เมสเซ่ ดุสเซลดอร์ฟ (Messe Düsseldorf) ผู้จัดงานแสดงสินค้าชั้นนำระดับโลก เปิดตัวภาพลักษณ์แบรนด์ใหม่ พร้อมเผยทิศกลยุทธ์ล่าสุดเพื่อมุ่งสู่การเป็นผู้แสดงสินค้าแห่งอนาคต ผ่านการจัดตั้ง เมสเซ่ ดุสเซลดอร์ฟ ฟอร์ เอเชีย เพิ่มความคล่องตัวให้การดำเนินธุรกิจ พร้อมเสริมแกร่งความร่วมมือในภูมิภาค นำร่องด้วยการเปิดตัว MEDICARE ASIA เครือข่ายงานแสดงสินค้าทางการแพทย์ นวัตกรรมด้านสุขภาพ และการฟื้นฟูสมรรถภาพ
สำหรับการดำเนินงานในปี 2568 เมสเซ่ ดุสเซลดอร์ฟ เอเชีย เตรียมจัดงานแสดงสินค้าด้านอุตสาหกรรมครั้งสำคัญ ระหว่างเดือนพฤษภาคม-กันยายน 2568 ครอบคลุมตั้งแต่อุตสาหกรรมพลาสติกและยาง เทคโนโลยีการแพทย์ ไปจนถึงการบรรจุภัณฑ์ อุตสาหกรรมกระดาษลูกฟูก ลวด เคเบิล และโลหะการ ในประเทศไทย จากการเล็งเห็นศักยภาพในฐานะศูนย์กลางการลงทุน การผลิตและไมซ์แห่งอาเซียน การจัดงานแสดงสินค้าในครั้งนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทยสู่ระดับสากล
นายเกอร์นอท ริงลิ่ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมสเซ่ ดุสเซลดอร์ฟ เอเชีย กล่าวว่า “เอเชียเป็นภูมิภาคที่สำคัญสำหรับการดำเนินธุรกิจงานแสดงสินค้าสำหรับภาคอุตสาหกรรมของ เมสเซ่ ดุสเซลดอร์ฟ ทั้งนี้ เพื่อเสริมสร้างบทบาทและความคล่องตัวให้กับการดำเนินธุรกิจในภูมิภาคที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ล่าสุดได้มีการก่อตั้ง
เมสเซ่ ดุสเซลดอร์ฟ ฟอร์ เอเชีย (Messe Düsseldorf for Asia) เครือข่ายที่รวมสำนักงานสาขาย่อยของ เมสเซ่ ดุสเซลดอร์ฟ ในจีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นหนึ่งเดียว เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดได้รวดเร็วยิ่งขึ้น รวมถึงกระชับความร่วมมือของสำนักงานสาขาย่อยทั่วเอเชีย นำด้วยการเปิดตัว MEDICARE ASIA เครือข่ายงานแสดงสินค้าด้านการแพทย์และสุขภาพของบริษัทฯ ซึ่งจะช่วยรองรับการเติบโตอย่างก้าวกระโดด และส่งเสริมการเติบโตของระบบนิเวศด้านการดูแลสุขภาพและเทคโนโลยีการแพทย์ในเอเชีย ประกอบด้วย MEDICAL FAIR – งานแสดงสินค้าที่นำเสนอนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์และโซลูชันด้านสุขภาพล่าสุด MEDICAL MANUFACTURING – งานแสดงวัสดุ ส่วนประกอบ และเทคโนโลยีการผลิตอุปกรณ์การแพทย์ขั้นสูง และ REHACARE – งานแสดงโซลูชันเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพ การป้องกันโรค รวมถึงอุปกรณ์สำหรับผู้ป่วยและผู้สูงอายุ การดำเนินงานเชิงกลยุทธ์ดังกล่าว เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้
เมสเซ่ ดุสเซลดอร์ฟ สามารถสร้างผลประกอบการที่แข็งแกร่งในปี 2567 ด้วยรายได้ทั่วโลกราว 392 ล้านยูโร (หรือ 15,000 ล้านบาท) ทำกำไรราว 60 ล้านยูโร (กว่า 2,400 ล้านบาท)”
