WHO เพิ่มความเข้มข้นในการต่อสู้กับโรคอ้วน ออก global guideline สำหรับการใช้ยากลุ่ม GLP-1 RAs

เพื่อมุ่งจัดการกับความท้าทายที่น่าวิตกยิ่งขึ้นของโรคอ้วนที่มีต่อสุขภาพของคนทั่วโลก องค์การอนามัยโลกได้แนวทางการใช้ยากลุ่ม glucagon-like peptide-1 (GLP-1) receptor agonists (GLP-1 RAs) ขึ้นเป็นครั้งแรกสำหรับใช้เป็นส่วนหนึ่งในการรักษาโรคอ้วนในระยะยาวร่วมกับการควบคุมอาหารและการออกกำลังกายอย่างเข้มข้น เนื่องจากโรคอ้วนถือเป็นโรคเรื้อรังและกลับเป็นซ้ำได้


                เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568 องค์การอนามัยโลก (World Health Organization หรือ WHO) แจ้งว่า WHO ได้ออกแนวทางเกี่ยวกับการใช้และข้อบ่งใช้ของยากลุ่ม GLP-1 RAs สำหรับการดูแลรักษาคนที่อยู่ในวัยผู้ใหญ่ (ไม่รวมหญิงตั้งครรภ์) ที่มีโรคอ้วน [อายุมากกว่า 19 ปีขึ้นไป, มีดัชนีมวลกาย (body mass index หรือ BMI) ตั้งแต่ 30 kg/mขึ้นไป) ในระยะยาว (long-term treatment; นานกว่า 6 เดือนขึ้นไปหรือการรักษาต่อเนื่องตลอดชีวิต)


                แนวทางดังกล่าวถือเป็นแนวทางระดับสากล (global guideline) ชิ้นแรกของ WHO ที่จัดทำขึ้นโดยเฉพาะสำหรับการใช้ยากลุ่ม GLP-1 RAs ในการรักษาระยะยาวในคนวัยผู้ใหญ่ที่มีโรคอ้วน โดยยา 3 ตัวในกลุ่ม GLP-1 RAs ที่ WHO มีคำแนะนำให้ใช้ตาม global guideline นี้ ได้แก่ liraglutide, semaglutide และ tirzepatide ซึ่ง liraglutide และ semaglutide ต่างก็เป็น GLP-1 RAs ที่ออกฤทธิ์กระตุ้นตัวรับของ glucagon-like peptide-1 ขณะที่ tirzepatide มีกลไกการออกฤทธิ์เป็น dual GIP/GLP-1 receptor co-agonist คือออกฤทธิ์กระตุ้นทั้งตัวรับของ glucose-dependent insulinotropic polypeptides (GIP) และ GLP-1 โดยตัวรับ (receptors) ของ GIP และ GLP-1 พบว่ามีอยู่ในตับอ่อน สมอง ไขมัน (เนื้อเยื่อไขมัน) และในกระดูก


                Dr. Tedros Adhanom Ghebreyesus ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก กล่าวว่าโรคอ้วนเป็นความท้าทายทางด้านสุขภาพที่สำคัญของทั่วโลก ซึ่ง WHO มีความมุ่งมั่นในการจัดการกับความท้าทายนี้ด้วยการสนับสนุนประเทศต่างๆ และคนทั่วโลกในการควบคุมโรคอ้วนอย่างมีประสิทธิภาพและเท่าเทียมกัน แนวทางใหม่ที่ WHO จัดทำขึ้นมายอมรับว่าโรคอ้วนเป็นโรคเรื้อรังที่สามารถรักษาได้ด้วยการดูแลรักษาที่ครอบคลุมในทุกมิติตลอดชีวิต แม้การรักษาด้วยการใช้ยาเพียงอย่างเดียวจะไม่สามารถแก้ไขปัญหานี้ที่ถือเป็นวิกฤตทางด้านสุขภาพของทั่วโลกได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด อย่างไรก็ตาม ยากลุ่ม GLP-1 RAs สามารถช่วยคนหลายล้านคนในการเอาชนะโรคอ้วนและลดอันตรายที่สัมพันธ์กับโรคอ้วนได้


