วิธีรับมือกระดูกพรุน ป้องกันกระดูกหักก่อนจะสายเกินไป

โรคกระดูกพรุน คือภาวะที่มวลกระดูกบางและเปราะ ทำให้ “หักง่าย” แม้เพียงแค่ล้มเบา ๆ หรือบิดตัวผิดท่า การดูแลที่สำคัญคือไม่ควรรอให้เกิดกระดูกหักก่อนจึงค่อยรักษา แต่ควรเริ่มตรวจคัดกรองในผู้ที่มีความเสี่ยง ร่วมกับการปรับพฤติกรรมด้านโภชนาการและการออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูก รวมถึงการจัดสภาพแวดล้อมภายในบ้านให้ปลอดภัยเพื่อลดความเสี่ยงต่อการหกล้ม และหากตรวจพบเป็นกระดูกพรุนแล้ว ควรพบแพทย์เพื่อประเมินการรักษาอย่างเหมาะสม เพื่อลดโอกาสกระดูกหักและรักษาคุณภาพชีวิตให้ได้มากที่สุด


สรุปข้อมูลสำคัญ
ชื่อโรค : โรคกระดูกพรุน (Osteoporosis)
- อาการที่พบบ่อย : ระยะแรกมัก “ไม่มีอาการ” เมื่อกระดูกพรุนมากขึ้นอาจพบอาการปวดหลังเรื้อรัง ตัวเตี้ยลง หลังค่อม กระดูกหักจากการล้มเบา ๆ หรือจากกิจวัตรประจำวัน
- สาเหตุ / ปัจจัยเสี่ยงหลัก : อายุที่มากขึ้น ผู้หญิงหลังหมดประจำเดือน น้ำหนักตัวน้อยมีดัชนีมวลกายน้อยกว่า 19 เคยกระดูกหักจากอุบัติเหตุเล็กน้อย มีบิดา มารดา ล้มข้อสะโพกหัก ใช้ยาสเตียรอยด์ต่อเนื่องเป็นเวลานาน สูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ไม่ออกกำลังกาย ได้รับแคลเซียม/วิตามินดีน้อย
- ตรวจวินิจฉัยอย่างไร : ตรวจมวลกระดูกด้วยเครื่อง DXA (Dual Energy X-Ray Absorptiometry)
- หลักการรับมือ : ป้องกันโรคด้วยการรับประทานแคลเซียมและวิตามินดีให้เพียงพอ ออกกำลังกายแบบมีแรงลงกระดูก ฝึกกล้ามเนื้อและการทรงตัว


ทำไม “กระดูกพรุน” จึงอันตรายกว่าที่คิด?
โรคกระดูกพรุนอันตรายกว่าที่หลายคนคิด เพราะเป็น “โรคเงียบ” ที่มักไม่แสดงอาการเตือนให้รู้ตัว กระดูกจะค่อย ๆ บางและเปราะลงเรื่อย ๆ จนมารู้ตอนเกิด “กระดูกหัก” แล้ว เช่น สะโพกหัก ข้อมือหัก หรือกระดูกสันหลังยุบจากการล้มเบา ๆ หรือแค่บิดตัวผิดท่า ซึ่งในผู้สูงอายุการหักแต่ละครั้งอาจทำให้เดินไม่ได้ ต้องผ่าตัด พักฟื้นนาน ปวดเรื้อรัง นั่ง นอน ใช้ชีวิตประจำวันเองไม่ได้ เสี่ยงแผลกดทับ ติดเชื้อ ปอดบวม และมีโอกาสกระดูกหักซ้ำเพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและเพิ่มความเสี่ยงของการเสียชีวิตในระยะยาว ดังนั้นจึงไม่ควรรอให้ล้มแล้วกระดูกหักก่อน แต่ควรตรวจคัดกรองและดูแลป้องกันตั้งแต่ยังไม่เกิดเหตุ