สำหรับปี 2568 เมสเซ่ ดุสเซลดอร์ฟ ยังคงให้ความสำคัญกับการขยายธุรกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งในปีนี้เป็นหนึ่งในภูมิภาคที่เศรษฐกิจขยายตัวสูงที่สุดในโลกที่อัตรา 4.6% ด้วยการเตรียมจัดงานแสดงสินค้าด้านอุตสาหกรรมทั้งหมด 12 รายการทั่วภูมิภาค โดยในจำนวนทั้งหมด มี 8 งานแสดงสินค้าขนาดใหญ่ ครอบคลุมทั้งอุตสาหกรรมการแพทย์ การผลิต
การพิมพ์ ไปจนถึงการบรรจุภัณฑ์และกระดาษลูกฟูก ที่จะจัดขึ้นในประเทศไทย จากการเล็งเห็นถึงความเป็นศูนย์กลางการลงทุนของภูมิภาค ด้วยขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของอาเซียนและยังคงมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังเล็งเห็นถึงศักยภาพของไทยในการดึงดูดนักลงทุนและกลุ่มเป้าหมายการจัดงานแสดงสินค้า จากการเติบโตของอุตสาหกรรม S-Curve อย่างการแพทย์ครบวงจร ยานยนต์ไฟฟ้า โลจิสติกส์ และอีคอมเมิร์ซ ตลอดจนยังได้รับการส่งเสริมจากนโยบายภาครัฐล่าสุด ทั้งนโยบายการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงมาตรการผลักดันประเทศไทยเป็นฮับการจัดประชุมและงานแสดงสินค้า (MICE) อันดับ 1 ของเอเชีย ทำให้มีพื้นที่สำหรับการจัดงานแสดงสินค้าและสิ่งอำนวยความสะดวกมาตรฐานสากล พร้อมรองรับผู้ร่วมงานระดับเมกะเทรดแฟร์อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยงานแสดงสินค้าอุตสาหกรรมนานาชาติที่ เมสเซ่ ดุสเซลดอร์ฟ เอเชีย วางแผนจัดขึ้นที่ประเทศไทย ในเดือน กันยายน 2568 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค (BITEC) ประกอบด้วย
10-12 กันยายน 2568
• MEDICAL FAIR THAILAND – งานแสดงสินค้าเทคโนโลยีทางการแพทย์และสุขภาพชั้นนำของภูมิภาค ไฮไลท์สำคัญในปีนี้อยู่ที่โซนการดูแลสุขภาพสำหรับชุมชน พาวิลเลียนการผลิตอุปกรณ์และเทคโนโลยีทางการแพทย์ และนวัตกรรมที่มุ่งเน้นการเสริมสร้างระบบการดูแลสุขภาพและการรับมือปัญหาสุขภาพอุบัติใหม่
17-20 กันยายน 2568
• PACK PRINT INTERNATIONAL – งานแสดงเทคโนโลยีด้านบรรจุภัณฑ์และการพิมพ์ โดยความร่วมมือกับสมาคมบรรจุภัณฑ์ไทย และสมาคมการพิมพ์ไทย ซึ่งในปีนี้เป็นการจัดงานครั้งที่ 10 ภายในงานมีการนำเสนอเครื่องจักร อุปกรณ์ และโซลูชันล้ำสมัย สำหรับการพิมพ์และการบรรจุภัณฑ์ที่หลากหลาย เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรม
• CorruTec ASIA – งานแสดงนวัตกรรมด้านบรรจุภัณฑ์ลูกฟูก โดยความร่วมมือกับสมาคมบรรจุภัณฑ์กระดาษลูกฟูกไทย จัดควบคู่กับงาน PACK PRINT INTERNATIONAL เพื่อสร้างพื้นที่ทางธุรกิจที่ครอบคลุมห่วงโซ่คุณค่าอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ ซึ่งการจัดงานในปีนี้จะสอดรับกับเทรนด์ความต้องการบรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืน แข็งแรง และบรรจุภัณฑ์สำเร็จรูปสำหรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซในปัจจุบัน
17-19 กันยายน 2568