               


 

                คำแนะนำสำหรับการใช้ยากลุ่ม GLP-1 RAs ใน global guideline นี้ ย้ำว่าเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดและเป็นประโยชน์ที่มีต่อเนื่องยาวนาน ต้องใช้ยากลุ่ม GLP-1 RAs เป็นส่วนหนึ่งในแผนการดูแลรักษาแบบบูรณาการที่มีคนไข้เป็นศูนย์กลาง ผสมผสานกันของ behavioral, medical, surgical และ interventions อื่นๆ โดยเฉพาะการควบคุมอาหารและการออกกำลังกายอย่างเข้มข้น คู่ขนานไปกับการป้องกันและการรักษาโรคร่วมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเบาหวาน โรคหัวใจหรือโรคไตเรื้อรัง


                พร้อมกันนี้ยังย้ำว่าในการนำเอาแนวทางนี้ไปใช้ปฏิบัติ ประเทศภาคีสมาชิกของ WHO และประชาคมระหว่างประเทศต้องให้ความสำคัญกับการเข้าถึงยากลุ่ม GLP-1 RAs อย่างเท่าเทียมกัน เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางด้านสุขภาพเลวร้ายมากยิ่งขึ้น


                ขณะที่ใจความสำคัญตอนหนึ่งในแถลงการณ์ของ WHO เกี่ยวกับ global guideline สำหรับการใช้และข้อบ่งใช้ของยากลุ่ม GLP-1 RAs ในการดูแลรักษาโรคอ้วนในระยะยาว ระบุว่าโรคอ้วนมีผลกระทบต่อคนในทุกประเทศทั่วโลก โดยมีจำนวนประมาณการของคนที่เสียชีวิตจากโรคอ้วนในปี 2567 อยู่ถึง 3.7 ล้านคนทั่วโลก หากปราศจากการดำเนินการอย่างจริงจัง จำนวนคนที่เป็นโรคอ้วนทั่วโลกจะทะยานขึ้นเป็น 2 เท่าภายในปี 2573


                Liraglutide (Saxenda) ได้รับการรับรองจากสำนักงานอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (U.S. Food and Drug Administration หรือ US FDA) มาตั้งแต่ปี 2557 สำหรับใช้เป็น adjunct (การรักษาเสริม, ฉีดเข้าชั้นใต้ผิวหนังเพียงวันละครั้ง) ร่วมกับการควบคุมอาหารและการออกกำลังกายในการจัดการกับปัญหาน้ำหนักตัวเรื้อรัง (chronic weight management) ในคนวัยผู้ใหญ่ที่มีโรคอ้วน (BMI ตั้งแต่ 30 kg/m2 ขึ้นไป) และในคนวัยผู้ใหญ่ที่มีภาวะน้ำหนักเกิน (BMI ตั้งแต่ 27 kg/m2) และมี weight-related condition อย่างน้อย 1 อย่าง เช่น ความดันโลหิตสูง โรคเบาหวานชนิดที่ 2 หรือไขมันคอเลสเตอรอลในเลือดผิดปกติ


                Semaglutide (Wegovy) ได้รับการรับรองจาก US FDA มาตั้งแต่ปี 2564 สำหรับใช้เป็นการรักษาเสริม (ฉีดเข้าชั้นใต้ผิวหนังเพียงสัปดาห์ละครั้ง) ร่วมกับการควบคุมอาหารและการออกกำลังกาย ในการจัดการกับปัญหาน้ำหนักตัวเรื้อรังในคนวัยผู้ใหญ่ที่เป็นโรคอ้วนหรือมีภาวะน้ำหนักเกินและมี weight related medical problems เช่น ความดันโลหิตสูง โรคเบาหวานชนิดที่ 2 หรือไขมันคอเลสเตอรอลในเลือดสูง ส่วน tirzepatide (Zepbound) ได้รับการรับรองจาก US FDA มาตั้งแต่ปี 2566 สำหรับใช้เป็นการรักษาเสริมเช่นกัน (ฉีดเข้าชั้นใต้ผิวหนังเพียงสัปดาห์ละครั้ง) ร่วมกับการควบคุมอาหารและการออกกำลังกายในการจัดการกับปัญหาน้ำหนักตัวเรื้อรังในคนวัยผู้ใหญ่ที่เป็นโรคอ้วนหรือมีภาวะน้ำหนักเกินและมีโรคที่สัมพันธ์กับน้ำหนักตัว เช่น ความดันโลหิตสูง โรคเบาหวานชนิดที่ 2 หรือไขมันในเลือดสูง  

