ข้อมูลใหม่จากงานวิจัยที่ทบทวนและวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่พบว่ายาลดไขมันในเลือดกลุ่ม statins ไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงของการเกิดผลข้างเคียงไม่พึงประสงค์หลายอย่างตามที่ระบุไว้ยาวเหยียดในเอกสารกำกับยา เช่น ภาวะบกพร่องทางการรู้คิด (memory loss), ซึมเศร้า (depression), ความผิดปกติของการนอน (sleep disturbance) และโรคเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ (erectile and sexual dysfunction) โดยยากลุ่มนี้ยังคงเป็นยาช่วยชีวิต (life-saving medications) ที่มีประโยชน์มากกว่าโทษ โดยเฉพาะประโยชน์ในการช่วยป้องกันโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมองซึ่งช่วยลดความเสี่ยงของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรได้
ผลของการศึกษาวิจัยแบบ meta-analysis (Assessment of adverse effects attributed to statin therapy in product labels: a meta-analysis of double-blind randomized controlled trials) ที่ดำเนินการโดย Cholesterol Treatment Trialists’ (CTT) Collaboration และได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Lancet ฉบับวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 (Lancet. 2026 Feb 14;407(10529):689-703. doi: 10.1016/S0140-6736(25)01578-8.) พบว่าจากผลข้างเคียงไม่พึงประสงค์ที่ไม่เกี่ยวกับกล้ามเนื้อและเบาหวาน (non-muscle, non-diabetes adverse effects) ทั้งหมดจำนวน 66 รายการที่ระบุไว้ในเอกสารกำกับยาของยาลดไขมันในเลือดกลุ่ม statins (atorvastatin, fluvastatin, pravastatin, rosuvastatin และ simvastatin) มีเพียง 4 adverse effects เท่านั้น ที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ (evidence-based) ยืนยันว่ามีอุบัติการณ์สูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติจากการใช้ยากลุ่ม statins เมื่อเทียบกับ placebo ได้แก่ ค่าการทำงานของตับผิดปกติ (abnormal levels of enzymes called liver transaminases), ภาวะบวมน้ำ (edema, เนื้อเยื่อบวม ข้อเท้าบวม), ความผิดปกติขององค์ประกอบในปัสสาวะ (abnormalurinetestresults ซึ่งส่วนใหญ่เป็นภาวะโปรตีนรั่วในปัสสาวะเล็กน้อยหรือ mild proteinuria) และการทำงานของตับอื่นๆ ผิดปกติ (abnormallivertestresults)
ขณะที่อีก 62 adverse effects ที่ระบุไว้ในเอกสารกำกับยาว่าอาจจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากการใช้ยากลุ่ม statins แต่ในการศึกษาวิจัยนี้กลับไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ยืนยันว่าเป็นจริงตามนั้น เช่น cognitive or memory impairment, depression, sleep-related disorders, weight gain, peripheral neuropathy, acute kidney injury, interstitial lung disease และ erectile and sexual dysfunction
ในการศึกษาวิจัยนี้ คณะผู้วิจัยได้ทำการสืบค้นและวิเคราะห์ข้อมูลคนไข้รายบุคคล (individual patient data) จาก 23 การศึกษาทางคลินิกขนาดใหญ่แบบ randomized, double-blind, controlled trials ในคนไข้จำนวนทั้งสิ้นประมาณ 154,000 คน โดยประกอบด้วย 1 การศึกษาที่เปรียบเทียบระหว่าง low-intensity statin (lovastatin 20-40 mg daily) และ placebo, 16 การศึกษาที่เปรียบเทียบระหว่าง moderate-intensity statin (เช่น simvastatin 20-40 mg daily, simvastatin 40 mg daily, pravastatin 40 mg/day, fluvastatin, 80 mg/day, atorvastatin 10 mg/dayและ rosuvastatin 10 mg/day) และ placebo และอีก 2 การศึกษาที่เปรียบเทียบระหว่าง high-intensity statin (atorvastatin 80 mg/day และ rosuvastatin 20 mg daily) และ placebo
