ดื่มน้ำน้อย... เสี่ยงเป็นนิ่วโดยไม่ทันตั้งตัว

การไม่ดื่มน้ำเปล่าหรือดื่มน้ำในปริมาณที่น้อยเกินไป เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ปัสสาวะมีความเข้มข้นสูงและมีความเป็นกรดด่างผิดปกติ ส่งผลให้แร่ธาตุ เกลือแร่ และสารตกค้างต่าง ๆ ที่ถูกขับออกมาทางไตเกิดการตกตะกอน จับตัวกันเป็นผลึกแข็งจนกลายเป็น “โรคนิ่ว” ในระบบทางเดินปัสสาวะ การดื่มน้ำเปล่าที่สะอาดให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย จึงเป็นวิธีทางการแพทย์ที่เรียบง่ายแต่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการป้องกันโรคนิ่ว


สรุปข้อมูลสำคัญ



  • นิยาม : โรคนิ่ว คือก้อนผลึกแข็งที่เกิดจากการตกตะกอนและสะสมตัวของแร่ธาตุในระบบทางเดินปัสสาวะ

  • อวัยวะที่ได้รับผลกระทบ : เกิดขึ้นได้ตลอดเส้นทางขับถ่ายของเสีย ตั้งแต่ ไต ท่อไต กระเพาะปัสสาวะ ไปจนถึงท่อปัสสาวะ

  • สาเหตุและพฤติกรรมเสี่ยง : การดื่มน้ำสะอาดไม่เพียงพอต่อวัน การกลั้นปัสสาวะบ่อยครั้ง การกินอาหารเค็มจัด อาหารที่มีสารออกซาเลตสูง และโปรตีนจากเนื้อสัตว์มากเกินไป

  • สัญญาณเตือนเบื้องต้น : สีปัสสาวะเข้มจัดคล้ายน้ำชา มีตะกอนขุ่น หรือมีกลิ่นฉุนรุนแรง

  • อาการ : ปวดบิดรุนแรงบริเวณบั้นเอวร้าวลงขาหนีบ ปัสสาวะแสบขัด ปัสสาวะมีเลือดปน และหากเกิดการติดเชื้อจะมีไข้สูงและหนาวสั่น

  • วิธีป้องกัน : ดื่มน้ำเปล่าให้ได้อย่างน้อยวันละ 8 ถึง 10 แก้ว หรือประมาณ 2 ลิตร เพื่อเจือจางแร่ธาตุไม่ให้จับตัวเป็นก้อนแข็ง


กลไกการเกิดนิ่วเมื่อร่างกายขาดน้ำเปล่า
ร่างกายของมนุษย์มีน้ำเป็นส่วนประกอบหลักถึง 60-70% โดยระบบทางเดินปัสสาวะต้องพึ่งพาน้ำในการทำหน้าที่เป็นตัวทำละลายและนำพาสารของเสียออกจากร่างกาย เมื่อใดก็ตามที่ร่างกายได้รับน้ำไม่เพียงพอ กระบวนการนี้จะได้รับผลกระทบโดยตรงและกลายเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาสุขภาพร้ายแรง


หน้าที่ของน้ำในการเจือจางสารตกค้างในไต
ไตทำหน้าที่เปรียบเสมือนเครื่องกรองน้ำประจำร่างกาย มีหน้าที่คอยกรองของเสีย แร่ธาตุส่วนเกิน และสารพิษออกจากกระแสเลือดเพื่อขับออกทางปัสสาวะ น้ำเปล่ามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการเป็น “ตัวทำละลาย” ที่ช่วยเจือจางความเข้มข้นของสารประกอบต่าง ๆ เช่น แคลเซียม ออกซาเลต และกรดยูริก หากร่างกายได้รับน้ำอย่างเพียงพอ สารเหล่านี้จะถูกขับออกไปได้อย่างราบรื่น แต่เมื่อขาดน้ำ ปริมาณปัสสาวะจะลดลงและมีความเข้มข้นสูงขึ้น สารตกค้างเหล่านี้จึงมีโอกาสสัมผัสและจับตัวกันเป็นผลึกแข็ง ฝังตัวอยู่ตามเนื้อเยื่อของไตและลุกลามกลายเป็นก้อนนิ่วในที่สุด


สัญญาณเตือนจากปัสสาวะที่บ่งบอกว่าคุณดื่มน้ำน้อยเกินไป
การสังเกตปัสสาวะของตนเองเป็นวิธีคัดกรองเบื้องต้นที่แม่นยำที่สุด ร่างกายมักจะส่งสัญญาณเตือนให้ทราบล่วงหน้าก่อนที่นิ่วจะก่อตัวขึ้น โดยสามารถสังเกตได้จากลักษณะดังต่อไปนี้



  • สีของปัสสาวะ หากมีสีเหลืองเข้มคล้ายสีน้ำชา หรือสีอำพัน แสดงว่าร่างกายกำลังเข้าสู่ภาวะขาดน้ำ ปัสสาวะที่สุขภาพดีควรมีสีเหลืองอ่อนใสคล้ายสีของฟางข้าว

  • กลิ่น ปัสสาวะที่มีกลิ่นฉุนจัดหรือกลิ่นแอมโมเนียรุนแรง บ่งบอกถึงความเข้มข้นของของเสียที่สูงผิดปกติ

  • ปริมาณและความถี่ การเข้าห้องน้ำน้อยกว่า 4-6 ครั้งต่อวัน หรือมีปริมาณปัสสาวะออกน้อยมากในแต่ละครั้ง ถือเป็นสัญญาณอันตรายที่ต้องเพิ่มการดื่มน้ำโดยด่วน

  • ลักษณะความขุ่น ปัสสาวะที่มีตะกอนขุ่นขาว อาจเป็นสัญญาณของการตกตะกอนของแร่ธาตุซึ่งเป็นสารตั้งต้นของโรคนิ่ว


ประเภทของนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะที่พบบ่อย
โรคนิ่วไม่ได้มีเพียงชนิดเดียว แต่ก้อนผลึกแข็งที่เกิดขึ้นนั้นประกอบไปด้วยแร่ธาตุที่แตกต่างกันไปตามพฤติกรรมการใช้ชีวิตและการกินอาหาร การทำความเข้าใจประเภทของนิ่วจะช่วยให้สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อป้องกันได้อย่างตรงจุด


นิ่วแคลเซียมออกซาเลตกับพฤติกรรมการกิน
นิ่วชนิดนี้พบได้บ่อยที่สุด คิดเป็นสัดส่วนกว่า 80% ของผู้ป่วยโรคนิ่วทั้งหมด เกิดจากการรวมตัวกันของแคลเซียมและสารออกซาเลตในปัสสาวะ สาเหตุหลักมักมาจากการบริโภคอาหารที่มีสารออกซาเลตสูงเป็นประจำร่วมกับการดื่มน้ำน้อย อาหารกลุ่มนี้ได้แก่ ผักโขม ใบชะพลู หน่อไม้ฝรั่ง ช็อกโกแลต ถั่วลิสง และชาเข้มข้น หลายคนมีความเชื่อผิด ๆ ว่าต้องงดอาหารที่มีแคลเซียมเพื่อป้องกันนิ่วชนิดนี้ แต่ในความเป็นจริงทางการแพทย์ การได้รับแคลเซียมจากอาหารในปริมาณที่พอเหมาะจะช่วยให้แคลเซียมไปจับกับออกซาเลตในลำไส้และขับออกทางอุจจาระ ลดปริมาณออกซาเลตที่จะเข้าสู่กระแสเลือดและไปที่ไตได้ การดื่มน้ำให้มากพอจึงเป็นกุญแจสำคัญในการเจือจางแร่ธาตุทั้งสองตัวนี้ไม่ให้จับตัวกันในระบบทางเดินปัสสาวะ


นิ่วจากกรดพายูริกสูงในกลุ่มคนชอบกินเนื้อสัตว์
นิ่วชนิดกรดยูริกพบได้ประมาณ 5-10% ของผู้ป่วย มักพบในกลุ่มผู้ที่ชื่นชอบการกินอาหารที่มีโปรตีนจากเนื้อสัตว์สูง โดยเฉพาะเนื้อแดง เครื่องในสัตว์ และอาหารทะเล รวมไปถึงผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกิน และผู้ป่วยโรคเกาต์ อาหารเหล่านี้มีสารพิวรีนสูง ซึ่งเมื่อร่างกายเผาผลาญจะทำให้เกิดกรดยูริก หากกรดยูริกมีปริมาณมากเกินไป ประกอบกับปัสสาวะมีความเป็นกรดสูง (pH ต่ำ) และมีปริมาณน้ำหล่อเลี้ยงไม่เพียงพอ กรดยูริกจะตกตะกอนกลายเป็นก้อนนิ่วได้อย่างรวดเร็ว การดื่มน้ำเปล่าปริมาณมากเพียงพอจะช่วยปรับความเป็นกรดด่างของปัสสาวะให้สมดุลและช่วยเร่งการขับกรดยูริกออกจากร่างกาย


