โรช เดินหน้าลงทุนต่อเนื่องด้านการวิจัยทางคลินิกมูลค่า 1,500 ล้านบาท ภายใต้ยุทธศาสตร์ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อขับเคลื่อน GDP ของประเทศ พร้อมยกระดับการเข้าถึงยานวัตกรรม โดยผลศึกษาจากมูลนิธิสถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง (สวค.) ชี้การลงทุนในกองทุนยามะเร็งสร้างผลตอบแทนทางสังคม (SROI) สูงถึง 1.21 เท่า [1]

บริษัท โรช ไทยแลนด์ จำกัด ผู้นำด้านนวัตกรรมเวชภัณฑ์และการตรวจวินิจฉัยระดับโลก ประกาศความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public-Private Partnership) ร่วมกับ กระทรวงสาธารณสุข ภายใต้กรอบความร่วมมือ Strategic Healthcare Innovation Partnership เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการวิจัย พัฒนา และนวัตกรรมทางการแพทย์ในภูมิภาค เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมมุ่งเปลี่ยนผ่านมุมมองต่อระบบสุขภาพ จากเดิมที่มองเป็น “ภาระค่าใช้จ่าย” สู่ “การลงทุนด้านสุขภาพเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ” หรือ “Health-to-Wealth”
นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า: กระทรวงสาธารณสุขมุ่งผลักดันนโยบาย Medical Investment Hub เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านการแพทย์และสุขภาพ โดยส่งเสริมการลงทุนจากบริษัทชั้นนำระดับโลก ผ่าน 3 เสาหลัก ได้แก่ Service Hub, Research and Development Hub และ Product and Health Manufacturing Hub ตั้งเป้าดึงดูดเงินลงทุนใหม่กว่า 68,000 ล้านบาท สร้างผลต่อเศรษฐกิจไม่น้อยกว่าร้อยละ 0.5 ของ GDP และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมจากอันดับ 56 สู่อันดับ 50 |

นายแพทย์สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า: “กระทรวงสาธารณสุขมุ่งพัฒนาระบบนิเวศการวิจัยทางคลินิกของประเทศอย่างครบวงจร โดยส่งเสริมความพร้อมของโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข การพัฒนาบุคลากรวิจัย และการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัย รวมถึงประสานความร่วมมือกับสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาเครือข่ายศูนย์วิจัยทางคลินิกและเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับการวิจัยนวัตกรรมทางการแพทย์ระดับนานาชาติ” |

ดร.แมทธิว โคตส์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โรช ไทยแลนด์ จำกัด กล่าวว่า: “ความร่วมมือระหว่าง โรช และ กระทรวงสาธารณสุข ในครั้งนี้ ขับเคลื่อนบนแนวคิด Health-to-Wealth ที่ปรับเปลี่ยนมุมมองระบบสาธารณสุขจากเดิมที่มองเป็น “ภาระค่าใช้จ่าย” ไปสู่ “การลงทุนด้านสุขภาพเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ” โดยมุ่งสร้างประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมให้แก่ทั้งประชาชนและประเทศชาติ การลงทุนนี้นอกจากจะช่วยเพิ่มโอกาสให้คนไทยสามารถเข้าถึงยานวัตกรรมรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงและเท่าเทียมในระบบหลักประกันสุขภาพแล้ว ยังช่วยลดภาระโรคร้ายแรงและคืนคุณภาพชีวิตที่ดีให้ผู้ป่วยกลับมาดำเนินชีวิตและสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจได้ตามปกติ
สำหรับประเทศไทย การลงทุนวิจัยทางคลินิก 1,500 ล้านบาท ภายในปี 2572 จะเป็นกลไกสำคัญในการต่อยอดและยกระดับโครงสร้างพื้นฐานระบบนิเวศนวัตกรรมสุขภาพ ขยายศูนย์วิจัยทางการแพทย์ และสร้างมูลค่าเพิ่มและผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ พร้อมขับเคลื่อน GDP ของประเทศไทยอย่างยั่งยืน” |
โดยมี 2 ยุทธศาสตร์หลัก และมุ่งหวังผลลัพธ์ของโครงการดังนี้
- ส่งเสริมการเข้าถึงยานวัตกรรมโรคมะเร็ง
เพื่อตอบสนองต่อภาระโรคร้ายแรงที่มีอัตราการเสียชีวิตสูง โดยเฉพาะ มะเร็งตับ ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ในเพศชาย และ มะเร็งเต้านม ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ในเพศหญิง การร่วมมือดังกล่าวมุ่งหวังให้ผู้ป่วยไทยสามารถเข้าถึงยานวัตกรรมรักษาตรงจุดสำหรับมะเร็งตับ และยานวัตกรรมรักษาตรงจุดสำหรับมะเร็งเต้านม HER2-positive ได้อย่างรวดเร็วและเท่าเทียม ลดอัตราการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร และรักษาแรงงานสำคัญของประเทศ
- ส่งเสริมการวิจัยนวัตกรรมและการทดสอบทางคลินิก แผนความร่วมมือดังกล่าวได้กำหนดเป้าหมายการลงทุนวิจัยทางคลินิกโดยตรงต่อเนื่องอีก 1,500 ล้านบาท ระหว่างปี 2570 ถึง 2572 เพื่อร่วมขับเคลื่อนการเติบโตของ GDP ประเทศ ซึ่งเป็นการสานต่อความสำเร็จจากที่ โรช ไทยแลนด์ ได้ทุ่มงบวิจัยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาไปแล้วกว่า 2,300 ล้านบาท ผ่านโครงการวิจัยทางคลินิก 35 โครงการ ใน 26 โรงพยาบาลชั้นนำทั่วประเทศ ครอบคลุมผู้ป่วยไทย 475 ราย ในบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ โรช ทำหน้าที่เป็นผู้ร่วมพัฒนาการวิจัยทางคลินิกโดยนำเสนองบประมาณและแนวทางการวิจัยระดับสากลสู่ไทย ขยายขอบเขตการรักษานอกเหนือจากโรคมะเร็งและโรคระบบเลือด ไปสู่กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่มีภาระทางสังคมสูง ได้แก่ โรคความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจ ตลอดจนนวัตกรรมการรักษาขั้นสูง เช่น ยีนบำบัด
เพื่อสร้างศักยภาพการวิจัยในระยะยาว ความร่วมมือนี้มุ่งขยายขีดความสามารถของศูนย์วิจัยระยะเริ่มต้นและการวิจัยในมนุษย์ครั้งแรกชในโรงเรียนแพทย์ชั้นนำพร้อมทั้งผนึกกำลังกับสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) เพื่อยกระดับศูนย์วิจัยทางคลินิกสังกัดกระทรวงสาธารณสุขและกรมการแพทย์ จาก 10 แห่ง เป็น 30 แห่งทั่วประเทศ และร่วมจัดตั้ง Thailand Performance Data Dashboard เพื่อแสดงศักยภาพและฐานข้อมูลผู้ป่วยของไทยอย่างรวมศูนย์ ดึงดูดเม็ดเงินวิจัยระดับโลกเข้าสู่ประเทศอย่างต่อเนื่อง

หลักฐานเชิงเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข
ผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุนในกองทุนยามะเร็ง: รายงานเรื่อง "โครงการการวิเคราะห์ผลที่เกิดขึ้นจากการลงทุนด้านสุขภาพต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ" โดย มูลนิสถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง (สวค.) ยืนยันว่า การจัดตั้งกองทุนยามะเร็ง (Cancer Drugs Fund: CDF) เพื่อเพิ่มการเข้าถึงยานวัตกรรมให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งนั้นให้ผลตอบแทนทางสังคม เท่ากับ 1.21 เท่า [1]
หมายความว่า ทุกๆ การลงทุน 1 บาท ในกองทุนยามะเร็ง จะสร้างมูลค่าผลประโยชน์คืนกลับสู่สังคมไทย 1.21 บาท โดยวัดจากความคุ้มค่าในการคืนปีชีวิตที่มีสุขภาพดีให้แก่ประชาชน (ลดการสูญเสีย DALYs ได้เฉลี่ย 16.95 ปี ต่อประชากร 1 แสนคน) ควบคู่กับการลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการรักษาของกลุ่มผู้ป่วยเปราะบาง
คุณค่านวัตกรรมรักษามะเร็งเต้านมต่อเศรษฐกิจไทย: รายงานจากสถาบันวิจัย WifOR ระบุว่า โรคมะเร็งเต้านมชนิด HER2-positive สร้างภาระความสูญเสียทางเศรษฐกิจและสังคมแก่ประเทศไทยสูงถึง 8.92 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.12 แสนล้านบาท) ในช่วงปี พ.ศ. 2560 - 2570 จากการสูญเสียปีชีวิตที่มีสุขภาพดีของประชากรกว่า 5.4 แสนปี [2]
อย่างไรก็ตาม การส่งเสริมให้ผู้ป่วยเข้าถึงยานวัตกรรมตั้งแต่ระยะเริ่มต้น สามารถฟื้นฟูมูลค่าทางเศรษฐกิจและคืนปีชีวิตที่มีคุณภาพให้ผู้ป่วยไทยรวมกว่า 1,697 ปี คิดเป็นมูลค่าการขับเคลื่อน GDP สะสมให้ประเทศกว่า 25.74 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 900 ล้านบาท) โดยกว่า 63% [2] ของมูลค่าทางเศรษฐกิจที่สร้างคืนมานี้ เกิดจากการได้รับการรักษาตั้งแต่ระยะแรก ซึ่งช่วยให้ผู้ป่วยวัยทำงานสามารถกลับไปดำเนินชีวิตและสร้างรายได้ขับเคลื่อนประเทศได้ตามปกติ
ทั้งนี้ พิธีประกาศความร่วมมือดังกล่าวได้รับเกียรติจากนายเฟลิกซ์ วานเนอร์รองหัวหน้าฝ่ายการเมืองและเศรษฐกิจ สถานเอกอัครราชทูตสวิตเซอร์แลนด์ประจำประเทศไทย ร่วมเป็นสักขีพยานกิตติมศักดิ์ ในครั้งนี้

