ตับวาย ภาวะอันตรายที่เกิดขึ้นเมื่อ “ตับ” ไม่สามารถทำหน้าที่สำคัญได้ตามปกติ ส่งผลให้ระบบต่างๆ ในร่างกายทำงานผิดปกติอย่างรุนแรง หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง หรือถึงขั้นเสียชีวิตได้ การทำความเข้าใจภาวะนี้อย่างถูกต้องจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม บทความนี้จะพามาทำความรู้จักกับภาวะตับวายให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ตั้งแต่ความหมายของโรค สาเหตุเกิดจากอะไร อาการ การวินิจฉัย แนวทางการรักษา ตลอดจนวิธีป้องกัน เพื่อให้สามารถรับมือและดูแลสุขภาพตับได้อย่างเหมาะสมในระยะยาว
ตับวาย คืออะไร ส่งผลร้ายอย่างไรต่อร่างกาย ?
ตับ คืออวัยวะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดภายในร่างกาย และเป็นอวัยวะสำคัญที่เปรียบเสมือนศูนย์กลางการทำงานของระบบต่างๆ ทำหน้าที่เสมือนโรงงานที่คอยผลิตน้ำดี โปรตีน สะสมพลังงาน และรักษาสมดุลน้ำตาล รวมถึงแร่ธาตุต่างๆ เพื่อให้ร่างกายดำเนินไปอย่างปกติ แต่หากตับไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาจส่งผลร้ายเกิดเป็นภาวะอันตรายที่เรียกว่า “ตับวาย”
ตับวาย (Liver Failure) คือภาวะที่ตับสูญเสียความสามารถในการทำงานตามปกติ กระทั่งไม่สามารถกำจัดของเสียและสารพิษ สังเคราะห์โปรตีน ผลิตน้ำดี ควบคุมระดับน้ำตาล หรือควบคุมการแข็งตัวของเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยภาวะตับวายแบ่งได้เป็น 2 ประเภท ตามระยะการดำเนินของโรค ดังนี้
1.ตับวายเฉียบพลัน (Acute Liver Failure) คือภาวะตับวายที่เกิดขึ้นในระยะเวลาสั้นๆ ภายในเวลาไม่กี่วันถึงไม่กี่สัปดาห์ มักพบในคนที่เคยมีประวัติเป็นโรคตับมาก่อน
2.ตับวายเรื้อรัง (Chronic Liver Failure) คือภาวะตับวายที่เกิดจากโรคตับเรื้อรังที่เกิดการดำเนินโรคอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดการสูญเสียเซลล์ตับทีละน้อยจนกระทั่งตับไม่สามารถทำงานได้อีกต่อไป
รู้ทันสาเหตุตับวาย เกิดจากอะไร ?
โดยทั่วไป ภาวะตับวายเกิดจากการที่เซลล์ตับถูกทำลายอย่างรุนแรงหรืออย่างต่อเนื่อง จนตับไม่สามารถทำหน้าที่สำคัญได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทั้งนี้ สาเหตุของภาวะตับวายสามารถจำแนกได้ตามลักษณะการดำเนินโรคว่าเป็นแบบเฉียบพลันหรือเรื้อรัง โดยแต่ละแบบมีปัจจัยกระตุ้นที่แตกต่างกัน ดังนี้
สาเหตุของตับวายเฉียบพลัน เกิดจากอะไรได้บ้าง
-การรับประทานยาบางชนิดเกินขนาด เช่น พาราเซตามอล ซึ่งหากได้รับในปริมาณมากเกินไปอาจทำลายเซลล์ตับอย่างเฉียบพลัน
- การรับประทานสมุนไพรที่มีพิษต่อตับในปริมาณมาก เช่น บอระเพ็ด ฟ้าทะลายโจร โดยเฉพาะหากใช้ติดต่อกันโดยไม่อยู่ในคำแนะนำของแพทย์
- การได้รับสารพิษจากพืช หรือเห็ด เช่น เห็ดระโงกหิน (Amanita phalloides) หรือสารเคมีจำพวกยาฆ่าแมลงและสารกำจัดวัชพืช
- การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดเฉียบพลันรุนแรง โดยเฉพาะไวรัสตับอักเสบชนิด A, B หรือ E
- โรคทางพันธุกรรมบางชนิด เช่น ภาวะเหล็กเกินในร่างกาย (Hemochromatosis) ภาวะทองแดงคั่งจากโรควิลสัน (Wilson’s Disease) หรือโรคภูมิคุ้มกันทำลายตับอักเสบ (Autoimmune Hepatitis)