ใครคือกลุ่มเสี่ยงที่ควรระวังเป็นพิเศษ?
ปัจจัยส่วนบุคคล
- ผู้หญิงอายุ 60 ปีขึ้นไป หรือ ผู้ชายอายุ 70 ปีขึ้นไป
- ผู้หญิงหลังหมดประจำเดือน โดยเฉพาะที่หมดเร็วกว่าปกติ
- น้ำหนักตัวน้อย มีดัชนีมวลกาย < 19
- เคยมีกระดูกหักจากการล้มเบา ๆ
- มีประวัติบิดา, มารดาหกล้มข้อสะโพกหัก
ปัจจัยจากโรคประจำตัวและยา
* โรคเรื้อรังบางชนิด เช่น
     - ไทรอยด์ทำงานเกิน
     - โรคทางลำไส้อักเสบเรื้อรัง
     - โรคข้อรูมาตอยด์ ฯลฯ
* ใช้ยาสเตียรอยด์ต่อเนื่องเป็นเวลานาน
* ยาบางชนิดที่มีผลต่อกระดูก (เช่น ยาบางกลุ่มในโรคมะเร็ง หรือยากันชักบางชนิด – ต้องให้แพทย์ประเมินรายบุคคล)
ปัจจัยด้านพฤติกรรมการใช้ชีวิต
- ไม่ค่อยออกกำลังกาย หรือใช้ชีวิตแบบนั่งหรือนอนเป็นส่วนใหญ่
- สูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เป็นประจำ
- ดื่มน้ำอัดลม หรือคาเฟอีนปริมาณมาก
- ไม่โดนแสงแดด ทำให้ได้รับวิตามินดีน้อย


สัญญาณเตือน “กระดูกเริ่มไม่ไหว” ที่ไม่ควรมองข้าม
- ปวดหลังเรื้อรัง โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ
- ส่วนสูงลดลงอย่างเห็นได้ชัด (เตี้ยลง 2 ซม.ใน 1 ปี หรือเตี้ยลงมากกว่า 4 ซม จากความสูงตอนวัยรุ่น)
- หลังค่อม ลำตัวโค้งผิดรูป
- เคยมีกระดูกหักจากการล้มหรืออุบัติเหตุเล็กน้อย


ตรวจอย่างไรให้รู้ทันกระดูกพรุน?
การตรวจให้รู้ทันกระดูกพรุนทำได้โดยเริ่มจากการประเมิน “ความเสี่ยง” ได้แก่ อายุ เพศหญิงหลังหมดประจำเดือน ประวัติกระดูกหักจากการล้มเบา ๆ โรคประจำตัว และยาที่ใช้ จากนั้นจึงตรวจมวลกระดูก (Bone Mineral Density: BMD) ด้วยเครื่อง DXA scan ซึ่งเป็นเครื่องเอกซเรย์พิเศษใช้ปริมาณรังสีต่ำ ปลอดภัยตรวจกระดูกสะโพกและกระดูกสันหลังส่วนเอว ใช้เวลาไม่นาน ไม่เจ็บ ผลตรวจจะออกมาเป็นค่า T-score ที่ช่วยบอกว่ากระดูกยังปกติ เริ่มบาง หรือเข้าข่ายกระดูกพรุน นอกจากนี้แพทย์อาจตรวจเลือดดูระดับวิตามินดี แคลเซียม และประเมินการทรงตัวหรือความเสี่ยงหกล้มร่วมด้วย เพื่อวางแผนการป้องกันและรักษาให้เหมาะกับแต่ละคน ก่อนจะเกิดภาวะกระดูกหักตามมา

รับมือกระดูกพรุนแบบรอบด้าน: กิน ออกกำลังกาย ปรับบ้าน
1. กินให้ถูก เสริมกระดูกให้แข็งแรง
เน้นอาหารแคลเซียมสูง เช่น นม โยเกิร์ต นมถั่วเหลืองเสริมแคลเซียม ปลาเล็กปลาน้อยที่กินได้ทั้งกระดูก เต้าหู้ งาดำ ถั่วเมล็ดแห้ง ผักใบเขียว เช่น คะน้า บร็อกโคลี
เติมวิตามินดีให้พอ ให้ผิวโดนแดดอ่อน ๆ ช่วงเช้า 10–15 นาที เลือกทานปลาไขมันดี ไข่แดง นมเสริมวิตามินดี ถ้าสงสัยว่าขาด ควรตรวจเลือดและปรึกษาแพทย์ก่อนเสริมวิตามิน
ลดสิ่งที่เร่งให้กระดูกบาง เช่น ลดน้ำอัดลม เครื่องดื่มคาเฟอีนจัด ๆ งดสูบบุหรี่ จำกัดการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์


