US FDA ให้การรับรองยาชีววัตถุ Depemokimab Ultra-long-acting biologic ตัวแรกสำหรับรักษา severe asthma

www.pharmacytimes.com, www.gsk.com,www.drugs.com, www.nejm.org, www.healio.com, www.medscape.com, www.medcentral.com เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 GlaxoSmithKline (GSK) แจ้งว่าสำนักงานอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (Food and Drug Administration หรือ FDA) ได้ให้การรับรอง depemokimab (Exdensur) สำหรับใช้เป็นการรักษาเสริมแบบต่อเนื่อง (add-on maintenance) ด้วยการฉีดเข้าชั้นใต้ผิวหนัง (subcutaneous injection) ปีละ 2 ครั้ง ในคนไข้โรคหืดรุนแรง (severe asthma) ชนิด eosinophilic phenotype อายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไป ที่ได้รับการรักษาด้วยการรักษามาตรฐาน (standard of care; medium หรือ high-dose inhaled glucocorticoids) อยู่แล้ว


                Depemokimab ถือเป็นยาชีววัตถุ (biologic; humanized monoclonal antibody) ที่ออกฤทธิ์ยาวนานมาก (ultra-long-acting เนื่องจากมี estimated mean elimination half-life อยู่ที่ 48 วัน) ตัวแรกและตัวเดียวเท่านั้นในปัจจุบันที่ได้รับการรับรองจาก FDA สำหรับใช้ในการรักษาคนไข้โรคหืดรุนแรงชนิด eosinophilic phenotypeโดย depemokimab มีกลไกการออกฤทธิ์ในการเข้าไปยึดเกาะอย่างจำเพาะเจาะจงกับ interleukin-5 (IL-5) และยับยั้งไม่ให้ IL-5 จับกับตัวรับที่อยู่บนผิวของเซลล์ eosinophils โดย IL-5 เป็นสารโปรตีนที่มีบทบาทสำคัญในกระบวนการ maturation, activation, proliferation, migration และ survival ของ eosinophils ดังนั้น การยับยั้ง IL-5 จึงทำให้มี eosinophils ซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนหลักที่ทำให้เกิด eosinophilic asthma ในกระแสเลือดน้อยลง


ข้อมูลทางคลินิกที่สำคัญที่นำมาสู่การได้รับการรับรองของ depemokimab จาก FDA ในข้อบ่งใช้ดังกล่าว ก็คือผลลัพธ์จาก 2 การศึกษาทางคลินิกในระยะที่ 3 ที่มีชื่อว่า SWIFT-1 และ SWIFT-2 ซึ่งเป็น phase 3A, 52-week, randomized, placebo-controlled replicate trials ที่มุ่งประเมินประสิทธิภาพและความปลอดภัยของ depemokimab (100 mg ฉีดเข้าชั้นใต้ผิวหนังที่ week 0 และ week 26) ร่วมกับ standard of care เทียบกันกับ placebo ในคนไข้โรคหืดรุนแรงชนิด eosinophilic phenotype ที่มี high eosinophil count (≥300 cells per microliter ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา หรือมี eosinophil count ตั้งแต่ 150 cells per microliter เมื่อได้รับการคัดกรอง) และมีประวัติการกำเริบของโรคหืดแม้จะได้รับการรักษาด้วย medium หรือ high-dose inhaled glucocorticoids (ICS) แล้วก็ตามที


ผลการศึกษาของ depemokimab ใน SWIFT-1 และ SWIFT-2 trials ได้รับการนำเสนอเป็นครั้งแรกในงานประชุม International Conference ของ European Respiratory Society (ERS) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-11 กันยายน 2567 ในกรุงเวียนนาของออสเตรีย และได้รับการตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ New England Journal of Medicine (N Engl J Med. 2024 Dec 19;391(24):2337-2349. doi: 10.1056/NEJMoa2406673. Epub 2024 Sep 9.)


ผลการศึกษาที่เป็น full analysis ของ SWIFT-1 และ SWIFT-2 (คนไข้ 502 คนถูกสุ่มให้ได้รับ depemokimab และ 260 คนถูกสุ่มให้ได้รับ placebo) พบว่าใน SWIFT-1  มี annualized rate of exacerbations อยู่ที่ 0.46 [95% confidence interval [CI], 0.36 to 0.58] สำหรับกลุ่มคนไข้ที่ได้รับ depemokimab เทียบกับ 1.11 (95% CI, 0.86 to 1.43) ของกลุ่มคนไข้ที่ได้รับ placebo ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (rate ratio, 0.42; 95% CI, 0.30 to 0.59; P<0.001)


ขณะที่ใน SWIFT-2 พบว่ามี annualized rate of exacerbations อยู่ที่ 0.56 (95% CI, 0.44 to 0.70) สำหรับกลุ่มคนไข้ที่ได้รับ depemokimab เทียบกับ 1.08 (95% CI, 0.83 to 1.41) ของกลุ่มคนไข้ที่ได้รับ placebo ซึ่งก็มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติอีกเช่นกัน (rate ratio, 0.52; 95% CI, 0.36 to 0.73; P<0.001)


 

ขณะที่ผลการศึกษาในเรื่อง health-related quality of life ของคนไข้จากการประเมินด้วย St. George’s Respiratory Questionnaire scores (SGRQ; ประกอบด้วยเรื่องอาการ (ความถี่/ความรุนแรงของโรค) การทำกิจวัตรประจำวันต่างๆ ของคนไข้ที่ถูกจำกัดด้วยอาการของโรค และผลกระทบของโรคต่อการทำหน้าที่ทางสังคม/ภาวะรบกวนทางด้านจิตใจ มีคะแนนตั้งแต่ 0 ไปจนถึง 100 แต้ม โดยคะแนนยิ่งน้อยสะท้อนถึงการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนไข้) พบว่าใน SWIFT-1มี mean changes จากเมื่อเริ่มต้นการศึกษาไปจนถึง 52 สัปดาห์ ของ SGRQscore อยู่ที่ –13.03 (95% CI, –15.22 to –10.84) สำหรับกลุ่มคนไข้ที่ได้รับ depemokimab เทียบกับ –9.67 (95% CI, –12.71 to –6.64) ของกลุ่มคนไข้ที่ได้รับ placebo และใน SWIFT-2 มี mean changes จากเมื่อเริ่มต้นการศึกษาไปจนถึง 52 สัปดาห์ ของ SGRQscore อยู่ที่ –14.8 (95% CI, –16.85 to –12.75) สำหรับกลุ่มที่ได้รับ depemokimab เทียบกับ –12.49 (95% CI, –15.36 to –9.63) ของกลุ่มที่ได้รับ placebo


 สำหรับข้อมูลด้านความปลอดภัยโดยรวมจาก SWIFT-1 และ SWIFT-2 trials พบว่าใน SWIFT-1 มีสัดส่วนของคนไข้ที่มี adverse events เกิดขึ้นระหว่างการศึกษา ใกล้เคียงกันระหว่างกลุ่มคนไข้ที่ได้รับ depemokimab และกลุ่มคนไข้ที่ได้รับ placebo (73% เทียบกับ 73% ตามลำดับ) ส่วนใน SWIFT-2 กลุ่มคนไข้ที่ได้รับ depemokimab มีการเกิด adverse events น้อยกว่าเมื่อเทียบกับกลุ่มคนไข้ที่ได้รับ placebo (72% เทียบกับ 78% ตามลำดับ) โดยมีอัตราการหยุดยาเนื่องจาก adverse events น้อยกว่า 3% ในทั้ง 2 การศึกษา