สาเหตุของตับวายเรื้อรัง เกิดจากอะไรได้บ้าง
- โรคตับแข็ง (Cirrhosis) เกิดจากภาวะที่เซลล์ตับถูกทำลายจนกลายเป็นพังผืด ทำให้ตับไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ
- ไขมันพอกตับ (Fatty Liver Disease) พบได้บ่อยในผู้ที่มีภาวะอ้วน เบาหวาน หรือไขมันในเลือดสูง โดยเฉพาะหากพัฒนาไปสู่ไขมันพอกตับอักเสบ
- ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเรื้อรัง เช่น ไวรัสตับอักเสบ B หรือ C ที่ไม่ได้รับการรักษาจนเกิดความเสียหายต่อเนื้อเยื่อตับ
- ดื่มแอลกอฮอล์เป็นเวลานาน เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของตับวายเรื้อรัง โดยเฉพาะหากดื่มในปริมาณมากและต่อเนื่อง
- โรคหลอดเลือดในตับ เช่น Budd-Chiari Syndrome ที่ทำให้เลือดไหลเวียนผิดปกติในตับ และเกิดการคั่งของเลือด
สัญญาณเตือนจากร่างกาย อาการของตับวายมีอะไรบ้าง ?
อาการของตับวายอาจเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันในระยะเวลาไม่กี่วัน หรือค่อยๆ แสดงออกช้าๆ จากโรคตับเรื้อรังที่ดำเนินมานาน ซึ่งอาการในระยะแรกอาจดูไม่ชัดเจน แต่หากเริ่มมีอาการเหล่านี้ ควรรีบพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุและรับการดูแลอย่างเหมาะสม โดยอาการสำคัญที่ควรเฝ้าระวัง มีดังนี้
อาการตับวายในระยะแรกเริ่ม
ในช่วงต้นของภาวะตับวาย อาการมักไม่จำเพาะเจาะจงและคล้ายคลึงกับอาการเจ็บป่วยทั่วไป อย่างไรก็ตาม อาการเหล่านี้คือสัญญาณเริ่มต้นที่บ่งชี้ว่าตับอาจเริ่มทำงานผิดปกติ โดยอาการที่พบบ่อยในระยะเริ่มแรก ได้แก่
- อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ไม่มีแรง
- เบื่ออาหาร น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
- คลื่นไส้ อาเจียน หรือแน่นท้อง
- ปวดตัว หรือรู้สึกไม่สบายบริเวณชายโครงขวาในผู้ป่วยบางราย
อาการตับวายในระยะที่รุนแรงขึ้น
เมื่อเซลล์ตับถูกทำลายมากขึ้น กระบวนการทำงานของตับจะเสื่อมลงอย่างมีนัยสำคัญ อาการที่ปรากฏในระยะนี้จึงมักรุนแรงและชัดเจนมากขึ้น ได้แก่
- ภาวะดีซ่าน ส่งผลให้ตัวเหลือง ตาเหลือง เนื่องจากตับไม่สามารถขจัดสารบิลิรูบินได้ ทำให้สะสมในกระแสเลือด
- คันตามผิวหนัง จากการคั่งของสารพิษในเลือด
- ปัสสาวะสีเข้ม อุจจาระสีซีด สะท้อนถึงความผิดปกติในการขับของเสียผ่านน้ำดี
- บวมบริเวณขา เท้า หรือท้องมาน เนื่องจากความดันในหลอดเลือดดำพอร์ทัลเพิ่มขึ้น (Portal Hypertension)
- เลือดออกง่าย ฟกช้ำง่าย เนื่องจากตับไม่สามารถผลิตโปรตีนที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือดได้
อาการแทรกซ้อนโรคสมองจากตับ
เมื่อเซลล์ตับไม่สามารถขจัดของเสียหรือสารพิษ เช่น แอมโมเนีย ออกจากกระแสเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ สารพิษเหล่านี้จะสะสมในร่างกายและสามารถผ่านเข้าสู่สมอง ส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่เรียกว่า โรคสมองจากตับ (Hepatic Encephalopathy)ซึ่งเป็นภาวะที่อันตรายและอาจเกิดขึ้นได้ทั้งในตับวายเฉียบพลันและเรื้อรัง โดยมีอาการสำคัญที่ควรเฝ้าระวัง ดังนี้
- สับสน มึนงง พูดไม่รู้เรื่อง
