“พัฒนา” มอบนโยบาย 7 เสาหลักสาธารณสุขปี 70 ดันกองทุนปฐมภูมิ 500 บาทต่อคนต่อปี สธ.–สปสช. ผนึกหน่วยบริการ เปิดเวิร์กช็อปบริหารงบบัตรทอง

www.medi.co.th

รมว.สาธารณสุข มอบนโยบายปี 2570 ภายใต้ 7 เสาหลักสาธารณสุขไทย นำร่องกองทุนปฐมภูมิ 500 บาทต่อคนต่อปี ครอบคลุมประชาชนทุกสิทธิในพื้นที่เป้าหมายกว่า 10.6 ล้านคน พร้อมเดินหน้าความร่วมมือ สธ.–สปสช. บริหารกองทุนบัตรทอง เผยผลงานปี 2569 โรงพยาบาลวิกฤติการเงินระดับ 7 เหลือเพียง 1 แห่ง ตั้งเป้าลดวิกฤติระดับ 6–7 ให้เป็นศูนย์ในปี 2570 พร้อมเปิดเวิร์กช็อปร่วมกับผู้แทนหน่วยบริการทั่วประเทศ ระดมแนวทางบริหารงบประมาณ เพื่อนำไปปรับประสิทธิภาพและกำหนดมาตรการกำกับติดตามการบริหารกองทุนร่วมกัน


เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2569 ณ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อเตรียมความพร้อมการบริหารงบประมาณกองทุน ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ซึ่งสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และผู้แทนหน่วยบริการระดับต่าง ๆ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29–30 ตุลาคม 2569 เพื่อร่วมกันเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และกำหนดแนวทางบริหารงบประมาณให้สอดคล้องกับการจัดบริการในระดับพื้นที่

นายพัฒนา กล่าวว่า ในปีงบประมาณ 2570 กระทรวงสาธารณสุขจะเดินหน้าขับเคลื่อน 7 นโยบายเสาหลักสาธารณสุขไทย ภายใต้กรอบ MOPH PLUS+ โดยเฉพาะการพัฒนาระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิและการสร้างความมั่นคงทางการเงินของหน่วยบริการ ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือระหว่าง สธ. และ สปสช. ในการบริหารกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยตลอดปีงบประมาณ 2569 ทั้งสองหน่วยงานได้ร่วมกันปรับแนวทางการบริหารการเงินการคลัง จากเดิมที่แก้ปัญหาโรงพยาบาลเป็นรายแห่ง มาสู่การบริหารวงเงินร่วมกันทั้งระดับจังหวัด เขตสุขภาพ และระดับประเทศ ซึ่งมีผลการดำเนินงานสำคัญ คือ โรงพยาบาลในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขมีรายรับจากบริการผู้ป่วยนอก ผู้ป่วยใน และบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค รวม 70,788.60 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2568 จำนวน 7,413.41 ล้านบาท ขณะที่โรงพยาบาลวิกฤติการเงินระดับ 7 ลดลงจาก 136 แห่งในปี 2568 เหลือเพียง 1 แห่งในปี 2569


 


นายพัฒนา กล่าวต่อว่า สำหรับปีงบประมาณ 2570 จะเดินหน้าความร่วมมือระหว่าง สธ. และ สปสช. เพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินของหน่วยบริการ โดยตั้งเป้าลดโรงพยาบาลวิกฤติการเงินระดับ 6 และ 7 ให้เหลือศูนย์ พร้อมบริหารงบบริการผู้ป่วยในตามกรอบเป้าหมาย 10.5 ล้าน Sum AdjRW อัตราจ่าย 10,000 บาทต่อ AdjRW ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงบบริการกรณีเฉพาะ (CR) และพัฒนาระบบบริการปฐมภูมิ โดยนำร่องกองทุน Primary Care Fund อัตรา 500 บาทต่อคนต่อปี ในพื้นที่ 108 อำเภอ 76 จังหวัด ครอบคลุมประชากรทุกสิทธิในพื้นที่เป้าหมายกว่า 10.6 ล้านคน ทั้งนี้ ได้มอบนโยบายให้ทั้งสองหน่วยงานร่วมกันใช้ข้อมูลวางแผนบริหารงบประมาณและกำกับติดตามอย่างเป็นระบบ เพื่อให้โรงพยาบาลมีความมั่นคงทางการเงิน โดยไม่กระทบสิทธิและคุณภาพการรักษาของประชาชน

ด้าน นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า การประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้เป็นการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ที่ให้ สธ. และ สปสช. ร่วมกันเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารกองทุนปี 2570 โดยเฉพาะการบริหารงบบริการผู้ป่วยในและบริการที่มีค่าใช้จ่ายสูง ซึ่งต้องใช้ข้อมูลผลงานบริการและภาระค่าใช้จ่ายจริงประกอบการวางแผนในระดับเขตสุขภาพและจังหวัด ควบคู่กับการบริหารจัดการเครือข่ายโรงพยาบาลร่วมกัน เพื่อลดความซ้ำซ้อนและการส่งต่อผู้ป่วยที่ไม่จำเป็น โดยการประชุมครั้งนี้เปิดโอกาสให้ผู้บริหารและหน่วยบริการในพื้นที่ร่วมกันวิเคราะห์ปัญหาและเสนอแนวทางบริหารงบประมาณที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ เพื่อให้การจัดบริการมีประสิทธิภาพและโรงพยาบาลมีความมั่นคงทางการเงินอย่างต่อเนื่อง 


ขณะที่ นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการต่อยอดความร่วมมือระหว่าง สธ. และ สปสช. ตามนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข โดยมุ่งนำแนวทางที่ทั้งสองหน่วยงานร่วมกันพัฒนามาสู่การปฏิบัติในระดับพื้นที่ ผ่านการระดมสมอง 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ การบริหารงบบริการผู้ป่วยใน (IP) การบริหารงบบริการกรณีเฉพาะ (CR) โดยเฉพาะรายการที่มีผลงานบริการเกินเป้าหมาย และการพัฒนารูปแบบใหม่ของการจ่ายค่าบริการปฐมภูมิ ซึ่งผู้เข้าร่วมประชุมจะร่วมกันจัดทำแนวทางบริหารวงเงิน การติดตามผล การจัดการความเสี่ยงด้านงบประมาณ และแผนเตรียมความพร้อมของแต่ละเขตสุขภาพ โดยผลที่ได้จากการประชุม สปสช. จะรวบรวมร่วมกับ สธ. เพื่อนำไปปรับปรุงประสิทธิภาพการบริหารกองทุน รวมทั้งกำหนดมาตรการกำกับติดตามการบริหารงบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปี 2570 ให้มีประสิทธิภาพ เพื่อให้หน่วยบริการมีความพร้อมในการจัดบริการ และประชาชนได้รับบริการที่จำเป็นอย่างมีคุณภาพและต่อเนื่อง