อันตรายจากการปล่อยให้นิ่วอุดตันในร่างกาย
หลายคนอาจมองข้ามความสำคัญของการดื่มน้ำและคิดว่านิ่วเป็นเพียงโรคที่ทำให้เกิดอาการปวดเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง หากปล่อยให้นิ่วอุดตันในระบบทางเดินปัสสาวะเป็นเวลานานโดยไม่ได้รับการรักษา อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้


ภาวะไตอักเสบและการติดเชื้อในกระแสเลือด
เมื่อก้อนนิ่วหลุดจากไตลงมาอุดตันที่ท่อไต จะทำให้ปัสสาวะไม่สามารถไหลผ่านลงสู่กระแสปัสสาวะได้ตามปกติ เกิดการคั่งค้างของน้ำปัสสาวะเหนือจุดที่อุดตัน สภาพแวดล้อมที่น้ำปัสสาวะหยุดนิ่งเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ชั้นดีของเชื้อแบคทีเรีย นำไปสู่การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะอย่างรุนแรง ทำให้เกิดภาวะกรวยไตอักเสบเฉียบพลัน ผู้ป่วยจะมีไข้สูง หนาวสั่น ปวดหลังอย่างรุนแรง หากปล่อยทิ้งไว้เชื้อแบคทีเรียสามารถลุกลามเข้าสู่กระแสเลือด ก่อให้เกิดภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ทำให้ความดันโลหิตต่ำ อวัยวะล้มเหลว และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตหากได้รับยาปฏิชีวนะไม่ทันท่วงที


ความเสี่ยงโรคไตวายเรื้อรังจากการรักษาไม่ทันเวลา
ผลกระทบระยะยาวจากการอุดตันของนิ่วคือการทำลายเนื้อเยื่อไต เมื่อน้ำปัสสาวะคั่งค้างเป็นเวลานาน แรงดันภายในกรวยไตจะเพิ่มสูงขึ้น แรงดันนี้จะไปกดทับและทำลายเซลล์เนื้อเยื่อไตที่ทำหน้าที่กรองของเสีย หากมีการอุดตันแบบเรื้อรังหรือเป็น ๆ หาย ๆ ประสิทธิภาพการทำงานของไตจะค่อย ๆ เสื่อมถอยลงอย่างถาวร นำไปสู่ภาวะไตเสื่อมและโรคไตวายเรื้อรังในที่สุด ผู้ป่วยในระยะนี้อาจต้องพึ่งพากระบวนการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมไปตลอดชีวิต ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมหาศาลต่อคุณภาพชีวิตและมีค่าใช้จ่ายในการรักษาสูงมาก


เครื่องดื่มทดแทนน้ำเปล่าที่อาจเพิ่มความเสี่ยงนิ่ว
พฤติกรรมของคนยุคใหม่มักนิยมดื่มเครื่องดื่มที่มีรสชาติเพื่อดับกระหายแทนการดื่มน้ำเปล่าบริสุทธิ์ แม้เครื่องดื่มเหล่านี้จะเป็นของเหลว แต่ส่วนประกอบที่แฝงอยู่กลับเป็นตัวการสำคัญที่เพิ่มภาระให้ไตและกระตุ้นการเกิดโรคนิ่ว


