รู้ทันมะเร็งเต้านม ภัยเงียบ พบมากเป็นอับดับ 1 ในผู้หญิง

มะเร็งเต้านม พบมากเป็นอับดับหนึ่งในผู้หญิง โดยพบเป็นสัดส่วนเกือบ 1 ใน 4 ของมะเร็งในผู้หญิงทั้งหมด และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี ซึ่งปัจจุบันมะเร็งเต้านมยังไม่มีวัคซีนป้องกัน ดังนั้นการรู้จักปัจจัยเสี่ยง และการตรวจคัดกรองจึงมีความสำคัญมาก


นายแพทย์สกานต์ บุนนาค รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า จากการศึกษาปัจจุบันพบว่ามะเร็งเต้านมร้อยละ 5-10 เกิดจากพันธุกรรมที่ผิดปกติ เช่น BRCA1 BRCA2 โดยสามารถถ่ายทอดจากบิดามารดาไปยังบุตรได้ อย่างไรก็ตาม มะเร็งเต้านมส่วนใหญ่เกิดจากการกลายพันธุ์ของเซลล์ปกติ ซึ่งปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งเต้านมมีหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการมีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านม การมีพันธุกรรมผิดปกติ เคยมีรอยโรคเต้านมที่มีความเสี่ยงสูง เช่น Atypical Hyperplasia เคยได้รับการฉายแสงบริเวณทรวงอก มีเนื้อเต้านมหนาแน่น การได้รับฮอร์โมนเอสโตรเจน เป็นเวลานาน เช่น คนไข้ที่มีประจำเดือนก่อนอายุ 12 ปี หรือภาวะหมดประจำเดือนเมื่ออายุมากกว่า 55 ปี ไม่มีบุตร หรือมีบุตรคนแรกเมื่ออายุมากกว่า 30 ปี ไม่เคยให้นมบุตร การได้รับยาคุมกำเนิดหรือฮอร์โมนทดแทนเป็นเวลานาน นอกจากนี้พฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การดื่มเหล้า สูบบุหรี่ ภาวะโรคอ้วน ก็เพิ่มความเสี่ยงของมะเร็งเต้านมเช่นกัน


แพทย์หญิงมนัญญา ภัทรวิตตากร แพทย์ที่ปรึกษา งานศัลยศาสตร์มะเร็งเต้านม สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวว่า ในผู้หญิงควรมีการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมเพื่อลดความเสี่ยงการเป็นมะเร็งเต้านม โดยสามารถทำได้ด้วยการตรวจเต้านมด้วยตัวเอง (Breast Self Examination : BSE) เดือนละครั้ง ตั้งแต่อายุ 25 ปีขึ้นไป และแนะนำให้ตรวจวันที่ 7 หลังจากมีประจำเดือนวันแรก เต้านมไม่คัดตึง เพื่อคลำก้อนได้ง่าย เมื่ออายุถึง 40 ปีขึ้นไป ควรเข้ารับการตรวจเต้านมโดยบุคลากรทางการแพทย์ (Clinical Breast Examination : CBE) ควบคู่ไปกับการตรวจด้วยวิธีแมมโมแกรมและอัลตราซาวนด์ (Mammogram and Ultrasound) เป็นประจำทุกปี โดยการตรวจด้วยวิธีแมมโมแกรมจะช่วยให้มองเห็นหินปูนขนาดเล็กได้อย่างชัดเจน ในขณะที่อัลตราซาวนด์จะช่วยให้เห็นก้อนหรือถุงน้ำได้ดี แม้การตรวจด้วยวิธีแมมโมแกรมจะได้รับรังสี แต่ก็เป็นปริมาณที่น้อยมากและมีความเสี่ยงในระดับต่ำมาก จึงเป็นวิธีมาตรฐานที่แนะนำให้ผู้หญิงทุกคนตรวจเมื่อถึงเกณฑ์หรือมีความเสี่ยงตามที่แพทย์แนะนำ ซึ่งจะช่วยให้ตรวจพบมะเร็งตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ช่วยลดอัตราการตายจากมะเร็งเต้านม และเพิ่มโอกาสการสงวนเต้าไว้ได้ ส่วนในรายที่ตรวจพบความผิดปกติทางพันธุกรรม ควรเริ่มตรวจเต้านมโดยแพทย์ ตรวจแมมโมแกรมและอัลตราซาวนด์ รวมทั้งส่งตรวจรังสีวินิจฉัยพิเศษเพิ่มเติม เช่น การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) ได้ตั้งแต่อายุ 25 ปี ตามคำแนะนำของแพทย์


การตรวจแมมโมแกรม และ อัลตราซาวนด์จะรายงานเป็น BIRADS category โดยแบ่งตามความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านม ซึ่ง BIRADS 1 และ BIRADS 2 แนะนำให้ตรวจติดตามทุกปี BIRADS 3 ตรวจพบรอยโรคที่มีโอกาสเป็นมะเร็งน้อยกว่า 2% แนะนำตรวจติดตามที่ 6 เดือน และ BIRADS 4 และ BIRADS 5 ตรวจพบความผิดปกติที่ควรต้องตรวจชิ้นเนื้อ หลังจากวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเต้านม จะต้องตรวจหาระยะของโรค และชนิดของมะเร็ง เพื่อวางแผนการรักษา หากตรวจพบมะเร็งในระยะเริ่มต้น สามารถรักษาให้หายได้


อย่างไรก็ตาม มะเร็งเต้านมในระยะเริ่มต้นมักไม่แสดงอาการ หากท่านสังเกตพบความผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็นการคลำได้ก้อนที่เต้านมหรือรักแร้ เจ็บเต้านม เต้านมบวมแดง หรือผิวหนังหนาขึ้น ผิวหนังบุ๋มหรือมีลักษณะคล้ายผิวส้ม รูปร่างหรือขนาดเต้านมเปลี่ยนแปลง หัวนมบุ๋มที่เพิ่งเกิด มีผื่นคันหรือแผลที่หัวนม มีเลือดหรือของเหลวไหลจากหัวนม สามารถมาพบแพทย์ได้โดยไม่ต้องรอให้อายุถึงเกณฑ์การตรวจคัดกรองข้างต้น หากท่านมีข้อสงสัยสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากสถาบันมะเร็งแห่งชาติผ่านทาง Facebook : สถาบันมะเร็งแห่งชาติ National Cancer Institute และ NCI รู้สู้มะเร็ง


 


 


กรมการแพทย์
สถาบันมะเร็งแห่งชาติ


 28 ตุลาคม 2569