แพทย์ย้ำความสำคัญความรู้เพื่อการดูแลตนเองและอุปกรณ์ติดตามระดับน้ำตาล ช่วยผู้ป่วย “เบาหวานชนิดที่ 1” มีคุณภาพชีวิตที่ดี ลดโรคแทรกซ้อน-อายุยืนยาวได้ โดยเฉพาะการใช้เครื่อง “CGM” ที่ช่วยวัดค่าได้ตลอดเวลา ร่วมกับความเข้าใจในการดูแลตนเอง “เจาะ-นับ-ฉีด-กิน” หนุนบรรจุให้มีในทุกสิทธิการรักษา ภายหลัง “บัตรทอง” เพิ่มสิทธิประโยชน์ให้ครอบคลุม

ศ.คลินิก พญ.สุภาวดี ลิขิตมาศกุล อุปนายกคนที่ 2 สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า โรคเบาหวานชนิดที่ 1 หรือ Type 1 Diabetes (T1D) เป็นโรคที่เกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันผิดปกติของผู้ป่วยที่ทำให้ร่างกายไม่ผลิตฮอร์โมนอินซูลิน ซึ่งสามารถพบได้ในทุกช่วงวัย แต่จะพบบ่อยในช่วงวัยเด็กและวัยรุ่น โดยอาการที่เกิดขึ้นจะเหมือนกับผู้ป่วยเบาหวานทั่วไปคือมีน้ำตาลในเลือดสูง ปัสสาวะบ่อย ดื่มน้ำเยอะ ผอมลง แต่จะเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันภายใน 2-3 สัปดาห์ และจะมีอาการทรุดลงอย่างรวดเร็วจนถึงขั้นอันตรายต่อชีวิต จึงจำเป็นที่จะต้องรณรงค์ให้ผู้ป่วยกลุ่มนี้สามารถเข้ารับการวินิจฉัยที่รวดเร็วได้ตั้งแต่ในช่วงแรกที่เริ่มมีอาการไม่สบาย ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงอันตรายลงไปได้
สำหรับวิธีรักษาผู้ป่วย T1D คือการให้อินซูลินจากภายนอกเข้าไปทดแทนในส่วนที่ร่างกายผลิตไม่ได้ โดยจะมีอินซูลินที่ใช้อยู่ 2 ชนิด ชนิดแรกเรียกว่าอินซูลินพื้นฐาน ฉีดวันละ 1-2 ครั้ง กับอีกชนิดเรียกว่าอินซูลินก่อนมื้ออาหาร ซึ่งต้องคำนวณอาหารทุกมื้อที่จะรับประทานเข้าไป ว่าต้องใช้ปริมาณอินซูลินฉีดเข้าไปเท่าไรเพื่อให้ค่าระดับน้ำตาลสัมพันธ์กัน ดังนั้นสิ่งที่ผู้ป่วยจำเป็นต้องมีคือทักษะการดูแลตนเองและอุปกรณ์ตรวจวัดน้ำตาล โดยมีทั้งแบบเครื่องเจาะน้ำตาลปลายนิ้ว หรือที่เป็นเครื่องวัดระดับน้ำตาลต่อเนื่อง (CGM) เพื่อให้ทราบถึงค่าน้ำตาลว่าอยู่ในเกณฑ์ที่สมดุลหรือไม่ และทำการแก้ไขหากอยู่ในเกณฑ์ที่มากเกินไปหรือต่ำเกินไป
“ถ้าร่างกายมีน้ำตาลในเลือดสูงหรือต่ำเกินไป จะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนเฉียบพลัน อาจมีเลือดเป็นกรด แล้วไม่สบาย อาเจียน ท้องเสีย ฯลฯ เป็นภาวะฉุกเฉินที่คนไข้จำเป็นต้องเรียนรู้และป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น ส่วนภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว ถ้ามีน้ำตาลในเลือดสูงนานแล้วควบคุมไม่ได้ ก็จะมีผลต่อหลอดเลือดขนาดเล็กที่ไต ตา เซลล์ประสาทส่วนปลาย หลอดเลือดหัวใจ หลอดเลือดสมอง ฯลฯ ได้เหมือนกับคนไข้เบาหวานทั่วไป” ศ.คลินิก พญ.สุภาวดี กล่าว