โทษของน้ำหวานและน้ำอัดลมต่อการทำงานของกรองไต
การดื่มน้ำหวาน ชานมไข่มุก หรือน้ำผลไม้ปรุงแต่งที่อุดมไปด้วยน้ำตาลฟรุกโตสปริมาณสูง ส่งผลเสียต่อการทำงานของไตอย่างชัดเจน น้ำตาลฟรุกโตสจะไปกระตุ้นให้ร่างกายขับแคลเซียม ออกซาเลต และกรดยูริกออกมาทางปัสสาวะมากยิ่งขึ้น ซึ่งล้วนเป็นสารตั้งต้นของนิ่ว นอกจากนี้ ในน้ำอัดลมส่วนใหญ่โดยเฉพาะน้ำอัดลมสีดำ จะมีส่วนผสมของกรดฟอสฟอริก (Phosphoric acid) ที่ทำหน้าที่เพิ่มความซ่า กรดชนิดนี้จะไปเปลี่ยนแปลงสภาพความเป็นกรดด่างในปัสสาวะ ทำให้โอกาสที่แร่ธาตุจะตกตะกอนกลายเป็นนิ่วสูงขึ้น ผู้ที่ติดการดื่มน้ำหวานแทนน้ำเปล่าจึงมีความเสี่ยงสูงกว่าคนปกติอย่างมีนัยสำคัญ


ชาและกาแฟเข้มข้นตัวการดึงน้ำออกจากเซลล์
เครื่องดื่มยอดฮิตอย่างชาและกาแฟมีสารคาเฟอีนเป็นส่วนประกอบหลัก คาเฟอีนมีฤทธิ์เป็นยาขับปัสสาวะอ่อน ๆ (Mild Diuretic) เมื่อดื่มเข้าไปร่างกายจะถูกกระตุ้นให้ขับน้ำออกทางปัสสาวะมากกว่าปริมาณน้ำที่ได้รับเข้ามา หากผู้ดื่มไม่ยอมดื่มน้ำเปล่าชดเชยตามเข้าไป ร่างกายจะเข้าสู่ภาวะขาดน้ำแฝง ส่งผลให้ปัสสาวะที่ถูกผลิตออกมามีความเข้มข้นสูง นอกจากนี้ ชาหลายชนิดโดยเฉพาะชาดำและชาเย็น ยังมีสารออกซาเลตในปริมาณที่ค่อนข้างสูง การดื่มชาเข้มข้นในปริมาณมากโดยปราศจากการดื่มน้ำเปล่าตามอย่างเพียงพอ จึงเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดนิ่วแคลเซียมออกซาเลตได้อย่างคาดไม่ถึง

วิธีดื่มน้ำให้ห่างไกลนิ่วตามหลักการแพทย์
การดื่มน้ำไม่ใช่แค่เพียงยกแก้วดื่มเมื่อรู้สึกกระหาย แต่มีหลักการและเทคนิคทางการแพทย์ที่จะช่วยให้ร่างกายได้รับประโยชน์สูงสุดจากน้ำเปล่า ช่วยรักษาสมดุลและป้องกันการเกิดนิ่วได้อย่างยั่งยืน


สูตรคำนวณปริมาณน้ำที่ร่างกายต้องการต่อวัน
ความต้องการน้ำของแต่ละบุคคลนั้นไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัว กิจกรรมประจำวัน และสภาพอากาศ โดยทั่วไปหลักการแพทย์มีสูตรคำนวณปริมาณน้ำที่เหมาะสมอย่างง่าย ๆ คือ



  • น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) x 30 ถึง 33 มิลลิลิตร = ปริมาณน้ำที่ต้องการต่อวัน


ตัวอย่างเช่น ผู้ที่มีน้ำหนักตัว 60 กิโลกรัม ควรดื่มน้ำประมาณ 1,800 – 1,980 มิลลิลิตร (หรือเกือบ 2 ลิตร) ต่อวัน



  • ทั้งนี้ หากคุณต้องทำงานกลางแจ้ง ออกกำลังกายอย่างหนัก หรือมีเหงื่อออกมาก ควรเพิ่มปริมาณน้ำขึ้นอีกอย่างน้อย 500 มิลลิลิตร เพื่อชดเชยน้ำที่สูญเสียไปทางผิวหนังและลมหายใจ การตั้งเป้าหมายดื่มน้ำให้ได้วันละ 8-10 แก้ว จึงเป็นมาตรฐานพื้นฐานที่ใช้ได้ผลดีกับคนส่วนใหญ่