• wire Southeast Asia 2025 – งานแสดงสินค้าด้านเทคโนโลยีลวดและสายเคเบิลชั้นนำแห่งภูมิภาค สำหรับการจัดงานในปีนี้ถือเป็นครั้งที่ 16 โดยเตรียมนำเสนอเทคโนโลยีล่าสุด รวมถึงอุปกรณ์ และโซลูชันเพื่อขับเคลื่อนการภาคการผลิต การแปรรูปวัสดุ และการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน
• Tube Southeast Asia 2025 – งานแสดงเทคโนโลยีท่อและระบบท่อนานาชาติ โดยในปีนี้ถือเป็นการจัดงานครั้งที่ 15ซึ่งจะมีการจัดแสดงผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ตั้งแต่ท่อ เครื่องจักรผลิตท่อ ระบบตรวจสอบและควบคุมคุณภาพ ไปจนถึงเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานของท่อขั้นสูง
• GIFA Southeast Asia 2025 – นำเสนอความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีการหล่อโลหะ วัสดุประสิทธิภาพสูง และ
โซลูชันการผลิตสมัยใหม่ สำหรับอุตสาหกรรมหล่อโลหะและโลหการ ซึ่งเป็นรากฐานของภาคการผลิตและอุตสาหกรรมหนัก เพื่อช่วยขับเคลื่อนนวัตกรรมสำหรับภาคอุตสาหกรรมทั่วภูมิภาค
• METEC Southeast Asia 2025 – จัดคู่กับ GIFA Southeast Asia 2025 โดยนำเสนอความก้าวหน้าของเทคโนโลยีโลหการ รวมถึงอุปกรณ์ และโซลูชันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิตและประหยัดทรัพยากร เพื่อสร้างห่วงโซ่คุณค่าอุตสาหกรรมโลหะที่ยั่งยืน
นอกจากงานแสดงสินค้าอุตสาหกรรมในเดือนกันยายน เมสเซ่ ดุสเซลดอร์ฟ เอเชีย ยังมีการจัดงานแสดงสินค้าในประเทศไทยอีก 2 รายการ ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค (BITEC) เช่นเดียวกัน ภายใต้ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ของเมสเซ่ ดุสเซลดอร์ฟ เอเชีย และองค์กรพันธมิตร ได้แก่ Plastics & Rubber Thailand 2025 งานแสดงสินค้าด้านพลาสติกและยาง ที่จัดขึ้นร่วมกับ Informa Markets ระหว่างวันที่ 14-16 พฤษภาคม 2568 และงาน CIOSH Thailand 2025 งานแสดงสินค้าด้านเทคโนโลยีความปลอดภัย ที่ผนึกกำลังกับ เมสเซ่ ดุสเซลดอร์ฟ เซี่ยงไฮ้ และสมาคมการค้าสิ่งทอแห่งประเทศจีน ในวันที่ 5-7 มิถุนายน 2568 ซึ่งจะรองรับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมหลักในอาเซียน รวมถึงเป็นแพลตฟอร์มงานแสดงสินค้าเฉพาะทางที่ช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมนวัตกรรมวัสดุ และอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยสู่ความเป็นเลิศทางอุตสาหกรรม
.jpg)
“การจัดงานแสดงสินค้าอุตสาหกรรมที่ประเทศไทย คาดว่าจะดึงดูดผู้แสดงสินค้านานาชาติ ผู้เยี่ยมชมงาน ตลอดจนผู้เชี่ยวชาญ และผู้นำจากทั่วภาคอุตสาหกรรมทั่วโลก กว่า 40,000 ราย นอกเหนือจากการสร้างมูลค่าซื้อขายทางธุรกิจแล้ว ยังเป็นพื้นที่สำคัญในการแลกเปลี่ยนความรู้ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ ตลอดจนช่วยขยายขีดความสามารถและยกระดับจุดยืนของภาคอุตสาหกรรมไทยในเวทีโลก” นายเกอร์นอท สรุป
.jpg)