              อนึ่ง ก่อนหน้านี้ในเดือนกันยายน 2568 WHO แจ้งว่าได้บรรจุยากลุ่ม GLP-1 RAs ได้แก่ semaglutide, dulaglutide, liraglutide และรวมถึง tirzepatide เข้าไว้ในบัญชียาหลัก (Model Lists of Essential Medicines หรือ EML) สำหรับรักษาคนไข้โรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่จัดว่ามีความเสี่ยงสูง เนื่องจากมีโรคระบบหัวใจและหลอดเลือด (cardiovascular disease หรือ CVD), โรคไตเรื้อรัง และโรคอ้วนเป็นภูมิหลังอยู่แล้ว โดยยากลุ่ม GLP-1 RAs นอกจากจะช่วยให้การควบคุมน้ำตาลในเลือดได้ผลดีขึ้นแล้ว ยังลดความเสี่ยงของการเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ จากโรคระบบหัวใจและหลอดเลือดและโรคไตเรื้อรัง ควบคู่ไปกับการสนับสนุนการลดน้ำ และยังอาจรวมไปถึงการลดความเสี่ยงของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรด้วย


                สำหรับข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับความชุกของโรคอ้วนและภาวะน้ำหนักเกินทั่วโลกที่ WHO เผยแพร่ออกมาเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 พบว่า


                * ในปี 2565 มีคน 1 ใน 8 คนทั่วโลกที่มีชีวิตอยู่กับโรคอ้วน โดยโรคอ้วน (obesity) และภาวะน้ำหนักเกิน (overweight) สำหรับผู้ใหญ่ตามนิยามของ WHO ก็คือ การมีดัชนีมวลกาย (body mass index หรือ BMI) เท่ากับหรือมากกว่า 25 kg/mถือว่ามีภาวะน้ำหนักเกิน ขณะที่หากมี BMI เท่ากับหรือมากกว่า 30 kg/mถือว่าเป็นโรคอ้วน


                * โรคอ้วนในผู้ใหญ่ทั่วโลกเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าตัวนับตั้งแต่ปี 2533 เป็นต้นมา ขณะที่โรคอ้วนในเด็กและวัยรุ่น (อายุ 10 ถึง 19 ปี) เพิ่มขึ้นถึง 4 เท่าตัว


                * ในปี 2565 ประชากรผู้ใหญ่ (อายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป) ราวๆ 2.5 ล้านคนทั่วโลก มีภาวะน้ำหนักเกิน ซึ่งในจำนวนนี้มีอยู่ถึงราวๆ 890 ล้านคนที่เป็นโรคอ้วนอย่างเต็มตัว


                * ในปี 2567 เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี จำนวนถึงราวๆ 35 ล้านคนทั่วโลก มีภาวะน้ำหนักเกิน


                * ในปี 2565 เด็กและวัยรุ่น (อายุ 5-19 ปี) จำนวนมากกว่า 390 คนทั่วโลก มีภาวะน้ำหนักเกิน ซึ่งในจำนวนนี้มีอยู่ถึงราวๆ 160 ล้านคนที่เป็นโรคอ้วนอย่างเต็มตัว


 

 


แหล่งที่มาของข้อมูล : www.who.int, https://jamanetwork.com, www.worldobesity.org, https://app.magicapp.org, www.drugs.com