ดังนั้นกลุ่มผู้ป่วย T1D จึงควรที่จะต้องได้รับองค์ความรู้ที่เรียกย่อๆ ว่า “DSMES (Diabetes Self Management Education and Support)” ได้รับการฝึกให้สามารถ “เจาะ นับ ฉีด กิน” เพื่อควบคุมน้ำตาลได้ พร้อมกับเข้าถึงอุปกรณ์ DM Technology ในการดูแลตัวเอง ซึ่งผู้ป่วยภายใต้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) นอกจากที่จะได้รับยาอินซูลินเพียงพอตามชนิด ได้รับอุปกรณ์เจาะน้ำตาลปลายนิ้วและแผ่นตรวจแล้ว ปัจจุบันผู้ป่วยที่มีความสามารถในการดูแลตนเองและใช้อุปกรณ์ได้อย่างถูกต้องเหมาะสมตามเกณฑ์ข้อบ่งชี้ ยังสามารถเลือกใช้เครื่อง CGM ได้ ภายใต้ชุดสิทธิประโยชน์ปัจจุบันที่เพิ่มเติมเข้ามา
ดังนั้น หากผู้ป่วยมีโอกาสได้ใช้เครื่อง CGM จะพบว่าสามารถช่วยให้ควบคุมระดับน้ำตาลได้ดีขึ้น อันจะนำไปสู่การป้องกันภาวะแทรกซ้อนระยะยาว และทำให้ผู้ป่วยมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้นได้ โดยปัจจุบันแม้สิทธิการรักษาอื่นๆ จะให้ผู้ป่วยเข้าถึงเครื่องเจาะน้ำตาลปลายนิ้วรวมถึงแผ่นตรวจได้แล้ว แต่อาจยังไปไม่ถึงในเรื่องของเครื่อง CGM หากเป็นไปได้ส่วนตัวจึงอยากสนับสนุนให้ทุกสิทธิการรักษาสามารถช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงอุปกรณ์ที่จำเป็นทั้งหลาย เพื่อให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยกลุ่มนี้ในประเทศไทยดีขึ้น
น.ส.วรมล หอมอบ นักศึกษาคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ชั้นปีที่ 6 และผู้เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 กล่าวว่า ส่วนตัวพบอาการและได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น T1D เมื่อปี 2563 ตั้งแต่ช่วงที่ยังไม่ได้เข้ามาเรียนมหาวิทยาลัย ช่วงแรกจึงค่อนข้างตกใจเพราะยังไม่เคยมีความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน เข้าใจว่าเป็นโรคที่จะเกิดกับคนที่มีอายุแล้ว หลังจากนั้นเมื่อเข้าสู่กระบวนการรักษาแล้วจึงได้เริ่มเรียนรู้และดูแลอาการตัวเอง โดยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทั้งการทานอาหาร การฉีดยา การใช้ชีวิตต่างๆ
ช่วงแรกที่เริ่มรักษาโดยใช้ปากกาฉีดยา 4 ครั้งต่อวัน ควบคู่กับการเจาะน้ำตาลปลายนิ้ว พบว่าค่อนข้างมีอุปสรรคในเรื่องของการต้องหาที่หลบฉีดยาเมื่ออยู่นอกสถานที่ ขณะเดียวกันก็มีความห่วงกังวลตลอดเวลา เมื่อทำกิจกรรมใดๆ แล้วกลัวว่าน้ำตาลจะตกหรือไม่ ไปไหนก็สนุกได้ไม่เต็มที่เหมือนเพื่อนๆ เพราะต้องคอยกังวลเรื่องค่าน้ำตาล กลายเป็นปัญหาสุขภาพจิต จากที่เจาะนิ้ววันละ 4 ครั้งก็อาจต้องเจาะเพิ่ม กลายเป็นค่าใช้จ่ายแผ่นตรวจที่เพิ่มขึ้นอีกด้วย
ในภายหลังตนได้มีการเปลี่ยนมาใช้เครื่อง CGM ควบคู่กับอินซูลินปั๊ม พบว่าการใช้ชีวิตมีความยืดหยุ่นได้มากขึ้น เนื่องจากไม่ต้องคอยหาที่หลบฉีดยา ขณะเดียวกันเซนเซอร์ CGM ก็ช่วยให้เราสามารถรู้ค่าน้ำตาลได้ตลอด 24 ชั่วโมง ลดความกังวลใจเกี่ยวกับภาวะน้ำตาลไปได้มาก สุขภาพจิตก็ดีขึ้น นอกจากนี้ตัว CGM ยังช่วยสะท้อนให้เราเห็นได้ทันทีว่าอาหารแต่ละชนิดที่ทานเข้าไปส่งผลกับค่าน้ำตาลอย่างไร เราทำการนับคาร์บถูกต้องหรือไม่ ช่วยให้รู้จักตัวเองได้มากขึ้น เพราะร่างกายของแต่ละคนก็ตอบสนองต่ออาหารการกินแต่ละอย่างไม่เหมือนกัน
ที่มา : https://www.nhso.go.th/th/communicate-th/thnewsforperson/dsmes-cgm-1
