สปสช. ร่วมลงนามความร่วมมือ NIA และกระทรวง อว. พร้อมผนึกพลัง 31 องค์กรภาครัฐ - เอกชนด้านการแพทย์ ขับเคลื่อน “โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสุขภาพ” ยกระดับระบบสุขภาพประเทศไทยสู่ “ศูนย์กลางนวัตกรรมทางการแพทย์” ของภูมิภาค ย้ำพร้อมสนับสนุนนวัตกรรมทางการแพทย์ไทยสู่ “ระบบบัตรทอง” ดูแลประชาชนกว่า 47 ล้านคนเข้าถึงเทคโนโลยีสุขภาพที่มีคุณภาพ เพิ่มประสิทธิภาพการรักษา ลดค่าใช้จ่ายในระบบบระยะยาว
สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ร่วมกับ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (NIA) และ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย 31 หน่วยงานด้านการแพทย์ สุขภาพ และ Wellness ทั้งภาครัฐ และเอกชน ร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) ใน “โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสุขภาพ” โดยมี ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เป็นประธานในพิธีการลงนาม เพื่อร่วมกันชับเคลื่อนสู่เป้าหมายการผลักดันระบบสุขภาพและสาธารณสุขของประเทศได้เติบโตอย่างยั่งยืน ณ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 29 พ.ค. 2569 ที่ผ่านมา
ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า ความร่วมมือของหน่วยงานสุขภาพทั้งจากภาครัฐ และภาคเอกชน จะทำให้เกิดกระบวนการสร้างระบบนิเวศนวัตกรมทางการแพทย์ให้เกิดขึ้นในประเทศอย่างครบวงจร ทั้งนี้ มีเป้าหมายในระยะ 3 ปี คือ การสร้างการลงทุนด้านนวัตกรรมทางการแพทย์ภายในประเทศเป็นจำนวน 1.2 หมื่นล้านบาท เพื่อเพิ่มศักยภาพในการสร้างมูลค่าการค้าและการส่งออกนวัตกรรมไทยให้ถึง 2,500 ล้านบาท รวมถึงการสร้างงานทักษะสูงอีก 1 หมื่นตำแหน่ง ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยสามารถยกระดับไปสู่การเป็น “ศูนย์กลางนวัตกรรมทางการแพทย์” หรือ Medical Innovation Hub ในภูมิภาค และที่สำคัญคือประเทศไทยจะลดการพึ่งพานวัตกรรมเครื่องมือแพทย์ที่จำเป็นต่อระบบสุขภาพลงไปได้
ทั้งนี้ ความร่วมมือของทั้ง 32 หน่วยงานจะร่วมกันขับเคลื่อนนวัตกรรมทางการแพทย์ของประเทศในระยะ 3 ปี โดยมุ่งดำเนินงาน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1.ผลักดันโครงการนำนวัตกรรมทางการแพทย์ไปใช้จริงไม่น้อยกว่า 10 โครงการ และพัฒนาเครือข่ายสถานพยาบาลนำร่องไม่น้อยกว่า 20 แห่ง เพื่อเป็นพื้นที่ทดสอบและต่อยอดนวัตกรรมอย่างเป็นระบบ 2.นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการแพทย์มาเพิ่มประสิทธิภาพบริการ ลดระยะเวลารอคอยของผู้ป่วยลงอย่างน้อยร้อยละ 15 ภายใน 2 ปี และ 3.บ่มเพาะสตาร์ทอัพด้านการแพทย์และสุขภาพไม่น้อยกว่า 20 ทีม พร้อมร่วมพัฒนามาตรฐาน แนวปฏิบัติ และกลไกกำกับดูแลที่รองรับเทคโนโลยีทางการแพทย์สมัยใหม่ เพื่อสนับสนุนการขยายตลาดนวัตกรรมทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ดร.ศ.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ กล่าวว่า ไทยมีศักยภาพด้านบุคลากรทางการแพทย์ นักวิจัย และองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพในระดับสากล โดยความร่วมมือในครั้งนี้ จะมุ่งสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์อย่างครบวงจร ผ่านกลไกการร่วมลงทุน (Co-funding) ระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ทั้งนักลงทุนอิสระ (VC) และหน่วยลงทุนของภาคธุรกิจ (CVC) เพื่อเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจนวัตกรรมไทยเติบโต สามารถต่อยอดเชิงพาณิชย์ และสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม
นอกจากนี้ NIA ยังผลักดันการจัดทำพื้นที่ทดสอบเชิงกำกับดูแล (Regulatory Sandbox) ผ่าน “ย่านนวัตกรรมทางการแพทย์” เพื่อเป็นพื้นที่ทดลองใช้นวัตกรรมทางคลินิก (Living Lab) ในสภาพแวดล้อมของโรงพยาบาลจริง ช่วยให้นวัตกรรมได้รับการประเมินตามมาตรฐานที่เหมาะสม และสร้างความเชื่อมั่นแก่บุคลากรทางการแพทย์ผู้ใช้งาน
“ความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญในการยกระดับคุณภาพบริการทางการแพทย์ ลดความแออัดในระบบสาธารณสุข และเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยพัฒนาเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ปัญหาของประเทศได้จริง พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมการแพทย์ของภูมิภาค ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และเสริมสร้างความมั่นคงทางสาธารณสุขในระยะยาว” ผอ.สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ กล่าว
ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า สปสช. มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการนำนวัตกรรมทางการแพทย์ของไทย ไปใช้ประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) ตามมติคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) ที่ให้การสนับสนุนนวัตกรรมที่ได้รับการขึ้นทะเบียนในบัญชีนวัตกรรมไทย เพื่อนำมาใช้ดูแลประชาชนสิทธิบัตรทองกว่า 47 ล้านคน ปัจจุบันมีนวัตกรรมและเครื่องมือแพทย์ที่พัฒนาโดยคนไทยได้รับการบรรจุเป็นสิทธิประโยชน์ในระบบแล้ว 7 รายการ และถูกนำไปใช้จริงจนเกิดประโยชน์ต่อทั้งประชาชนและระบบสาธารณสุขของประเทศ
ทั้งนี้ หนึ่งในนวัตกรรมที่มีบทบาทสำคัญต่อระบบสุขภาพในปัจจุบัน คือ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดย สปสช. ได้สนับสนุนการใช้ “Chest X-ray AI” สำหรับช่วยวิเคราะห์ภาพเอกซเรย์ทรวงอกเพื่อคัดกรองโรคและประเมินความเสี่ยงของผู้ป่วย ส่งผลให้การตรวจวินิจฉัยมีความรวดเร็วมากขึ้น ช่วยให้ประชาชนเข้าสู่กระบวนการรักษาได้เร็วขึ้น เพิ่มโอกาสในการรักษาที่มีประสิทธิภาพ ลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในระยะยาว
“สปสช. พร้อมสนับสนุนนวัตกรรมทางการแพทย์ที่มีประโยชน์ต่อประชาชนในทุกมิติ ทั้งด้านการรักษา การส่งเสริมสุขภาพ และการป้องกันโรค หากมีหลักฐานเชิงประจักษ์รองรับและสามารถยกระดับคุณภาพบริการสุขภาพได้จริง สปสช. ก็พร้อมพิจารณานำเข้าสู่ระบบสิทธิประโยชน์ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงนวัตกรรมที่มีคุณภาพได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม” รองเลขาธิการ สปสช. กล่าว
