อายุ 80 ขึ้น กลับมีสมองเหมือน 50 ทำได้อย่างไร?

ใครว่าอายุมากสมองต้องไม่ดี
วันที่ 18 ธันวาคม น.พ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสมอง หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โพสต์เฟซบุ๊ก เรื่องของงานวิจัย สถาบันทาง ประสาทวิทยาศาสตร์ หลักของประเทศสเปนที่มีการทำงานร่วมกันกับสถาบันของเยอรมนีและฟินแลนด์ และตีพิมพ์ใน วารสาร Lancet Healthy Longev เดือน กรกฎาคม 2023 เรื่องสมองของผู้สูงวัย ซึ่งน่าสนใจว่า วิธีปฏิบัติ หรือกิจวัตรประจำวัฒน์ มีผลต่อสมองของคนเรามาก โดย มีเนื้อหาต่อไปนี้
คนทั่วๆไปนั้น มักยอมรับกันว่าเมื่อสูงวัยขึ้นพอเริ่มมีความจำหดหายลงหรือจำได้บ้างไม่ได้บ้าง และเมื่อลืมไปแล้วบางครั้งถึงคิดออก
โดยสรุปว่าเป็นเรื่องปกติที่ทุกคนต้องมีและสมองเสื่อม เป็นตามวัย
แต่ในความเป็นจริงนั้น สิ่งที่ดูเหมือนว่าหรือคิดไปว่าเป็นเรื่องธรรมดา แท้จริงแล้ว เป็นความไม่ปกติ หรือเป็นโรคซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุโดยเฉพาะที่เป็นโรคความเสื่อมของสมองเช่น อัลไซเมอร์ หรือเกิดขึ้นจากเส้นเลือดมีการอุดตันทั่วไปหรือที่อยู่ก็จุกระจายอยู่ในตำแหน่งสำคัญ หรือมีหลายสาเหตุร่วมกัน
แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นที่สังเกตว่าคนสูงวัยโดยมีอายุตั้งแต่ 80 ขึ้นไปกลับมีความจำสดใสเฉกเช่นคนที่มีอายุน้อยกว่า 30 ปีด้วยซ้ำ และขนานนามกันว่าเป็น “superagers” หรือ สว สมองใส หรือ สูงวัยแต่สมองยังซุปเปอร์
เหล่านี้เป็นที่มาของการศึกษาระดับใหญ่โต ของสถาบันทาง ประสาทวิทยาศาสตร์ หลักของประเทศสเปนที่มีการทำงานร่วมกันกับสถาบันของเยอรมนีและฟินแลนด์ และตีพิมพ์ใน วารสาร Lancet Healthy Longev เดือน กรกฎาคม 2023
ทั้งนี้โดยมีการเลือก สว สมองใสหรือสมองซุปเปอร์ จากประชากรที่อยู่ในโครงการ Vellecas และ มีการติดตามระยะยาว โดยระดมอาสาสมัคร เริ่มต้น ระหว่าง วันที่ 10 ตุลาคม 2011 และ 14 มกราคม 2014 อายุ 79.5 ปีหรือสูงกว่า
โดยการประเมินสภาพความจำ (delayed verbal episodic memory score) และใช้ Free and Cued Selective Reminding Test and with three non-memory tests (the 15-item version of the Boston Naming Test, the Digit Symbol Substitution Test, and the Animal Fluency Test) ทั้งนี้ สว สมองใส จะต้องมีผลการตรวจที่จำเพาะประเภท อยู่ที่ระดับของคนอายุ 50 ถึง 56 ปี หรือ ได้คะแนนสูงกว่า และต้องได้คะแนนที่ อยู่ที่ระดับเดียวกันหรือสูงกว่าสำหรับคนที่อายุเท่ากันและมีระดับการศึกษาระดับเดียวกัน
