โรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์ เผย โรคไข้กาฬหลังแอ่น สามารถติดต่อได้ผ่านสารคัดหลั่ง โดยระยะของการติดเชื้อจะรวดเร็วอย่างมาก หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีอาจทำให้เสียชีวิตได้
นายแพทย์สกานต์ บุนนาค รองอธิบดี กรมการแพทย์ กล่าวว่า โรคไข้กาฬหลังแอ่น (Meningococcal disease) เป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่เกิดจากเชื้อ Neisseria meningitidis ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดการอักเสบของเยื่อหุ้มสมองและไขสันหลัง โรคไข้กาฬหลังแอ่นเกิดในทุกเพศ ทุกวัย และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง พบมากในเด็กเล็กและวัยรุ่นช่วงอายุ 1 เดือน ถึง 15 ปี (25-40%) และมากกว่า 15 ปี (10-35%) โดยผู้ป่วยติดเชื้อที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ระยะหลังมักพบในผู้ที่มีช่วงอายุ 15-25 ปี ที่สัมผัสใกล้ชิดจากการทำงานหรือพักอาศัยร่วมกันแบบแออัด เช่น ผู้ใช้แรงงาน เป็นต้น ทั้งนี้เชื้อดังกล่าวพบในลำคอของคนปกติ ประมาณร้อยละ 5 โดยไม่ทำให้เกิดโรค ผู้ติดเชื้อส่วนน้อยเท่านั้นที่จะเกิดอาการโรค พบได้ประปรายตลอดทั้งปี และมีการระบาดในบางพื้นที่เป็นครั้งคราว
นายแพทย์จินดา โรจนเมธินทร์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชวิถี กล่าวต่อว่า โรคไข้กาฬหลังแอ่น จะมีอาการเริ่มต้นคล้ายไข้หวัด คือ มีไข้สูง เจ็บคอ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ คลื่นไส้อาเจียน ผู้ป่วยมักจะมีไข้มาก่อนประมาณ 2-3 วัน มีผื่นขึ้น ลักษณะเป็นจ้ำเลือดเหมือนฟกช้ำ ผื่นอาจมีรูปร่างคล้ายดาวกระจายซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของโรคนี้ มักเป็นบริเวณลำตัว แผ่นหลัง แขน ขา เท้า และบริเวณที่มีแรงกดบ่อยๆ เช่น ขอบกางเกง ขอบถุงเท้า อาจเป็นที่เยื่อบุตา หรือมือได้ หากมีเยื่อหุ้มสมองอักเสบ จะมีอาการได้แก่ ปวดศีรษะรุนแรง ปวดต้นคอ อาเจียน กล้ามเนื้อคอแข็ง มือเท้าเย็น มีความดันโลหิตต่ำ อาจซึมลง ไม่ค่อยรู้สึกตัว หรือสับสนได้ ซึ่งความรุนแรงของโรคอาจนำไปสู่ความพิการถาวรหรือเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว ส่วนในเด็กเล็กจะมีอาการร้องไห้ผิดปกติ ซึมลง และไม่ยอมกินอาหาร เป็นต้น
ผศ.(พิเศษ) นพ.พจน์ อินทลาภาพร หัวหน้างานโรคติดเชื้อ กลุ่มงานอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลราชวิถี กล่าวเพิ่มเติมว่า สายพันธุ์ที่ระบาดในประเทศอังกฤษเป็นสายพันธุ์ B ซึ่งพบได้ในประเทศไทย อย่างไรก็ตามหากผู้ป่วยมีการติดเชื้อไม่ว่าสายพันธุ์ใดก็ตาม ถ้ามีการติดเชื้อในกระแสเลือด และเยื่อหุ้มสมองอักเสบ สามารถนำไปสู่ภาวะช็อกและอวัยวะล้มเหลวได้ หากได้รับการดูแลรักษาล่าช้า อาจเสียชีวิตภายใน 24-48 ชั่วโมง ทั้งนี้ แพทย์จะทำการสอบถามประวัติความเจ็บป่วย ตรวจร่างกายผู้ป่วย และทำการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันการวินิจฉัย อาทิ การเพาะเชื้อในเลือด ในบางรายอาจตรวจน้ำไขสันหลัง และเมื่อพบว่าผู้ป่วยติดเชื้อโรคไข้กาฬหลังแอ่นจริง จะต้องได้รับการรักษาอย่างรวดเร็วและเร่งด่วน เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนโดยการรักษาแพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดดำทันที ยาที่มักจะเลือกใช้ คือ ยากลุ่ม penicillin cephalosporins ร่วมกับการรักษาประคับประคอง เช่น ให้น้ำเกลือแก้ไขภาวะขาดน้ำเกลือแร่ กรดด่างไม่สมดุล ให้ยาลดไข้และเช็ดตัวเพื่อลดไข้สูง ให้ยาป้องกันหรือรักษาอาการชักหากเกิดขึ้น วิธีการป้องกัน และ ลดความเสี่ยงการติดเชื้อ สามารถทำได้โดยหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิด สัมผัสน้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย ล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่และน้ำ หรือเจลแอลกอฮอล์ สวมหน้ากากอนามัย และลดการอยู่ในสถานที่แออัด และ การฉีดวัคซีนโรคไข้กาฬหลังแอ่น (Meningococcal vaccine) ชนิดที่ป้องกันสายพันธุ์ที่ระบาด โดยสามารถฉีดได้ในเด็กตั้งแต่ 2 เดือนขึ้นไป ซึ่งเป็นการป้องกันที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ส่วนผู้ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงที่ต้องเดินทางไปประเทศที่มีการระบาดอาจต้องพิจารณาเข้ารับวัคซีนตามความเหมาะสมก่อนเดินทาง
8 เมษายน 2569