เทคนิคการจิบน้ำตลอดวันเพื่อรักษาความสมดุลของระบบขับถ่าย
การดื่มน้ำรวดเดียวปริมาณมาก ๆ ในครั้งเดียว ไม่ได้ให้ผลดีเท่าที่ควร เพราะไตจะขับน้ำส่วนเกินออกมาอย่างรวดเร็ว ทำให้ร่างกายไม่ได้นำน้ำไปใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เทคนิคที่ถูกต้องคือการ “จิบน้ำเรื่อย ๆ ตลอดทั้งวัน” โดยสามารถปรับใช้ได้ดังนี้



  • ดื่มน้ำ 1-2 แก้วทันทีหลังตื่นนอน เพื่อชดเชยน้ำที่สูญเสียไปขณะหลับและกระตุ้นระบบขับถ่าย

  • พกกระบอกน้ำติดตัวเสมอ วางไว้บนโต๊ะทำงานหรือในกระเป๋า เพื่อเป็นการเตือนตัวเองให้จิบน้ำทุก ๆ 1 ชั่วโมง

  • ดื่มน้ำก่อนมื้ออาหาร 30 นาที ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานดีขึ้น และหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำปริมาณมากระหว่างกินอาหาร

  • สังเกตสีปัสสาวะ หากเข้าห้องน้ำแล้วพบว่าปัสสาวะเริ่มมีสีเหลืองเข้ม ให้รีบดื่มน้ำเปล่าชดเชยทันที


สัญญาณอาการที่ต้องรีบมาพบแพทย์โดยด่วน
โรคนิ่วในช่วงแรกเริ่มที่ก้อนยังมีขนาดเล็กอาจไม่มีอาการแสดงใด ๆ แต่เมื่อก้อนนิ่วเริ่มขยายขนาด เลื่อนหลุด หรือก่อให้เกิดการอุดตัน ร่างกายจะส่งสัญญาณเตือนที่ชัดเจน หากพบอาการดังต่อไปนี้ ไม่ควรนิ่งนอนใจหรือซื้อยามากินเอง แต่ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยโดยทันที



  • ปวดท้องรุนแรงแบบบิดเกร็ง มักปวดบริเวณบั้นเอว ด้านหลัง หรือบริเวณชายโครง และอาจปวดร้าวลงมาถึงบริเวณขาหนีบ อัณฑะ หรือช่องคลอด อาการปวดมักจะเกิดขึ้นเป็นพัก ๆ อย่างรุนแรง

  • ปัสสาวะมีเลือดปน ก้อนนิ่วที่เคลื่อนตัวอาจครูดกับผนังท่อปัสสาวะ ทำให้มีเลือดออก ปัสสาวะอาจมีสีชมพู แดง หรือสีคล้ายน้ำล้างเนื้อ

  • ปัสสาวะแสบขัดหรือกะปริบกะปรอย รู้สึกปวดเบ่งเวลาปัสสาวะ ปัสสาวะไม่สุด หรือต้องเข้าห้องน้ำบ่อยผิดปกติ

  • มีไข้สูงและหนาวสั่น ร่วมกับอาการคลื่นไส้อาเจียน เป็นสัญญาณอันตรายที่บ่งบอกว่าอาจเกิดภาวะติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะร่วมด้วย

  • ปัสสาวะไม่ออก หากรู้สึกปวดปัสสาวะแต่เบ่งไม่ออกเลย ถือเป็นภาวะฉุกเฉินที่ระบบทางเดินปัสสาวะอาจถูกอุดตันโดยสมบูรณ์ ต้องได้รับการรักษาแก้ไขอย่างเร่งด่วนเพื่อป้องกันภาวะไตวาย


สรุป
น้ำเปล่าคือยาขนานเอกที่ธรรมชาติมอบให้ ร่างกายที่ขาดน้ำเปรียบเสมือนเครื่องจักรที่ขาดน้ำมันหล่อลื่น การดื่มน้ำเปล่าที่สะอาดและเพียงพอต่อวัน เป็นปราการด่านแรกที่สำคัญที่สุดในการป้องกันโรคนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ ช่วยเจือจางแร่ธาตุและของเสียไม่ให้ตกตะกอนเป็นก้อนแข็ง ทั้งยังช่วยชะล้างระบบกรองของไตให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมลดการบริโภคอาหารรสจัด ลดเครื่องดื่มหวานจัดหรือคาเฟอีนสูง แล้วหันมาจิบน้ำเปล่าอย่างสม่ำเสมอตลอดวัน ไม่เพียงแต่จะช่วยให้คุณห่างไกลจากความเจ็บปวดทรมานของโรคนิ่ว แต่ยังส่งผลดีต่อสุขภาพร่างกายในองค์รวมอย่างมหาศาล อย่ารอให้ร่างกายส่งสัญญาณเตือนด้วยความเจ็บปวด เริ่มต้นดูแลไตของคุณตั้งแต่วันนี้ด้วยการดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ


 

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคนิ่ว
Q: ดื่มน้ำแร่บ่อย ๆ จะทำให้เกิดโรคนิ่วหรือไม่
A: ในคนทั่วไปที่มีสุขภาพปกติ การดื่มน้ำแร่ไม่ทำให้เกิดโรคนิ่ว ร่างกายสามารถดูดซึมและขับแร่ธาตุส่วนเกินออกได้ตามปกติ อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่มีประวัติเคยเป็นนิ่วชนิดแคลเซียม ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยง เนื่องจากน้ำแร่บางยี่ห้อมีปริมาณแคลเซียมและโซเดียมค่อนข้างสูง


Q: หากเป็นนิ่วแล้ว ก้อนนิ่วสามารถหลุดออกมาได้เองหรือไม่
A: ได้ หากก้อนนิ่วมีขนาดเล็กกว่า 4-5 มิลลิเมตร และผู้ป่วยไม่มีภาวะแทรกซ้อน แพทย์อาจแนะนำให้ดื่มน้ำปริมาณมาก ๆ (มากกว่า 2.5-3 ลิตรต่อวัน) เพื่อช่วยขับก้อนนิ่วให้หลุดออกมาพร้อมกับปัสสาวะ แต่หากก้อนใหญ่กว่านั้นมักต้องอาศัยการรักษาทางการแพทย์ เช่น การสลายนิ่วด้วยคลื่นกระแทก (ESWL) หรือการส่องกล้อง


Q: มีความเชื่อว่าการดื่มเบียร์ช่วยขับนิ่วได้ จริงหรือไม่
A: เป็นความเชื่อที่ผิดและเป็นอันตราย แม้ว่าแอลกอฮอล์ในเบียร์จะมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ทำให้ผู้ดื่มเข้าห้องน้ำบ่อย แต่การดื่มเบียร์กลับทำให้ร่างกายเข้าสู่ภาวะขาดน้ำ นอกจากนี้เบียร์ยังมีสารพิวรีนสูง ซึ่งจะไปเพิ่มระดับกรดยูริกในเลือดและปัสสาวะ เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดนิ่วกรดยูริกแทน


Q: ผู้ที่เคยเป็นนิ่วแคลเซียมออกซาเลต ควรงดอาหารที่มีแคลเซียมทุกชนิดใช่หรือไม่
A: เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน การงดแคลเซียมโดยสิ้นเชิงกลับเพิ่มความเสี่ยงโรคนิ่ว เนื่องจากไม่มีแคลเซียมไปช่วยดักจับสารออกซาเลตในทางเดินอาหาร ทำให้ออกซาเลตถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดและไปที่ไตมากขึ้น ควรกินแคลเซียมในปริมาณที่เหมาะสมควบคู่กับการลดอาหารที่มีออกซาเลตสูงและดื่มน้ำให้มากพอ


Q: ยาสมุนไพรต่าง ๆ สามารถละลายนิ่วให้หายขาดได้จริงไหม
A: ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ที่ยืนยันแน่ชัดว่ามียาสมุนไพรชนิดใดที่สามารถละลายก้อนนิ่วให้หายไปได้ 100% การใช้สมุนไพรบางชนิดอาจมีฤทธิ์เพียงแค่ขับปัสสาวะ แต่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผลึกของนิ่วได้ การพึ่งพาสมุนไพรโดยไม่ปรึกษาแพทย์อาจทำให้เสียโอกาสในการรักษาและเกิดผลเสียต่อตับหรือไตได้

ข้อมูลโดย
รศ. นพ.ชินเขต เกษสุวรรณ
สาขาวิชาศัลยศาสตร์ระบบปัสสาวะ ภาควิชาศัลยศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา https://www.rama.mahidol.ac.th/ramachannel/article/%E0%B8%94%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A2-%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%99