โรคพาร์กินสันเทียม (Parkinsonism) คือโรคอะไร ทำความรู้จักอาการสั่นไม่ธรรมดาที่หลายคนเข้าใจผิดว่าเป็นโรคพาร์กินสัน แต่บางครั้งอาจไม่ได้เป็นอย่างที่คิดเสมอไป โรคพาร์กินสันเทียม อาการคล้ายกับพาร์กินสันแทบทุกจุดจนแยกไม่ออก แต่สาเหตุกลับไม่เหมือนกัน บทความนี้จะพาทุกคนเจาะลึกโรคพาร์กินสันเทียมครบเครื่องเรื่องที่หลายคนเข้าใจผิด ด้วย 9 เช็กลิสต์อาการบ่งชี้เหมือนแต่ต่างกับพาร์กินสันแท้ เข้าใจอาการและแนวทางการฟื้นฟูตั้งแต่เริ่มก่อนโรคดำเนินต่อ
โรคพาร์กินสันเทียม (Parkinsonism) คือโรคอะไร?
พาร์กินสันเทียม หรือ Parkinsonism คือ กลุ่มภาวะผิดปกติทางระบบประสาท ทำให้ผู้ป่วยสูญเสียการควบคุมการทรงตัว และการเคลื่อนไหวร่างกาย ซึ่งมีลักษณะคล้ายหรือใกล้เคียงกับโรคพาร์กินสัน โดยทางการแพทย์จะเรียกว่า โรคพาร์กินโซนิซึม (Parkinsonism-plus syndromes)

แล้ว Parkinsonism ต่างจากพาร์กินสันอย่างไร?
ถึงอาการทั้ง 2 โรคจะมีความคล้ายกันจนแยกแทบไม่ออก แต่ต้นเหตุของโรคกลับไม่เหมือนกัน โดยโรคพาร์กินสันเกิดจากการเสื่อมของเซลล์สมองที่สร้างโดพามีนโดยตรง ส่วน Parkinsonism เกิดจากปัจจัยอื่น เช่น ผลข้างเคียงจากยาบางชนิด อาการบาดเจ็บทางสมอง หรือโรคทางระบบประสาทอื่นๆ ฯลฯ นอกจากนี้ ผู้ป่วยพาร์กินสันส่วนใหญ่จะตอบสนองต่อยากลุ่มเพิ่มโดพามีนได้ดีในขณะที่ Parkinsonism ตอบสนองน้อยหรือไม่ตอบสนองเลย

พาร์กินสันเทียม เกิดจากอะไร? เบื้องหลังอาการสั่น–เกร็งที่หลายคนคาดไม่ถึง
สำหรับสาเหตุที่ทำให้เกิดพาร์กินสันเทียม เกิดได้จากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นผลข้างเคียงจากยา โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) การอักเสบ หรือโรคทางระบบประสาทบางชนิดหรือปัญหาสุขภาพที่แอบส่งผลต่อการเคลื่อนไหวอย่างเงียบๆ โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
ผลข้างเคียงจากกลุ่มยาบางชนิด
เป็นหนึ่งในสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุด โดยเฉพาะยาลดอาการวิตกกังวล ยานอนหลับ และยาสารกระตุ้นในกลุ่มแอมเฟตามีนและโคเคน โดยกลุ่มยาเหล่านี้จะไปกดการทำงานของสารโดพามีน (Dopamine)ในสมอง ซึ่งเป็นสารควบคุมการเคลื่อนไหวโดยตรง ทำให้เกิดอาการสั่น เกร็ง เคลื่อนไหวช้าคล้ายพาร์กินสัน
โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke)
ถึงจะไม่ได้เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิด Parkinsonismโดยตรง แต่โรคหลอดเลือดสมองตีบหรือโรคหลอดเลือดสมองแตกสามารถทำให้สมองส่วนที่ควบคุมการเคลื่อนไหวเสียหายได้ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง หรือโรคหัวใจ ทำให้ผู้ป่วยมีปัญหาการทรงตัว เดินช้า เคลื่อนไหวลำบาก บางรายอาจมีปัญหาด้านความจำร่วมด้วย
