กรมการแพทย์ โดยสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี เผยเมื่อถึงฤดูร้อน อุณหภูมิที่พุ่งสูงขึ้นอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของเด็กๆ โดยเฉพาะโรค “ฮีทสโตรก” หรือภาวะลมแดด ซึ่งเกิดจากร่างกายมีอุณหภูมิสูงเกินไปจนไม่สามารถควบคุมได้ ภาวะนี้หากไม่ได้รับการดูแลอย่างทันท่วงที อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนทีรุนแรงถึงชีวิต ดังนั้นการรู้เท่าทันโรคฮีทสโตรกจึงจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ปกครอง
นายแพทย์ธนินทร์ เวชชาภินันท์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า โรคฮีทสโตรก (Heat Stroke) หรือโรคลมแดดเป็นภาวะที่ร่างกายมีอุณหภูมิสูงเกิน 40 องศาเซลเซียส จากการสัมผัสอากาศร้อนหรือออกกำลังกายหนักในที่ร้อน ทำให้ร่างกายไม่สามารถปรับตัวลดอุณหภูมิให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ส่งผลเสียต่อระบบประสาท หัวใจ และไต เป็นเหตุให้เสียชีวิตได้ เด็กเล็กมีความเสี่ยงมากกว่าผู้ใหญ่ เนื่องจากร่างกายยังไม่สามารถปรับตัวต่อความร้อนได้ดี อาจสูญเสียน้ำและเกลือแร่ในร่างกายจากความร้อนได้ง่าย นอกจากนี้เด็กเล็กยังมักไม่สามารถบอกอาการผิดปกติของตนเองได้ชัดเจน จึงอาจทำให้เกิดการช่วยเหลือที่ล่าช้า
นายแพทย์อาคม ชัยวีระวัฒนะ ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้ปกครองควรสังเกตอาการผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นกับเด็กเวลาอยู่ในสถานที่อากาศร้อน เช่น หน้าแดง ตัวร้อนจัดแต่เหงื่อไม่ออก อ่อนเพลีย หายใจเร็ว การปฐมพยาบาลเบื้องต้นควรรีบนำเด็กไปในบริเวณที่ร่มมีอากาศถ่ายเท คลายเสื้อผ้าให้โปร่ง ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นเช็ดตัว เปิดพัดหรือใช้พัดลมช่วยระบายความร้อน หากเด็กยังมีสติอยู่บ้าง ควรให้เด็กได้จิบน้ำบ่อยๆ และรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที การรักษาจะเน้นการลดอุณหภูมิของร่างกายให้เร็วที่สุด และเฝ้าระวังระบบอวัยวะต่างๆ ที่อาจได้รับผลกระทบ โรคฮีทสโตรกในเด็กเป็นภาวะที่สามารถป้องกันได้โดยในวันที่อากาศร้อนมาก ควรดื่มน้ำให้เพียงพอ สวมชุดเสื้อผ้าที่โปร่งสบาย เลือกสีอ่อนๆ ลดหรือหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องออกแรงหรือใช้กำลังกลางแจ้งและในช่วงเวลาที่อากาศร้อนจัด สวมหมวกหรือใช้ร่มเมื่ออยู่ในที่กลางแจ้ง ไม่ควรทิ้งเด็กไว้ในรถที่จอดกลางแดด และไม่ให้ควรเด็กอยู่กลางแดดเป็นเวลานาน การมีความรู้เกี่ยวกับสัญญาณเตือน การปฐมพยาบาลและการป้องกันที่เหมาะสม จะช่วยลดความเสี่ยงนี้และรักษาความปลอดภัยให้กับลูกหลานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
กรมการแพทย์โดยสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี
23 เมษายน 2569