การติดตาม อยู่ในช่วงระยะเวลาห้าถึงหกปีตั้งแต่เริ่มเข้าการศึกษา
เมื่อสิ้นสุดการศึกษาแล้วนั้นพบว่ามี สว สมองใส 64 คน อายุเฉลี่ย 81.9 ปีเป็นผู้หญิง 59% และผู้ชาย 41% และมี สว สมองปกติ ไม่ใส 55 คน อายุเฉลี่ย 82.4 ปีโดยที่ 64% เป็นผู้หญิงและ 36% เป็นผู้ชาย
สว สมองใส จากการ ประเมินตัวชี้วัด 89 ตัว ที่เกี่ยวข้องกับ ข้อมูลประจำตัวทั่วไป พฤติกรรมการดำเนินชีวิต ไลฟสไตล์ และ ลักษณะของแต่ละคน พบว่า

1-มีการเคลื่อนไหวร่างกายตลอดเวลาสม่ำเสมอ (ไม่ได้หมายความว่าต้องออกกำลังกายเป็นบ้าเป็นหลัง) ทำกิจกรรมกาย ทำสวน รดน้ำต้นไม้ เดิน ไปนู่นนี่
2- มีสุขภาพจิตดีเยี่ยมไม่หมกมุ่นอยู่กับความกังวล หดหู่ ซึมเศร้า แม้จะอยู่คนเดียว เพราะคู่ชีวิตเสียไปแล้วหรือหย่า มิสนใจใครว่าร้าย (เพราะคนคิดไม่ดี ขึ้งเครียด สมองจะเสื่อมเอง อันนี้ หมอว่าเอง)
3- มีการเล่นเครื่องดนตรีไม่ว่าจะเป็นสมัครเล่นหรืออาชีพก็ตาม ตั้งแต่วัยกลางคน เรื่อยมาตลอด (เล่นเก่งมั้ยเก่ง ไม่ได้ระบุ ขอให้มีความสุข หมอว่าเอง)
ทั้งนี้ ไม่ขึ้นอยู่กับเศรษฐฐานะ ระดับความสูงส่งทางการศึกษา แม้กระทั่งโรคประจำกาย
นอกจากนั้น สว ใส เหล่านี้ ยังพบจากการตรวจ คอมพิวเตอร์สมองอย่างละเอียด โดยที่มีการฝ่อเหี่ยว เปลือกผิวสมองในตำแหน่งต่างๆ ช้ากว่า สว ปกติ และยังฝ่อช้าในส่วนของสมองกลีบขมับด้านในที่เกี่ยวข้องกับความจำ และใจกลางสมอง ที่เกี่ยวข้องกับความกระฉับกระเฉงการเคลื่อนไหวไม่ทอดหุ่ย
เนือยนิ่ง
และทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้น่าจะใช้เป็นกลยุทธ์ ถ้ากระฉับกระเฉง มีกิจกรรมกาย ไม่ทอดหุ่ย ในชีวิตประจำวัน เดิน มีสุขภาพจิตดี ไม่กังวลหดหู่ อารมณ์ชื่นมื่น ดนตรี ฟังเพลง จนถึงถ้าหัดเล่นเครื่องดนตรี หรือเล่นเป็นอยู่แล้ว ตั้งแต่วัยกลางคน ทำให้ความจำดีขึ้นเหมือนอายุสมองอ่อนลงไปอีก 30 ปี
อีกกลยุทธ์ ในวารสาร frontiers Neuroscience กรกฎาคม 2023 คนอายุ 60 ถึง 85 สุขภาพร่างกายปกติและมีการประเมินความจำ โดยให้ได้กลิ่นเครื่องหอมระเหย (odorant diffuser) คืนละ 2 ชั่วโมง ได้แก่ เช่น กลิ่น กุหลาบ ส้ม ยูคาลิปตัส มะนาว เป๊ปเปอร์มิ้นท์ โรสแมรี่ ลาเวนเดอร์