ภาวะติดเชื้อหรือสมองอักเสบ
เมื่อสมองติดเชื้อหรือมีอาการอักเสบ อาจทำให้เซลล์สมองและวงจรการควบคุมการเคลื่อนไหวได้รับความเสียหาย ส่งผลต่อการผลิตสารโดพามีน ทำให้ผู้ป่วยมีอาการคล้ายพาร์กินสัน เช่น เคลื่อนไหวช้าลง กล้ามเนื้อเกร็ง มีปัญหาการทรงตัว และอาจมีอาการกระตุกได้
ภาวะโพรงสมองคั่งน้ำ (Hydrocephalus)
เมื่อมีน้ำหล่อสมองคั่งในโพรงสมอง โพรงสมองที่ขยายตัวจะไปเบียดเส้นใยประสาทที่ควบคุมการเดินและการทรงตัว ทำให้ผู้ป่วยมีอาการเดินช้า เซ หรือสูญเสียการทรงตัวได้
เนื้องอกในสมอง
กรณีที่มีเนื้องอกไปกดทับเซลล์สมองที่ควบคุมการเคลื่อนไหว อาจทำให้เซลล์สมองที่ผลิตสารโดพามีนทำงานผิดปกติหรือส่งสัญญาณได้ไม่ดี ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการคล้ายพาร์กินสัน เช่น อาการสั่น เคลื่อนไหวช้า กล้ามเนื้อแข็งเกร็ง และการทรงตัวผิดปกติ
9 สัญญาณ อาการแบบไหนคือโรคพาร์กินสันเทียมที่สังเกตได้ ?
โรคพาร์กินสันเทียม อาการส่วนใหญ่จะเริ่มต้นเงียบๆ และคล้ายกับพาร์กินสัน ทำให้หลายคนสับสนคิดว่าถ้าผู้ป่วยมีอาการสั่น เกร็ง มีปัญหาการทรงตัว = พาร์กินสันแน่นอน แต่ในความเป็นจริงผู้ป่วยอาจจะเป็น Parkinsonism ก็ได้
เปิดเช็กลิสต์ 9 สัญญาณอาการเหมือนแต่ต่างของ Parkinsonism มีอะไรบ้าง?
• เคลื่อนไหวช้าลง
• มีอาการสั่น เมื่อมีการเคลื่อนไหวร่างกาย
• กล้ามเนื้อแข็งเกร็ง ตึงตัวเมื่อเปลี่ยนท่าทาง
• สูญเสียการทรงตัว รู้สึกก้าวเท้าไม่ออก มีปัญหาในการยืนและการเดินไม่มั่นคง มีโอกาสหกล้มง่าย
• มีปัญหาการควบคุมการเคลื่อนไหว ทำกิจวัตรประจำวันได้ยากกว่าที่เคย เช่น การรับประทานอาหาร การใส่เสื้อผ้า
• มีปัญหาในการนอน (นอนไม่ค่อยหลับ)
• ไม่สามารถควบคุมปัสสาวะได้
• พูดไม่ชัด หรือเสียงแหบ
• สูญเสียความจำระยะสั้น
เมื่อผู้ป่วยเข้าสู่ Stageพาร์กินสันเทียมระยะสุดท้าย ผู้ป่วยจะมีอาการขาแข็ง เสี่ยงล้มตลอดเวลา มีอาการเกร็ง จนทำให้การลุกจากเตียง ลุกนั่ง หรือแม้แต่การพลิกตัวได้ยาก พูดไม่ชัด เสียงเบาหรือบางรายอาจพูดไม่ได้เลย นอกจากนี้ ยังมีภาวะกลืนลำบาก (Dysphagia) สำลักง่าย มีอาการสับสน สมาธิสั้น ควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ จำเป็นต้องพึ่งพาผู้ดูแลในการทำกิจวัตรประจำวันทั้งหมด

แนวทางการรักษาและฟื้นฟูผู้ป่วยพาร์กินสันเทียม
ปัจจุบัน โรคพาร์กินสันเทียม ยังเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ผู้ป่วยสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ ถ้าได้รับการฟื้นฟูและดูแลอย่างเหมาะสม โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
