Getty Images
งานวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่า นักเพาะกายมืออาชีพมีโอกาสเสียชีวิตจากภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันมากกว่า
นักเพาะกายสมัครเล่นถึง 5 เท่า
สเตฟานี โรดริเกส
Role,บีบีซีแผนกภาษาบราซิล
Published1 สิงหาคม 2026
เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ไมล์ซอน อาราอูโจ โพสต์รูปถ่ายของเขาที่ยิมที่เขามักทำอยู่บ่อยๆ รูปๆ นั้นเผยให้เห็นรูปร่างที่ทำให้เขากลายเป็นนักเพาะกายมืออาชีพและอินฟลูเอนเซอร์ด้านฟิตเนสที่มีผู้ติดตามหลายหมื่นคน
เขาสวมเสื้อกล้ามสีแดง โชว์กล้ามแขนที่บึกบึนราวกับเป็นท่อนแขนของซูเปอร์ฮีโร
ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา ชาวบราซิลวัย 35 ปีคนนี้ก็เสียชีวิตหลังเกิดอาการป่วยกะทันหันที่บ้านของเขาในรัฐบาเยีย ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของบราซิล
สาเหตุการเสียชีวิตของอาราอูโจยังไม่ได้รับการยืนยัน แต่เขาเป็นหนึ่งในนักเพาะกายหลายคนที่เสียชีวิตอย่างกะทันหัน
เมื่อช่วงปลายเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา กาเบรียล แกนเลย์ นักเพาะกายวัยหนุ่มที่โด่งดังคนหนึ่งของบราซิล เสียชีวิตด้วยวัย 22 ปีจากภาวะหัวใจหยุดเต้น ขณะที่เมื่อปีที่แล้ว นักเพาะกายชาวบราซิล 2 รายที่อยู่ในวัย 30 และ 40 ปี เสียชีวิตจากภาวะที่เกี่ยวข้องกับหัวใจ โดยหนึ่งในนั้นเสียชีวิตระหว่างการแข่งขัน
นอกจากนี้ ยังมีรายงานการเสียชีวิตในลักษณะคล้ายคลึงกันนี้เกิดขึ้นทั่วโลก เช่น กรณีของดัลลัส แมคคาร์เวอร์ นักเพาะกายชาวอเมริกัน ซึ่งเสียชีวิตเมื่อปี 2017 ด้วยวัย 26 ปี กรณีของโจ ลินด์เนอร์ ฟิตเนสอินฟลูเอนเซอร์และนักเพาะกายชาวเยอรมันที่เสียชีวิตเมื่อปี 2023 ขณะมีอายุได้ 30 ปี
จากกรณีต่างๆ เหล่านี้ เหตุใดกลุ่มนักเพาะกายซึ่งดูเหมือนจะเป็นคนที่ร่างกายแข็งแรงและฟิตอยู่เสมอ จึงเสียชีวิตอย่างกะทันหันขณะพวกเขายังมีอายุไม่มากนัก

Maddie Meyer/Getty Images
ดัลลัส แมคคาร์เวอร์ นักเพาะกายชาวอเมริกัน ระหว่างการแข่งขันรายงานอาร์โนลด์ คลาสสิกในเมืองโคลัมบัส รัฐโอไฮโอ เมื่อเดือน มี.ค. 2017 ต่อมาเขาเสียชีวิตหลังจากแข่งขันในปีเดียวกัน
ความเสี่ยงของการแข่งขันเพาะกายถูกเสนอไว้ในงานวิจัยปี 2025 นักวิจัยได้ติดตามนักเพาะกายสมัครเล่นและนักเพาะกายมืออาชีพราว 20,000 ราย ที่เข้าร่วมการแข่งขันต่างๆ ซึ่งจัดโดยองค์กรกำกับดูแลกีฬาชนิดนี้ในช่วงระหว่างปี 2005 2020
งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารด้านหัวใจที่ชื่อว่า ยูโรเปียน ฮาร์ต เจอร์นัล พบว่านักกีฬาเพาะกายอาชีพมีโอกาสเสียชีวิตจากภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันมากกว่านักเพาะกายสมัครเล่นที่เข้าร่วมการแข่งขันมากกว่า 5 เท่า โดยภาวะนี้คือการที่หัวใจหยุดเต้นลงอย่างกะทันหัน
ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันเป็นโรคที่พบได้น้อยในกลุ่มคนหนุ่มสาวอายุน้อย กลุ่มคนที่มีสุขภาพแข็งแรง แต่ภาวะนี้มักมีความเกี่ยวข้องกับโรคหัวใจและหลอดเลือดที่เป็นโรคประจำตัวอยู่เดิม
การศึกษานี้พบผู้เสียชีวิตจำนวน 121 ราย โดย 46 รายในจำนวนนี้จัดเป็นการเสียชีวิตจากภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน
อายุเฉลี่ยของผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 45 ปี แต่ในกลุ่มนักกีฬาที่ยังคงลงแข่งขันอยู่นั้น อายุเฉลี่ยอยู่ที่เพียง 34.7 ปีเท่านั้น
ดร.มาร์โก เวคคิอาโต จากมหาวิทยาลัยปาดัวในอิตาลี ผู้เขียนหลักของงานวิจัยชิ้นนี้ กล่าวว่ามีปัจจัยหลายประการที่อาจมีส่วนต่อการเสียชีวิตของนักเพาะกาย ไม่ว่าจะเป็น "การใช้สารเพิ่มประสิทธิภาพของนักกีฬาอย่างแพร่หลาย" การลดน้ำหนักตัวลงอย่างรวดเร็วเพื่อการแข่งขัน และ "การฝึกความแข็งแกร่งอย่างสุดโต่ง"
นอกจากนี้ ยังมีงานศึกษาของนักวิจัยชาวเดนมาร์กอีกฉบับหนึ่งที่ตีพิมพ์ในวารสารเซอร์คูเลชัน (Circulation) ในปี 2025 งานศึกษาชิ้นนี้ได้ติดตามผู้ชาย 1,189 ราย ที่ใช้สารอะนาบอลิกสเตียรอยด์(anabolic steroids) และเปรียบเทียบกับผู้ชายจากประชากรทั่วไปเกือบ 60,000 ราย ในช่วงตลอดระยะเวลา 11 ปี
ผลการศึกษาพบว่า ผู้ที่ใช้สเตียรอยด์มีแนวโน้มจะเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจ (cardiomyopathy) มากกว่าผู้ที่ไม่ได้ใช้เกือบ 9 เท่า โดยโรคนี้เป็นโรคที่ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแอลง นอกจากนี้ผู้ที่ใช้สเตียรอยด์ยังมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหัวใจวายสูงกว่าปกติถึง 3 เท่า ในขณะที่ความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจล้มเหลวนั้นสูงกว่าปกติมากกว่า 3 เท่า
นอกจากอะนาบอลิก สเตียรอยด์จะก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพอื่นๆ ในผู้ชาย เช่น จำนวนอสุจิลดลงและภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศแล้ว สเตียรอยด์ชนิดนี้ยังทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น เร่งการสะสมของคราบไขมันในหลอดเลือดแดง และกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างภายในหัวใจด้วยเช่นกัน
ในการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสารยูโรเปียน ฮาร์ต เจอร์นัล (European Heart Journal) นักวิจัยได้ตรวจสอบผลการชันสูตรศพของนักเพาะกายที่เสียชีวิตเหล่านั้น
โดยหลายกรณีพบว่านักเพาะกายที่เสียชีวิตมีภาวะหัวใจโต และกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างซ้ายหนาตัว (left ventricular hypertrophy) ซึ่งเป็นภาวะที่ผนังของห้องสูบฉีดเลือดหลักของหัวใจหนาขึ้น โดยภาวะนี้สามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (arrhythmias) และหัวใจล้มเหลว (heart failure) ได้
ทั้งนี้ บางกรณีผลการตรวจวิเคราะห์ทางพิษวิทยาซึ่งรายงานตรวจสอบที่เปิดเผยต่อสาธารณะ พบว่ามีการใช้ยากลุ่มอะนาบอลิกในทางที่ผิด ซึ่งโดยปกติแล้วไม่ได้มีการตรวจคัดกรองในการชันสูตรศพหลังเสียชีวิต
นอกจากนี้ จากการชันสูตรศพนักเพาะกายที่เสียชีวิตตั้งแต่อายุน้อยมักพบว่าผู้เสียชีวิตมีภาวะหัวใจโต
ในกรณีหนึ่งที่มีการรายงานข่าวอย่างแพร่หลาย นั่นคือกรณีของดัลลัส แมคคาร์เวอร์ นักเพาะกายชาวอเมริกันชื่อดังในวงการกีฬาคนหนึ่งที่เสียชีวิตเมื่อปี 2017 ด้วยอายุ 26 ปี ผลการตรวจชันสูตรพบว่าหัวใจของเขามีน้ำหนัก 833 กรัมซึ่งถือว่าหนักกว่าน้ำหนักหัวใจของผู้ชายวัยผู้ใหญ่ถึง 2 เท่า

Bispo&Zago, 2024, ArquivosBrasileiros de Cardiologia (CC BY)
ภาพสแกนเอ็มอาร์ไอสามารถแยกความแตกต่างระหว่างหัวใจของนักกีฬาที่มีสุขภาพดี (ด้านขวา) กับผู้ที่มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจหนาผิดปกติ (ด้านซ้าย) ได้ โดยลูกศรสีแดงชี้ไปที่บริเวณผนังของหัวใจห้องล่างซ้ายที่หนาตัวขึ้น
จากการตรวจสอบผลการชันสูตรศพนักเพาะกายชาวอเมริกันในปี 2022 พบว่า โดยเฉลี่ยแล้วหัวใจของนักเพาะกายที่เสียชีวิตมีน้ำหนักมากกว่าปกติเกือบ 74% และมีผนังหัวใจห้องล่างซ้ายที่หนากว่าที่คาดไว้ถึง 125%
การศึกษาอีกชิ้นที่แยกกัน ทีมนักวิจัยได้ตรวจสอบรายงานทางนิติเวชของนักเพาะกายที่เสียชีวิตในอิตาลีและสเปนที่มีความเชื่อมโยงกับการใช้อะนาบอลิกสเตียรอยด์ในหลายกรณีพบว่านักกีฬาที่อยู่ในช่วงอายุ 20 ปีมีภาวะหัวใจโต กล้ามเนื้อหัวใจหนาตัวอย่างรุนแรงและมีโรคหลอดเลือดหัวใจระยะลุกลาม
นักเพาะกายวัย 24 ปีรายหนึ่งมีภาวะหลอดเลือดหัวใจหลักอุดตันมากกว่า 75% ทั้งที่ไม่มีประวัติครอบครัวป่วยเป็นโรคหัวใจมาก่อน