การศึกษาวิจัยชิ้นนี้มีข้อสรุปว่า ข้อมูลเกี่ยวกับอุบัติการณ์ของผลข้างเคียงไม่พึงประสงค์ต่างๆ ที่รวบรวมและทบทวนจาก blinded randomized trials ไม่ได้สนับสนุนความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ (causal relationship) ระหว่างการรักษาด้วยกลุ่ม statins และผลข้างเคียงไม่พึงประสงค์ส่วนใหญ่ ซึ่งรวมถึง cognitive impairment, depression, sleep disturbance และ peripheral neuropathy ที่ระบุไว้ในเอกสารกำกับยาของยากลุ่มนี้ ดังนั้น ด้วยผลลัพธ์ของการศึกษานี้ เอกสารกำกับยาของยากลุ่ม stains และแหล่งข้อมูลที่เป็นทางการเกี่ยวกับสุขภาพ จึงควรได้รับการปรับปรุงแก้ไขเพื่อที่คนไข้และแพทย์จะได้ตัดสินใจอย่างเหมาะสมเกี่ยวกับการใช้ยากลุ่ม statins
อนึ่ง ยากลุ่ม statins หรือ HMG-CoA reductase inhibitors ซึ่งออกฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ HMG-CoA reductase ที่เป็นตัวควบคุมการผลิตไขมัน cholesterol ที่ตับ เป็นยาหลักที่ใช้ในการรักษาภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ (dyslipidemia) เพื่อป้องกันการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด (cardiovascular disease หรือ CVD) โดยเฉพาะโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง ทั้งในคนไข้ที่ยังไม่ได้เป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด (primary prevention) และป้องกันการเกิดซ้ำในคนไข้ที่เป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดอยู่แล้ว (secondary prevention) โดยยาส่วนใหญ่ในกลุ่ม statins มีประสิทธิภาพในการลดไขมันตัวร้าย นั่นก็คือ low-density lipoprotein (LDL) cholesterol หรือ LDL-C, ลดไขมัน triglycerides และเพิ่มhigh-density lipoprotein (HDL) cholesterol หรือ HDL-C ซึ่งเป็นไขมันชนิดดีได้เป็นอย่างดี
อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นอกเหนือจากเรื่องผลข้างเคียงไม่พึงประสงค์ต่อกล้ามเนื้อ (muscle pain) และการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำตาลในเลือดที่อาจนำไปสู่การเป็นโรคเบาหวานแล้ว ผลข้างเคียงไม่พึงประสงค์อีกเป็นจำนวนมากที่ระบุไว้ในเอกสารกำกับยาของยาส่วนใหญ่ในกลุ่ม statins ทำให้แพทย์จำนวนมากขาดความมั่นใจที่จะสั่งจ่ายยากลุ่มนี้ให้กับคนไข้ ขณะเดียวกันคนไข้จำนวนมากก็ไม่กล้าใช้ยากลุ่มนี้ทั้งที่มีความเสี่ยงสูงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดจากการมีภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ
รองศาสตราจารย์ Christina Reith (Nuffield Department of Population Health, University of Oxford, UK) ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะนักวิจัยของ CTT Collaboration กล่าวว่าไม่แค่เพียงคนไข้ แต่ยังรวมถึงแพทย์จำนวนมากด้วยที่ยังคงมีความสับสนและความวิตกกังวลเกี่ยวกับผลข้างเคียงไม่พึงประสงค์ต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้จากการใช้ยากลุ่ม statins เท่ากับหมายความว่ามีคนไข้จำนวนมากไม่กล้าที่จะเริ่มใช้ยา statins หรือเคยใช้แล้วหยุดไป ทั้งๆ ที่แม้ว่าพวกเขามีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดโรคหัวใจหรือโรคหลอดเลือดสมองขึ้นเป็นครั้งแรกหรือเกิดขึ้นซ้ำ และสิ่งที่เราค้นพบก็คือไม่ได้มีความเสี่ยงมากเกินไปของการเกิดผลข้างเคียงไม่พึงประสงค์ส่วนใหญ่ตามที่ระบุไว้ในเอกสารกำกับยา มีเพียง 4 adverse effects เท่านั้นที่เป็นเรื่องจริงและมีความสำคัญสำหรับการที่แพทย์และคนไข้จะต้องพิจารณา ขณะที่ภาวะกล้ามเนื้อสลาย (rhabdomyolysis) จากการใช้ยากลุ่ม statins แทบจะไม่พบเลยและหากเกิดขึ้นจริง ก็ควรพิจารณาใช้ยาลดไขมันในเลือดกลุ่มอื่นแทน ส่วน muscle