- ง่วงซึม อารมณ์แปรปรวน
- สูญเสียการรับรู้ หรือหมดสติในที่สุด
วิธีการวินิจฉัยภาวะตับวาย
การวินิจฉัยที่ถูกต้องและรวดเร็วมีบทบาทสำคัญในการรักษาและเพิ่มโอกาสในการฟื้นตัวของผู้ป่วย โดยแพทย์จะทำการตรวจหลายด้านร่วมกันเพื่อประเมินความรุนแรงของโรคและวินิจฉัยสาเหตุที่แท้จริง อาทิเช่น
- การตรวจเลือด ประเมินค่าการทำงานของตับ เช่น เอนไซม์ตับ สารบ่งชี้ภาวะดีซ่าน และระดับโปรตีนอัลบูมิน
- การตรวจระดับแอมโมเนียในเลือด เพื่อดูว่ามีการคั่งของสารพิษที่อาจส่งผลต่อสมองหรือไม่
- การตรวจทางภาพ เช่น อัลตราซาวด์ หรือ CT Scan เพื่อตรวจสอบขนาดและโครงสร้างของตับ รวมถึงภาวะแทรกซ้อนต่างๆ เช่น ท้องมานหรือพังผืด
- การตรวจหาไวรัสตับอักเสบ เพื่อระบุว่าไวรัสเป็นต้นเหตุของภาวะตับวายหรือไม่
- การเจาะชิ้นเนื้อตับ (Liver biopsy) ทำในบางกรณีที่จำเป็น เพื่อวิเคราะห์ลักษณะทางพยาธิวิทยาของตับโดยตรง
ตับวาย รักษาอย่างไร ?
การรักษาภาวะตับวายขึ้นอยู่กับสาเหตุและความรุนแรงของโรค โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อฟื้นฟูหน้าที่ของตับ ลดภาวะแทรกซ้อนและเพิ่มโอกาสรอดชีวิต แนวทางการรักษาเริ่มจากการจัดการต้นเหตุ เช่น ให้ยาแก้พิษในกรณีรับพาราเซตามอลเกินขนาด หยุดใช้ยาหรือสมุนไพรที่มีพิษต่อตับทันที
จากนั้นจึงดูแลภาวะแทรกซ้อน เช่น ให้ยาลดแอมโมเนียในเลือด รักษาท้องมาน หรือควบคุมการแข็งตัวของเลือด และในกรณีที่ตับไม่สามารถฟื้นตัวได้อีก การปลูกถ่ายตับจะเป็นทางเลือกสำคัญเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยมีโอกาสฟื้นคืนสภาพการใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติ
ตับวายป้องกันได้ เคล็ดลับดูแลตับให้แข็งแรงในระยะยาว
แม้ภาวะตับวายจะดูน่ากังวล แต่สามารถป้องกันได้ด้วยการดูแลพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน และใส่ใจการตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ โดยมีแนวทางป้องกันภาวะตับวายที่ควรรู้ ดังนี้
- หลีกเลี่ยงการใช้ยา หรือสมุนไพรโดยไม่ปรึกษาแพทย์
- รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ลดไขมันทรานส์และอาหารแปรรูป
- ควบคุมน้ำหนัก เพื่อหลีกเลี่ยงโรคอ้วนและเบาหวาน
- งดหรือลดแอลกอฮอล์อย่างจริงจัง
- รับวัคซีนไวรัสตับอักเสบ A และ B
- ตรวจค่าการทำงานของตับเป็นประจำ โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยงสูง
ตับวายเป็นภาวะอันตรายที่ไม่ควรมองข้าม เพราะหากปล่อยให้อาการดำเนินต่อเนื่องอาจนำไปสู่ภาวะที่ไม่สามารถฟื้นตัวได้ การรู้เท่าทันสาเหตุ สังเกตอาการเบื้องต้น และเข้ารับการตรวจวินิจฉัยอย่างเหมาะสมจะช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนในระยะยาวได้ การดูแลสุขภาพตับเริ่มต้นได้จากพฤติกรรมเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น การเลือกรับประทานอาหารที่ดี หลีกเลี่ยงยาและสารพิษ และไม่ละเลยสัญญาณเตือนจากร่างกาย เพราะตับที่แข็งแรงคือหัวใจสำคัญของร่างกายที่แข็งแรงในระยะยาว
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลวิมุต
https://www.vimut.com/article/Acute-liver-failure