ผ่านไปหกเดือนตรวจสอบพบว่า ความจำดีขึ้น 226% และยืนยันจากการประเมิน ประสิทธิภาพของเส้นใยประสาท พบว่ามีการเชื่อมโยงระหว่างสมองส่วนหน้า orbitofronatal cortex เข้ากับสมองส่วนความจำ temporal lobe โดยผ่านทาง uncinate fassciculus
แต่ทั้งนี้ต้องไม่ลืมว่าประเภทของอาหาร ผัก ผลไม้กากไย ถั่ว ธัญพืช งด ลดเนื้อสัตว์ ทานปลาได้ ลดแป้ง ร่างกายและสมองจะยิ่งสดใสขึ้นไปอีก โดยที่ลักษณะของอาหารเป็นอาหารช่วยชีวิตและสมอง ซึ่งถ้าร่างกายดีจะส่งผลทำให้มีการปกป้องสมองด้วย
ทั้งนี้เนื่องจากจะไม่มีการสร้างสารอักเสบขึ้นจากลำไส้โดยที่ถ้ามีจุลินทรีย์ไม่ดี จากการที่กิน “อาหารทำลายชีวิต” ไม่ใช่ อาหารช่วยชีวิต กินเนื้อสัตว์บก แป้ง ของหวาน จะเกิดการผลิตสารอักเสบจาก จุลินทรีย์ไม่ดี ทำให้ผนังเยื่อบุลำไส้รั่ว การอักเสบหลั่งไหลไปทั่วร่างกาย เกิดความผิดปกติของเส้นเลือดในร่างกายและเส้นเลือดในสมอง ซึ่งจะเร่งกระตุ้นทำให้เกิดการอักเสบ “รอบสอง”ในสมองและกระตุ้นการสร้างโปรตีนพิษบิดเกลียวในสมอง โดยไม่สามารถคลี่เกลียวหรือขับทิ้งไปได้อย่างหมดจด
และทำให้เซลล์สมองเกิดความผิดปกติตามลำดับขั้นตอน ทางเมตาบอลิซึม จน เกินระดับที่จะทนทานได้ ทำให้เริ่มมีความแปรปรวนของการทำงานหน้าที่ของสมองและต่อไปมีผลกระทบในโครงสร้างของเซลล์สมองจนกระทั่งมีความเสียหายถาวร (Micro และ macrocellular damage)
อาจเป็นไปได้ว่ากลยุทธ์ในการดำเนินชีวิต ไลฟสไตล์ ดังข้างต้น จะสามารถช่วยป้องกันพยาธิสภาพหรือความเสียหายที่เกิดขึ้นในสมองได้จริง เพราะการฝ่อเหี่ยวนั้นช้าลงอย่างชัดเจน แต่ก็เป็นไปได้ ที่จะมีการเพิ่มประสิทธิภาพ ในการสื่อสารส่งต่อข้อมูลกันในระหว่างเซลล์สมองในบริเวณเดียวกันและบริเวณต่างๆทั้งสมองโดยผ่านเส้นใยประสาท ดังที่แม้ ได้กลิ่นหอมระเหย เวลานอนทำให้มีความสุข ก็ยังช่วยได้ แม้ว่าเราจะตัดประเด็นของการที่มียีนพิเศษของมนุษย์อยู่ด้วยก็ตามแต่ข้อมูลทั้งหลายจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ยังคงยืนยันว่าแม้เกิดมาชะตาชีวิตไม่ดี แต่เราก็ยังสามารถเอาชนะได้
และนี่คือความสำคัญ
ของการปฎิบัติตัว ที่แม้จะมีสมองเสียหายแล้วแต่ภายนอกก็ยังดูดีอยู่ได้ (resilience) จนกระทั่งถึงการชะลอไม่ให้สมองเสียหายเร็วและปรับกระบวนทัศน์ของการใช้พลังงานให้เป็นในรูปแบบของ autophagy คือใช้พลังงานอย่างประหยัดเมื่อขยะและรีไซเคิลนั่นเอง
สุขภาพดีสมองใสขึ้นอยู่กับตนเองต้องลงทุนอย่าคิดว่าจะมีทางลัด มีเงินทองล้นฟ้าก็ช่วยไม่ได้นะครับ