โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี กรมการแพทย์ เตือนเมื่อเกิดสารเคมีเอทิลอะซิเตตรั่วไหล จะมีกลิ่นเหม็นรุนแรง จนแสบจมูก แสบคอ วิงเวียนศีรษะ เพื่อความปลอดภัยควรให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นโดยด่วน และพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินเกิดเหตุระทึกขึ้น หลังได้รับสารเคมี อาจสร้างความหวาดวิตกให้กับประชาชนในที่ได้รับสารอย่างมาก
นายแพทย์อัครฐาน จิตนุยานนท์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่าหากเกิดสารเคมีรั่วไหล ที่เกิดจากสารเอทิลอะซิเตต (Ethyl Acetate) คือสารประกอบอินทรีย์ที่ไม่มีสี มีกลิ่นหอมหวานคล้ายผลไม้ (เช่น ลูกแพร์) เป็นเอสเทอร์ที่ใช้กันแพร่หลายในฐานะ ตัวทำละลาย (solvent) ในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น กาว, น้ำยาล้างเล็บ, หมึกพิมพ์, น้ำหอม และยังใช้สกัดคาเฟอีนออกจากชาและกาแฟได้ด้วย มีสูตรเคมี และมีความเป็นพิษต่ำ ทำให้เป็นทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมกว่าตัวทำละลายชนิดอื่น คุณสมบัติที่สำคัญ ลักษณะ: ของเหลวใสไม่มีสี มีกลิ่นหอมหวาน. การละลาย: ละลายสารอินทรีย์ได้ดีมาก เช่น เรซิน, พลาสติก, ยาง และไขมัน แต่ละลายน้ำได้เล็กน้อย. ความไวไฟ: ติดไฟง่าย. พิษต่ำ: ปลอดภัยกว่าตัวทำละลายอะโรมาติก เช่น โทลูอีน.
การใช้งานหลัก:
· ตัวทำละลาย: สำหรับสี, แลคเกอร์, หมึกพิมพ์, กาว และน้ำยาล้างเล็บ.
· การสกัด: ใช้สกัดสารต่างๆ เช่น คาเฟอีนจากชา/กาแฟ, ไขมัน และน้ำมัน.
· อุตสาหกรรมยาและเครื่องสำอาง: เป็นส่วนประกอบในน้ำหอม, ยา และผลิตภัณฑ์ความงาม.
· การผลิต: ใช้ในกระบวนการผลิตโพลียูรีเทน.
วิธีรับมือเบื้องต้นเมื่อเจอเหตุสารเคมีรั่วไหล
· สวมหน้ากากอนามัย: หากเป็นไปได้ให้ใช้หน้ากากที่ป้องกันสารเคมี หรือใช้ผ้าชุบน้ำปิดจมูก
· อยู่เหนือลม: สังเกตทิศทางลมและเคลื่อนย้ายออกจากจุดเกิดเหตุไปในทิศทางเหนือลม
· ปิดประตูหน้าต่าง: หากยังไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ ให้ปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิดเพื่อกันกลิ่น
· ล้างตัว: หากสัมผัสสารเคมี ให้ล้างออกด้วยน้ำสะอาดปริมาณมากๆ ทันที

นายแพทย์ปิยวัฒน์ เลาวหุตานนท์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี กล่าวเพิ่มเติม สารเอทิล อะซิเตต (Ethyl Acetate) เป็นของเหลวไวไฟที่ระเหยได้ง่าย ใช้เป็นตัวทำละลายในงานอุตสาหกรรม จัดเป็นสารที่มีความเป็นพิษต่ำ แต่สามารถเกิดผลกระทบต่อสุขภาพได้ เมื่อสูดดมเอาไอระเหยของสารที่มีความเข้มข้นสูงเข้าไปจะทำเกิดการระคายเคืองทางเดินหายใจโดยมีอาการ ไอ คอแห้ง และหายใจลำบาก การสูดดมในปริมาณมากจะกดระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้เกิดอาการ อ่อนเพลีย เวียนศีรษะ มึนงง คลื่นไส้ และอาเจียน ในกรณีที่รุนแรงอาจทำให้หมดสติได้ นอกจากนี้มีผลทำให้เกิดการระคายเคืองต่อดวงตาและผิวหนัง การสัมผัสบ่อยจะทำให้เกิดการทำลายชั้นไขมันของผิวหนังทำให้ผิวแห้งและแตก ควรหลีกเลี่ยงการหายใจเอาไอระเหยของสารเข้าไป และย้ายไปยังที่ที่มีอากาศถ่ายเท หายใจสะดวก ถ้าสัมผัสผิวหนังเช็ดให้แห้งแล้วล้างผิวด้วยน้ำ หากเข้าตาให้ล้างออกด้วยน้ำสะอาดหลายครั้ง ผู้ได้รับสัมผัสหากรู้สึกไม่สบายให้รีบพบแพทย์ หรือโทรศัพท์สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ 02-517-1000 ต่อ 5713 ศูนย์พิษวิทยา โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี

