ทีมนักวิจัยจาก คิงส์คอลเลจ ลอนดอน (King’s College London) ค้นพบความเชื่อมโยงที่น่าสนใจระหว่างดาร์กช็อกโกแลต กับการชะลอสัญญาณของความชรา โดยระบุว่าสารธรรมชาติชนิดหนึ่งในโกโก้ที่เรียกว่า ธีโอโบรมีน (theobromine) อาจมีบทบาทสำคัญต่อกระบวนการแก่ชราทางชีวภาพของมนุษย์
ผลการศึกษาดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ Aging เมื่อวันที่ 10 ธันวาคมที่ผ่านมา โดยนักวิจัยได้วิเคราะห์ระดับธีโอโบรมีนในกระแสเลือดของอาสาสมัคร และเปรียบเทียบกับตัวชี้วัด อายุทางชีวภาพ (biological age) ซึ่งสะท้อนสภาพการทำงานของร่างกายมากกว่าอายุจริงตามปีปฏิทิน
อายุทางชีวภาพถูกประเมินจากการเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมีในร่างกาย โดยเฉพาะ DNA methylation ซึ่งเป็นเครื่องหมายเคมีขนาดเล็กบนดีเอ็นเอที่เปลี่ยนแปลงไปตามวัย และใช้กันอย่างแพร่หลายในการศึกษากระบวนการชรา
การศึกษานี้ใช้ข้อมูลจากประชากรยุโรป 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่ม TwinsUK จำนวน 509 คน และกลุ่ม KORA จำนวน 1,160 คน ผลพบว่า ผู้ที่มีระดับธีโอโบรมีนในเลือดสูงกว่า มีแนวโน้มที่จะมีอายุทางชีวภาพที่ “อ่อนวัยกว่า” อายุจริงของตนเอง
ธีโอโบรมีนจัดอยู่ในกลุ่มสารจากพืชที่เรียกว่า อัลคาลอยด์ (alkaloids) ซึ่งสามารถมีอิทธิพลต่อการทำงานของยีนในระดับเซลล์ สารกลุ่มนี้เป็นที่รู้จักว่ามีผลต่อระบบชีวภาพหลายด้าน แม้ธีโอโบรมีนจะเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะสารที่เป็นพิษต่อสุนัข แต่ในมนุษย์กลับมีงานวิจัยบางส่วนเชื่อมโยงกับประโยชน์ต่อสุขภาพ เช่น การลดความเสี่ยงโรคหัวใจ
ดร.รามี ซาอัด นักวิจัยหลักของโครงการ ระบุว่า การค้นพบครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่น่าตื่นเต้น และคำถามสำคัญต่อไปคือ กลไกเบื้องหลังความเชื่อมโยงดังกล่าวคืออะไร รวมถึงธีโอโบรมีนมีปฏิสัมพันธ์กับสารอาหารอื่นๆ และระบบอีพีจีโนมของมนุษย์อย่างไร ซึ่งอาจนำไปสู่การค้นพบใหม่ๆ ในการวิจัยด้านความชราและโรคต่างๆ
อย่างไรก็ตาม นักวิจัยเตือนว่า การรับประทานดาร์กช็อกโกแลตมากขึ้นไม่ใช่ทางลัดสู่การชะลอวัย เนื่องจากช็อกโกแลตยังมีน้ำตาลและไขมันในปริมาณสูง จำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อทำความเข้าใจบทบาทของธีโอโบรมีนต่อร่างกายอย่างรอบด้าน ก่อนนำไปสู่คำแนะนำด้านโภชนาการหรือสุขภาพในอนาคต