การทำกายภาพบำบัด (Physical Therapy)
ผู้ป่วยพาร์กินสันเทียมส่วนใหญ่จะมีปัญหาเรื่องการเคลื่อนไหว กล้ามเนื้อแข็งเกร็ง และการทรงตัว การทำกายภาพบำบัดเป็นหนึ่งในแนวทางการฟื้นฟูสมรรถภาพทางร่างกายที่จะช่วยกระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อ และฝึกการเคลื่อนไหวให้เป็นธรรมชาติมากขึ้น และยังช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุและเพิ่มความมั่นใจในการใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างตรงจุด
• การฝึกทรงตัว : ใช้อุปกรณ์ช่วยฝึก เช่น ลูกบอล พื้นไม่เรียบ เพื่อเพิ่มการประสานงานของกล้ามเนื้อและสมอง
• การยืดเหยียดและผ่อนคลายกล้ามเนื้อ (Stretching & Flexibility Exercises) : เพื่อลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ ช่วยให้ร่างกายเคลื่อนไหวได้คล่องตัวมากยิ่งขึ้น
• การฝึกเดิน : ก้าวขาให้สม่ำเสมอ เดินในจังหวะที่เหมาะสม เพื่อปรับการเคลื่อนไหวให้สมดุลขึ้น รวมไปถึงการจัดตําแหน่งของร่างกายตั้งแต่ศีรษะไปจนถึงปลายเท้าให้ถูกต้อง
• ฝึกกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว (Core Strengthening) : ช่วยพยุงร่างกาย ลดการล้มเมื่อเปลี่ยนท่าทาง
การทำกิจกรรมบำบัด (Occupational Therapy)
ด้วยอาการสั่นที่เกิดขึ้น เมื่อผู้ป่วยมีการเคลื่อนไหว ประกอบกับอาการเกร็งที่ไม่สามารถควบคุมได้ ทำให้ผู้ป่วยเริ่มมีปัญหาในการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การแต่งตัว การรับประทานอาหาร การหยิบจับสิ่งของใช้ เป็นต้น โดยแนวทางการฟื้นฟูในขั้นตอนนี้จะช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาทำกิจวัตรประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพผ่านการฝึกรูปแบบต่างๆ เช่น
• ฝึกใช้มือและการประสานงานของกล้ามเนื้อ : ฝึกให้ผู้ป่วยควบคุมกล้ามเนื้อมัดเล็กให้ดีขึ้น เช่น การหยิบลูกปัด การปั้นดินน้ำมัน หรือการใช้อุปกรณ์ช่วยฝึกจับ–บีบ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวของมือและนิ้ว
• ฝึกวางแผนและแก้ไขปัญหา (Cognitive Training) : ฝึกกระบวนการคิด การวางแผน และการตัดสินใจ เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถจัดการชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ฝึกการทำกิจวัตรประจำวัน (ADL Training)
ฝึกให้ผู้ป่วยทำกิจวัตรที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน เช่น การแต่งตัว การรับประทานอาหาร อาบน้ำ สระผม หรือการเข้าห้องน้ำ โดยเน้นการฝึกให้ผู้ป่วยสามารถช่วยเหลือตนเองให้ได้มากที่สุด
ขอขอบคุณแหล่งที่มาของข้อมูล : https://pnkg-recoverycenter.com/disease/parkinson/what-is-parkinsonism/