เคลย์ตัน มาเซโด แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านต่อมไร้ท่อและเวชศาสตร์การกีฬา กล่าวว่า "หัวใจก็เป็นกล้ามเนื้อชนิดหนึ่งเช่นเดียวกับกล้ามเนื้อส่วนอื่นๆ ของร่างกาย"
"ผมมักจะพูดเสมอว่า แค่ได้เห็นกล้ามเนื้อต้นแขน (biceps) ของคนไข้ ผมก็พอจะคาดเดาขนาดของหัวใจพวกเขาได้แล้ว เพราะหัวใจจะเจริญเติบโตควบคู่ไปกับกล้ามเนื้อส่วนอื่นๆ ของร่างกาย"
การออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่งโดยไม่ใช้สเตียรอยด์สามารถทำให้หัวใจมีขนาดใหญ่ขึ้นได้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปรับตัวที่ไม่เป็นอันตรายและเป็นผลดีต่อสุขภาพ
แต่การใช้สเตียรอยด์ควบคู่ไปกับการฝึกเวทเทรนนิ่งอย่างเข้มข้น นอกจากจะขยายให้ขนาดหัวใจโตขึ้นแล้วยังอาจทำให้หัวใจเริ่มสูญเสียความสามารถในการหดตัวอย่างมีประสิทธิภาพด้วย ลูอิซ เอดูอาร์โด ฟอนเตเลสริตต์ ประธานสมาคมโรคหัวใจแห่งบราซิลประจำรัฐบาเยีย กล่าว
"นี่อาจพัฒนาไปสู่การเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวและท้ายที่สุดอาจไปสู่จุดที่มันหวนกลับคืนมาไม่ได้" เขากล่าว
อย่างไรก็ตาม บางกรณีภาวะผนังหัวใจหนาตัวอาจมีสาเหตุทางพันธุกรรมได้ด้วยเช่นกัน ซึ่ง ริตต์ กล่าวว่า "มันเป็นพื้นที่สีเทาอยู่ในกรณีนี้"
"มันอาจเป็นโรคหัวใจที่เป็นผลมาจากพันธุกรรมก็ได้ อาจเกี่ยวข้องกับการใช้อะนาบอลิกสเตียรอยด์ก็ได้ อาจเกี่ยวข้องกับการฝึกซ้อมก็ได้ หรืออาจเป็นผลจากปัจจัยทั้ง 3 อย่างร่วมกัน" ประธานสมาคมโรคหัวใจแห่งบราซิลประจำรัฐบาเยีย กล่าว
'ไม่มีวิธีใช้อะนาบอลิก สเตียรอยด์ที่ปลอดภัย'

Rodrigo Góes
โรดริโก โกเอส นักโภชนาการ คว้าอันดับ 2 ในการแข่งขันเพาะกายแบบธรรมชาติในรัฐฟลอริดา ด้วยวัย 26 ปี
โรดริโก โกเอส อดีตนักเพาะกายกล่าวกับบีบีซีแผนกภาษาบราซิลว่า เขาแข่งขันเพาะกายแบบธรรมชาติจนกระทั่งอายุ 30 ปีก่อนตัดสินใจเริ่มใช้สเตียรอยด์ "แบบเป็นรอบๆ" (cycles) ภายใต้การดูแลทางการแพทย์
การใช้สเตียรอยด์แบบเป็นรอบหมายถึงการใช้เป็นช่วงระยะเวลาซึ่งโดยทั่วไปจะเป็นเวลาหลายสัปดาห์ที่ผู้ใช้จะรับประทานหรือฉีดอะนาบอลิกสเตียรอยด์ ก่อนหยุดใช้เพื่อเปิดโอกาสให้ร่างกายฟื้นตัว
"ผลที่เกิดกับร่างกายมันน่าทึ่งมาก" โกเอส กล่าว
"คุณจะตัวโตขึ้นเร็วกว่าตามธรรมชาติมาก คุณจะผอมบางลง และกล้ามเนื้อของคุณจะฟื้นตัวได้ไวมาก นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมมันถึงน่าใช้มาก"

Rodrigo Góes
ปัจจุบันโรดริโก โกเอส รณรงค์ต่อต้านการใช้สเตียรอยด์ในทางที่ผิด
อย่างไรก็ตาม แม้เขาจะใช้สเตียรอยด์ในปริมาณที่ใช้อย่างระมัดระวังภายใต้การดูแลทางการแพทย์ แต่โกเอสก็ยังเผชิญกับผลข้างเคียงไม่ว่าจะเป็นผมร่วง ความเครียด อาการนอนไม่หลับ และอาการเหงื่อออกตอนกลางคืนอย่างรุนแรง
แต่เขาบอกว่าผลกระทบที่หนักที่สุดคือผลกระทบทางจิตใจ
"ผมไม่เคยรู้สึกสบายใจเลยกับกิจวัตรการฉีดยาพวกนั้น ในแง่หนึ่งผมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนติดยาเสพติด มันอาจจะพูดออกมาได้ยาก แต่ผมรู้สึกเหมือนกำลังทำอะไรบางอย่างที่ผิดอยู่"
ปัจจุบันโกเอสได้กลายมาเป็นผู้รณรงค์ต่อต้านการใช้สเตียรอยด์ในทางที่ผิด
"มันไม่มีวิธีใช้อะนาบอลิก สเตียรอยด์ ที่ปลอดภัย สิ่งที่บรรดาหมอทำได้คือเพียงแต่การจัดการกับความเสียหาย ยังไงเสียมันก็มีผลกระทบ"
"ผมสามารถมองไปที่ไบเซปส์ (กล้ามเนื้อต้นแขนด้านหน้า) แล้วรู้ได้เลย"
หนึ่งในความท้าทายในการประเมินผลกระทบต่อสุขภาพจากการใช้สเตียรอยด์ก็คือหลายประเทศไม่ได้มีการติดตามการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับการใช้สารสเตียรอยด์อย่างเป็นระบบ
ในบราซิลเองก็ไม่มีการเก็บบันทึกสถิติอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการเสียชีวิตที่เชื่อมโยงกับการใช้อะนาบอลิกสเตียรอยด์ ขณะที่อีกหลายประเทศก็ไม่ได้มีการบันทึกการใช้สเตียรอยด์ว่าเป็นปัจจัยที่มีส่วนต่อการเสียชีวิตไว้เป็นประจำเช่นกัน
ในทางกลับกัน การเสียชีวิตมักจะถูกจำแนกตามสาเหตุโดยตรงของการเสียชีวิต เช่น สาเหตุจากหัวใจวาย โรคหลอดเลือดสมอง หรือสโตรก โรคกล้ามเนื้อหัวใจ มากกว่าจะระบุว่าสาเหตุการเสียชีวิตนั้นมาจากสารกระตุ้นสมรรถภาพ
แพทย์นิติเวชระบุว่าการใช้สเตียรอยด์มักไม่ถูกตรวจพบ เนื่องจากอะนาบอลิกสเตียรอยด์มีลักษณะคล้ายคลึงกับฮอร์โมนที่ร่างกายผลิตขึ้นตามธรรมชาติอย่างมาก ทำให้ยากต่อการตรวจระบุถึงการใช้สารหลังจากเสียชีวิต
จากปัจจัยเหล่านี้รวมกันทำให้ยากที่จะทราบได้อย่างแน่ชัดว่ามีจำนวนผู้เสียชีวิตที่อาจเชื่อมโยงกับการใช้ยาหรือสารเพิ่มประสิทธิภาพมากน้อยเท่าใด
"ผมทำเรื่องนี้อยู่ทุกวัน" มาเซโดกล่าว "ผมสามารถมองไปที่ไบเซปส์ (กล้ามเนื้อต้นแขนด้านหน้า) แล้วรู้ได้เลย แต่โชคไม่ดีตรงที่เวลาที่ผมไปที่กล้ามไบเซปส์พวกนั้น ผมมักเข้าใจว่าหัวใจของคนๆ นั้นมีความผิดปกติแล้ว หรือเริ่มจะผิดปกติ และบ่อยครั้งกว่าที่จะไม่เป็นเช่นนั้น ผลเสียที่ตามมามักจะเกิดขึ้นภายหลัง"
รายงานเพิ่มเติมโดย หลุยส์ บาร์รูโช
ขอขอบคุณแหล่งที่มาของข้อมูล : https://www.bbc.com/thai/articles/c1e16weq168o