2. ออกกำลังกายให้เหมาะ ทั้งกระดูกและกล้ามเนื้อได้ประโยชน์
- ออกกำลังที่มีแรงลงบนกระดูก เช่น เดินเร็ว เดินแกว่งแขน แอโรบิกเบา ๆ ขึ้น ลงบันไดอย่างระมัดระวัง อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3–5 วัน วันละประมาณ 30 นาที (ปรับตามสภาพร่างกาย)
- เสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ เช่น ยกดัมเบลน้ำหนักเบา ใช้ยางยืดฝึกแรงต้าน ทำท่าลุก นั่งจากเก้าอี้ ช่วยให้กล้ามเนื้อขา สะโพก หลังแข็งแรง รองรับการเคลื่อนไหว ลดโอกาสล้ม
- ฝึกการทรงตัว ยืนขาเดียว โดยมีเก้าอี้หรือราวให้เกาะ ฝึกไทเก๊ก หรือโยคะท่าช้า ๆ ช่วยลดโอกาสสะดุดล้ม เหมาะมากสำหรับผู้สูงอายุ


3. ปรับบ้านให้ “กันล้ม” ลดโอกาสกระดูกหัก
- จัดบ้านให้น่าเดิน ปลอดภัย ไม่สะดุด เก็บของเกะกะบนพื้นให้โล่ง จัดสายไฟให้เรียบร้อย ไม่มีสายพาดทางเดิน เลือกใช้พรมหรือแผ่นกันลื่น โดยเฉพาะในห้องน้ำ
- เพิ่มตัวช่วยเรื่องความปลอดภัย ติดราวจับในห้องน้ำ ข้างโถส้วม และริมบันได เพิ่มแสงสว่างตามทางเดิน กลางคืนควรมีไฟทางไปห้องน้ำ
- ปรับพฤติกรรม ลุกจากเตียงหรือเก้าอี้ช้า ๆ ไม่ลุกพรวดเดียว ใช้ไม้เท้าหรืออุปกรณ์ช่วยเดินเมื่อแพทย์แนะนำ ตรวจสายตา เปลี่ยนแว่นให้พอดีสม่ำเสมอ เลือกรองเท้ากันลื่น พื้นไม่บางและไม่ลื่น

การรักษาทางการแพทย์: เมื่อเป็นกระดูกพรุนแล้วต้องทำอย่างไร?
การรักษาทางการแพทย์เมื่อเป็นโรคกระดูกพรุนแล้ว จุดสำคัญคือการ “ลดโอกาสกระดูกหัก” มากกว่าการทำให้กระดูกกลับมาเหมือนเดิม 100% โดยแพทย์จะประเมินความรุนแรงของโรค ประวัติกระดูกหัก โรคประจำตัว และยาที่ใช้อยู่ จากนั้นอาจให้ยาที่ช่วยชะลอการสลายกระดูก (ยากลุ่มรักษากระดูกพรุนต่าง ๆ) หรือยาที่กระตุ้นการสร้างกระดูกในบางราย ร่วมกับการเสริมแคลเซียมและวิตามินดีในปริมาณที่เหมาะสม ปรับพฤติกรรมเรื่องอาหาร ออกกำลังกาย และการป้องกันการหกล้มควบคู่กันไป แพทย์จะนัดติดตามผลเป็นระยะ ตรวจมวลกระดูกซ้ำ และประเมินผลข้างเคียงของยา การรักษาทั้งหมดนี้ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ ห้ามซื้อยารักษากระดูกพรุนมากินเอง เพราะอาจไม่เหมาะกับโรคประจำตัว หรือเกิดผลข้างเคียงที่อันตรายได้


ควรไปพบแพทย์เมื่อไร?
- ผู้หญิงอายุเกิน 60 ปี หรือผู้ชายอายุเกิน 70 ปีและเคยกระดูกหักจากการล้มเบา ๆ
- ผู้หญิงหลังหมดประจำเดือน โดยเฉพาะรูปร่างผอม หรือมีประวัติคนในครอบครัวกระดูกสะโพกหัก
- มีอาการปวดหลังเรื้อรัง ส่วนสูงลดลง หรือหลังเริ่มค่อม
- ใช้ยาสเตียรอยด์ต่อเนื่องเป็นเวลานาน หรือมีโรคเรื้อรังที่เพิ่มความเสี่ยงกระดูกพรุน
- ต้องการประเมินความเสี่ยงและวางแผนป้องกันตั้งแต่ยังไม่เกิดกระดูกหัก