symptoms ที่มีความร้ายแรงน้อยกว่า rhabdomyolysis เท่าที่พบมีอยู่ราวๆ 1% ในคนไข้จำนวนกว่า 150,000 คน ส่วนเรื่องการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำตาลในเลือดจากการใช้ยากลุ่ม statins พบว่าเกิดขึ้นในคนส่วนใหญ่ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดใกล้ถึงเกณฑ์สำหรับการวินิจฉัยโรคเบาหวานแล้ว (HbA1c≥ 6.5%) โดยเบาหวานเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญอย่างหนึ่งของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด แต่ก็มีข้อมูลว่ายากลุ่ม statins มีประโยชน์มากกว่าโทษสำหรับคนไข้เบาหวาน ดังนั้น ในปัจจุบันเพียงการได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวาน ก็มีน้ำหนักมากพอที่แพทย์จะสั่งจ่ายยากลุ่ม statins ให้กับคนไข้ได้แล้ว สำหรับเรื่อง abnormal liver blood test results แม้จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นราวๆ 0.1% แต่ก็ไม่ได้มีโรคตับเพิ่มขึ้นเลย ไม่ว่าจะเป็นโรคตับอักเสบ (hepatitis) หรือภาวะตับวาย (liver failure)
ศาสตราจารย์ เซอร์ Rory Collins (Clinical Trial Service Unit, University of Oxford, UK.) หนึ่งในคณะนักวิจัยของ Cholesterol Treatment Trialists’ (CTT) Collaboration ที่ทำการศึกษานี้ กล่าวว่าจากการทบทวนข้อมูลขนาดใหญ่ของคนไข้ที่ร่วมอยู่ใน 23 การศึกษาทางคลินิกแบบ double-blind randomized controlled trials พบว่าจำนวนคนที่สามารถหลีกเลี่ยงการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดด้วยการใช้ยากลุ่ม statins มีขนาดใหญ่มากกว่าจำนวนคนที่มีผลข้างเคียงไม่พึงประสงค์เกิดขึ้นจากการใช้ยากลุ่ม statins นอกจากนี้ ในขณะที่ผลข้างเคียงไม่พึงประสงค์ส่วนใหญ่จากการใช้ยากลุ่ม statins สามารถจัดการแก้ไขได้ด้วยการหยุดยา แต่ผลของเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดที่ปราศจากการป้องกันกลับไม่สามารถจัดการแก้ไขได้และอาจก่อให้เกิดอันตรายถึงขึ้นเสียชีวิต ดังนั้น การอ้างไปในทางที่ผิดว่ายากลุ่ม statins มีผลข้างเคียงไม่พึงประสงค์นานัปการ ถือเป็นต้นทุนทางสาธารณสุขที่ร้ายแรง เนื่องจากทำให้คนไข้หวาดกลัวกับการใช้ยากลุ่มนี้ทั้งๆ ที่มีหลักฐานยืนยันเกี่ยวกับประโยชน์ของยากลุ่มนี้
ขณะที่ ศาสตราจารย์ Liam Smeeth (London School of Hygiene and Tropical Medicine, UK) นักวิจัยอีกท่านหนึ่งใน CTT Collaboration กล่าวว่าหลักฐานทางวิชาการที่ดีที่สุดเท่าที่มีอยู่ในปัจจุบันบอกเราว่า statins เป็นยาที่มีประสิทธิภาพและมีความปลอดภัย และมีบทบาทสำคัญในการช่วยป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ของการเจ็บป่วยและการเสียชีวิตของคนจำนวนมากทั่วโลก
ด้าน ศาสตราจารย์ Bryan Williams (Chief Scientific and Medical Officer, British Heart Foundation ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์กรหลักที่ให้การสนับสนุนทางด้านการเงินสำหรับการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับผลข้างเคียงไม่พึงประสงค์ที่ระบุไว้ในเอกสารกำกับยาของยากลุ่ม statins) กล่าวว่าผลลัพธ์ของงานวิจัยขนาดใหญ่ชิ้นนี้มีความสำคัญอย่างใหญ่หลวงและเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับคนไข้เกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัยของยากลุ่ม statins นี่เป็นหลักฐานที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับใช้หักล้างข้อมูลผิดๆ เกี่ยวกับยากลุ่ม statins และช่วยป้องกันการเสียชีวิตโดยไม่จำเป็นจากโรคหัวใจและหลอดเลือด
แหล่งที่มาของข้อมูล : www.medscape.com , www.ox.ac.uk, www.thelancet.com , www.health.harvard.edu,www1.racgp.org.au,www.tctmd.com, www.healio.com
