ความสามารถในการช่วยเหลือตนเอง ความบกพร่องด้านการคิดและการสื่อสาร ตลอดจนการเข้าถึงการฟื้นฟูสมรรถภาพที่เหมาะสมและต่อเนื่อง ดังนั้น เป้าหมายของการรักษาโรคหลอดเลือดสมองจึงไม่ใช่เพียงการช่วยให้ผู้ป่วยรอดชีวิต แต่คือการช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาดำเนินชีวิตได้อย่างเต็มศักยภาพและมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ผ่านการรักษาที่รวดเร็ว การฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง การสนับสนุนจากครอบครัวและสังคม ตลอดจนระบบบริการสุขภาพที่เชื่อมโยงกันตั้งแต่ระยะฉุกเฉินจนถึงการดูแลหลังออกจากโรงพยาบาล
" เมื่อพบอาการแล้ว ต้องตัดสินใจให้เร็วและเข้าสู่ระบบการรักษาทันที เพราะปัญหาที่พบได้บ่อยคือ ผู้ป่วยหรือคนใกล้ชิดอาจคิดว่าอาการไม่รุนแรง เดี๋ยวคงหายเอง หรือรอดูอาการก่อน ทำให้เสียเวลาอันมีค่าไป สัญญาณเตือนที่ควรจดจำ “ B.E.F.A.S.T. เป็นหลักช่วยจดจำอาการเตือนของโรคหลอดเลือดสมอง ได้แก่ B (Balance): เวียนศีรษะเฉียบพลัน เสียการทรงตัว หรือเดินเซ E (Eyes): ตามัว มองเห็นภาพซ้อน หรือสูญเสียการมองเห็นอย่างฉับพลัน F (Face): หน้าเบี้ยว มุมปากตก หรือใบหน้าสองข้างไม่เท่ากัน A (Arms): แขนหรือขาอ่อนแรง โดยเฉพาะข้างใดข้างหนึ่ง หรือมีอาการชาครึ่งซีก S (Speech): พูดไม่ชัด พูดลำบาก หรือไม่เข้าใจคำพูด และ T (Time): รีบโทร 1669 และเข้ารับการประเมินฉุกเฉินทันที ” หากพบอาการเหล่านี้ ควรโทร 1669 เพื่อขอความช่วยเหลือฉุกเฉินทันที ไม่ควรรอให้อาการชัดเจนขึ้น แม้อาการจะดีขึ้นหรือหายไปเองก็ควรได้รับการประเมินจากแพทย์โดยเร็ว อีกสิ่งหนึ่งที่ช่วยให้การรักษาทันเวลาคือ การจดจำว่าเริ่มมีอาการเมื่อใด หรือเวลาสุดท้ายที่ผู้ป่วยยังมีอาการเป็นปกติ พร้อมแจ้งข้อมูลดังกล่าวแก่ทีมฉุกเฉิน ไม่ควรให้ผู้ป่วยรับประทานยาเองหรือรอดูอาการที่บ้าน เพราะการรักษาแต่ละวิธีมีข้อบ่งชี้และเงื่อนไขที่แตกต่างกัน แม้ปัจจุบันการรักษาโรคหลอดเลือดสมองจะก้าวหน้ามากขึ้น ทั้งการให้ยาละลายลิ่มเลือด การรักษาผ่านสายสวนเพื่อนำลิ่มเลือดออกจากหลอดเลือดสมอง (Mechanical Thrombectomy) และเทคโนโลยีการตรวจภาพสมองที่ช่วยให้แพทย์คัดเลือกแนวทางรักษาได้เหมาะสมขึ้น แต่เวลาคงเป็นปัจจัยสำคัญ เพราะยิ่งผู้ป่วยเข้าสู่ระบบการรักษาเร็วเท่าใด ก็ยิ่งมีโอกาสได้รับการประเมินและรักษาอย่างทันท่วงทีมากขึ้นเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยบางรายอาจยังมีทางเลือกในการรักษาแม้มาถึงโรงพยาบาลช้ากว่ากรอบเวลามาตรฐาน จึงไม่ควรคิดว่าเลยเวลาแล้วจะรักษาไม่ได้ แต่ควรรีบไปโรงพยาบาลทันทีเมื่อสงสัยว่าเป็น Stroke ดังนั้น หัวใจสำคัญไม่ใช่เพียงการจำอาการให้ได้ แต่คือการเปลี่ยนความรู้ให้เป็นการลงมือทำอย่างถูกต้อง ได้แก่ จำอาการให้ได้ โทร 1669 ทันที และบอกเวลาที่เริ่มมีอาการให้ชัดเจน เพราะเป้าหมายของการรักษาไม่ได้มีเพียงการช่วยชีวิต แต่ยังรวมถึงการลดความพิการและเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยกลับไปใช้ชีวิตร่วมกับครอบครัวและสังคม " แพทย์หญิงทัศนีย์ กล่าวทิ้งท้าย