โรคกระดูกพรุนเป็นโรคเงียบที่มักเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว จนกว่าจะเกิด “กระดูกหัก” ซึ่งอาจทำให้เดินไม่ได้ เจ็บเรื้อรัง ต้องพึ่งพาผู้อื่น และเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนตามมา การรับมือที่ดีที่สุดคือการป้องกันตั้งแต่เนิ่น ๆ โดยรู้ทันปัจจัยเสี่ยง ตรวจมวลกระดูกเมื่อถึงวัยหรือมีความเสี่ยง เสริมแคลเซียม–วิตามินดี ออกกำลังกายให้เหมาะ และปรับบ้านให้ปลอดภัยจากการหกล้ม ส่วนผู้ที่เป็นกระดูกพรุนแล้ว ควรรับการรักษาและติดตามกับแพทย์อย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการดูแลตัวเองในชีวิตประจำวัน เพื่อช่วยลดโอกาสกระดูกหัก รักษาคุณภาพชีวิต และยังคงเคลื่อนไหวได้อย่างมั่นใจนานที่สุด

FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคกระดูกพรุน
Q1: กระดูกพรุนกับกระดูกบางเหมือนกันไหม ?
A: ไม่เหมือนกันทั้งหมด “กระดูกบาง” คือภาวะที่มวลกระดูกลดลง แต่ยังไม่ความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหักง่ายอย่างมีนัยสำคัญ “กระดูกพรุน” เป็นโรคที่มวลกระดูกลดลงอย่างมาก จนเพิ่มความสี่ยงในการเกิดกระดูกหักจากอุบัติเหตุเพียงเล็กน้อย การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสมช่วยให้กระดูกแข็งขึ้นหายจากภาวะกระดูกบางได้ แต่หากเป็นโรคกระดูกพรุนจำเป็นต้องใช้ยารักษาร่วมกับการดูแลที่เหมาะสมกระดูกจึงจะแข็งขึ้น


Q2: เป็นกระดูกพรุนแล้ว กลับมาเป็นปกติได้ไหม ?
A: มวลกระดูกที่เสียไปแล้วมักไม่กลับมาเหมือนเดิม 100% แต่สามารถเพิ่มมวลกระดูกให้แข็งขึ้นได้ ด้วยยา การกิน และการออกกำลังกายที่เหมาะสม เป้าหมายสำคัญคือ ลดโอกาสกระดูกหักในอนาคต


Q3: ดื่มนมทุกวัน จะไม่เป็นกระดูกพรุนจริงไหม ?
A: ดื่มนมช่วยให้ได้รับแคลเซียมเพียงพอ แต่ไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ป้องกันกระดูกพรุน ยังต้องร่วมกับการออกกำลังกาย การโดนแดดเพื่อให้ได้วิตามินดี เพียงพอ รวมทั้งเลี่ยงบุหรี่ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และควบคุมโรคประจำตัวอื่น ๆ ด้วย


Q4: ผู้ชายต้องกังวลเรื่องกระดูกพรุนไหม หรือเป็นแค่โรคผู้หญิง ?
A: ผู้ชายก็เป็นโรคกระดูกพรุนได้ แม้จะพบน้อยกว่าผู้หญิงหลังหมดประจำเดือน โดยเฉพาะผู้ชายอายุมากกว่า 70 ปี ที่สูบบุหรี่จัด ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์มาก ผอมมาก หรือใช้สเตียรอยด์นาน ๆ ก็มีความเสี่ยงสูง จึงควรให้ความสำคัญกับการดูแลกระดูกเช่นกัน


Q5: วิตามินเสริมกระดูกที่ขายตามท้องตลาด จำเป็นต้องกินไหม ?
A: บางคนได้รับแคลเซียมและวิตามินดีจากอาหารไม่เพียงพอ แพทย์อาจแนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์เสริมได้ แต่ควรเลือกภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร เพราะการกินเกินความจำเป็นอาจมีผลข้างเคียงได้ เช่น นิ่วในไต หรือปัญหาอื่น ๆ ในระบบร่างกาย


Q6: ถ้ามีผู้สูงอายุในบ้าน ควรเริ่มดูแลจากอะไรเป็นอย่างแรก ?
A: แนะนำให้เริ่มจาก 3 อย่างนี้


1.ปรับบ้าน ให้ปลอดภัยจากการหกล้ม (ทางเดินโล่ง แสงสว่างเพียงพอ มีราวจับ พื้นกันลื่น)
2.พาไปตรวจสุขภาพ และประเมินเรื่องกระดูกตามคำแนะนำแพทย์
3.วางแผนอาหารและการออกกำลังกาย ที่เหมาะสมร่วมกันทั้งครอบครัว เพื่อช่วยให้ผู้สูงอายุทำได้จริงและต่อเนื่อง

ข้อมูลโดย
ผศ. นพ.กุลพัชร จุลสำลี
ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

 


ที่มา: https://www.rama.mahidol.ac.th/ramachannel/article/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%99