“เฟรชีเนียส แคร์” และ “เยเนอรัลฮอสปิตัล โปรดัคส์” เปิดโรงงานโชว์ศักยภาพการผลิตน้ำยาล้างไตทางช่องท้อง ทั้ง CAPD และ APD ภายใต้การถ่ายทอดเทคโนโลยีจากเยอรมนี สร้างความมั่นใจเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย และเพิ่มความมั่นคงทางยาแก่ประเทศไทย
นายวิศิษฎ์ อนันต์สกุลวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เฟรชีเนียส แคร์ จำกัด กล่าวว่า บริษัทมีบริษัทแม่ตั้งอยู่ในประเทศเยอรมนี มุ่งพัฒนานวัตกรรมและดูแลผู้ป่วยโรคไตวายระยะสุดท้าย ปัจจุบันดูแลผู้ป่วยทั่วโลกกว่า 300,000 ราย ขณะที่ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย ส่งผลให้ผู้ป่วยโรคไตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากโรคความดันโลหิตสูงและเบาหวาน โดยคาดว่าปัจจุบันมีผู้ป่วยประมาณ 150,000 ราย สูงเป็นอันดับ 3 ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก หรือเฉลี่ย 2,300 รายต่อประชากร 1 ล้านคน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 6–7 ต่อปี
ทั้งนี้ บริษัทให้ความสำคัญกับการพัฒนาการดูแลผู้ป่วยควบคู่ความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับคุณภาพการรักษา โดยเฉพาะการถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการบำบัดทดแทนไต ทั้งแบบล้างไตทางช่องท้องต่อเนื่อง (CAPD) และแบบอัตโนมัติ (APD) ซึ่งปัจจุบันมีความพร้อมในการเป็นส่วนหนึ่งของระบบดูแลผู้ป่วยโรคไตในประเทศไทยอย่างมีประสิทธิภาพ
ด้าน นพ.ธานินทร์ สีวราภรณ์สกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เยเนอรัลฮอสปิตัล โปรดัคส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การจัดตั้งโรงงานผลิตน้ำยาปราศจากเชื้อในประเทศไทย เป็นไปตามแนวคิดของภาครัฐ โดยองค์การเภสัชกรรม เพื่อเสริมความมั่นคงด้านเวชภัณฑ์และลดการพึ่งพาการนำเข้า โดยเริ่มจากการผลิตน้ำเกลือ ก่อนพัฒนาสู่การผลิตน้ำยาล้างไต ภายหลัง สปสช. ขับเคลื่อนนโยบาย “PD First” ในปี 2551 ทำให้เกิดความร่วมมือกับบริษัท Fresenius Medical Care (FME) จากเยอรมนี ในการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตน้ำยาล้างไตในประเทศอย่างต่อเนื่องมากกว่า 10 ปี
ปัจจุบันโรงงานสามารถผลิตน้ำยาล้างไตทางช่องท้องทั้งแบบ CAPD และ APD เพื่อร่วมดูแลผู้ป่วยในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) โดยเฉพาะ APD ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ช่วยเพิ่มความสะดวกให้ผู้ป่วย สามารถล้างไตในช่วงเวลากลางคืน และใช้ชีวิตประจำวันในช่วงกลางวันได้ตามปกติ นอกจากนี้ กระบวนการผลิตยังอยู่ภายใต้มาตรฐานสากล มีการควบคุมคุณภาพในทุกขั้นตอน ตั้งแต่วัตถุดิบ กระบวนการผลิต ไปจนถึงผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป เพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยและประสิทธิภาพของการรักษา
นพ.วุฒิเดช โอภาศเจริญสุข นายกสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การล้างไตทางช่องท้องทั้งแบบ CAPD และ APD เป็นทางเลือกสำคัญสำหรับผู้ป่วยไตวายระยะสุดท้าย โดยมีข้อดีคือสามารถทำได้ที่บ้าน ลดการเดินทางไปโรงพยาบาล ใช้บุคลากรน้อยกว่าการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม และช่วยกำจัดของเสียได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้ควบคุมอาการได้ดีขึ้น ขณะเดียวกันวิธี APD ยังช่วยเพิ่มความสะดวกด้วยระบบอัตโนมัติ โดยเฉพาะในช่วงเวลากลางคืน ส่งผลให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีและสามารถดำรงชีวิตประจำวันได้ใกล้เคียงปกติ ประกอบกับการสนับสนุนของ สปสช. ที่ร่วมกับไปรษณีย์ไทยจัดส่งน้ำยาล้างไตถึงบ้านผู้ป่วย ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและความยุ่งยากในการเดินทาง ทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาได้ต่อเนื่องมากขึ้น
อย่างไรก็ดี การที่ประเทศไทยสามารถผลิตน้ำยาล้างไตได้เองทั้ง CAPD และ APD ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ช่วยเสริมความมั่นคงด้านระบบสุขภาพ ลดการพึ่งพาการนำเข้า และควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาได้มากขึ้น พร้อมรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินหรือวิกฤตต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น นับเป็นการยกระดับทั้งคุณภาพชีวิตผู้ป่วยและความยั่งยืนของระบบสาธารณสุขไทยในระยะยาว
