เปิดเผยยุทธศาสตร์การจัดการ
‘การดื้อยาต้านจุลชีพในประเทศไทย พ.ศ. 2560-2564’
ตั้งเป้าลดผู้ป่วยจากเชื้อดื้อยาปีละ 88,000 คน เหลือ 50%

องค์การอนามัยโลก ระบุว่า ขณะนี้ทั่วโลกกำลังเผชิญกับภัยคุกคามแบบใหม่ นั่นก็คือ ‘เชื้อดื้อยา’ เพราะในแต่ละปีจะมีผู้เสียชีวิตทั่วโลกจากเชื้อดื้อยาประมาณ 700,000 คน และหากไม่เร่งแก้ปัญหา คาดว่าภายในปี พ.ศ. 2593 จะมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 10 ล้านคน !!
     ล่าสุดเว็บไซต์ข่าวระดับโลกจากอังกฤษ ‘the guardian.com’ ได้เผยแพร่บทความ เรื่อง ‘Antibiotic apocalypse’ : doctors sound alarm over drug resistance ซึ่งเขียนโดย Robin McKie เผยแพร่ลงในเว็บไซต์เมื่อวันที่ 8 ตุลาคมที่ผ่านมา มีใจความสำคัญตอนหนึ่งกล่าวถึงการประชุมนานาชาติที่กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี เมื่อต้นเดือนตุลาคม โดยความร่วมมือระหว่างรัฐบาลอังกฤษ Wellcome Trust และสหประชาชาติ มีเป้าหมายเพื่อระดมนักวิทยาศาสตร์ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข เภสัชกรอาวุโส และนักการเมือง มาร่วมกันเสนอแนวทางในการยับยั้งการระบาดของเชื้อโรคดื้อยา
     บทความดังกล่าวระบุความเห็นของนักวิทยาศาสตร์ว่า สาเหตุการระบาดของเชื้อโรคดื้อยา เนื่องมาจากการใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่เหมาะสมและใช้มากเกินไป รวมถึงความล้มเหลวของบริษัทยาในการคิดค้นและพัฒนายาใหม่ นอกจากนี้ แพทย์จากประเทศตะวันตกก็จ่ายยาปฏิชีวนะให้กับผู้ป่วยโดยไม่คำนึงถึงตัวโรค ส่วนเกษตรกรในหลายประเทศโดยเฉพาะในเอเชีย มักใช้ยาปฏิชีวนะเป็นสารเร่งการเจริญเติบโตของสัตว์เลี้ยง รวมทั้งในฟาร์มเลี้ยงปลา ทำให้ยาปฏิชีวนะปนเปื้อนลงสู่แหล่งน้ำ
     “มหันตภัยจากเชื้อโรคดื้อยา ถือเป็นหายนะครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่มนุษยชาติเคยเผชิญ เมื่อเชื้อโรคดื้อยาครองโลกได้สำเร็จ มันจะส่งผลให้การรักษาพยาบาลหลายด้านไม่สามารถทำได้อีกต่อไป ตัวอย่างเช่น การปลูกถ่ายอวัยวะ ซึ่งผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับยากดภูมิต้านทานระหว่างการผ่าตัดเพื่อป้องกันการปฏิเสธอวัยวะใหม่ จะทำให้ผู้ป่วยติดเชื้อได้ง่าย นอกจากนี้ การผ่าตัดทั่วไป การเปลี่ยนข้อเทียม ผ่าคลอด และการทำเคมีบำบัดเพื่อรักษาโรคมะเร็ง ซึ่งต้องพึ่งพายาปฏิชีวนะก็อยู่ในข่ายที่มีความเสี่ยงเช่นกัน” บทความดังกล่าว ระบุ

สถานการณ์เชื้อดื้อยาในประเทศไทย เสียชีวิตปีละ 3 หมื่นคน
     เมื่อประมาณ 90 ปีก่อน วงการแพทย์ทั่วโลกยังไม่รู้จักยาปฏิชีวนะ (antibiotic) หรือยาต้านจุลชีพ เมื่อเกิดโรคระบาดขึ้นที่ใด จำนวนผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตจะมีจำนวนมาก ต่อมาใน พ.ศ.2471 อเล็กซานเดอร์ เฟลมมิง นักวิจัยด้านการแพทย์ชาวสกอตแลนด์ ได้ค้นพบและพัฒนายา penicillin ขึ้นมา ถือเป็นยาปฏิชีวนะชนิดแรกของโลก ใช้รักษาอาการติดเชื้อจากแบคทีเรีย และต่อมานักวิทยาศาสตร์และเภสัชกรได้ผลิตยาปฏิชีวนะได้หลากหลายขึ้น ขณะเดียวกันเชื้อแบคทีเรียก็สามารถพัฒนาตัวเองให้ดื้อต่อยาได้ทุกชนิด
     ปัจจุบันวงการแพทย์ถือว่ายุคนี้เป็น ‘ยุคหลังยาปฏิชีวนะ’ (Post – antibiotic era) เพราะโลกกำลังเผชิญกับเชื้อดื้อยาที่ทำให้การติดเชื้อแบคทีเรียเพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้เสียชีวิตได้ !!
     ในประเทศไทยมีรายงานยืนยันว่า ในแต่ละปีจะมีผู้ติดเชื้อแบคทีเรียดื้อยาประมาณ 88,000 คน และมีผู้เสียชีวิตประมาณ 30,000 คน (20,000-38,000 คน) ซึ่งมากกว่าจำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคหัวใจขาดเลือดและจากอุบัติเหตุการขนส่ง ส่งผลให้ผู้ป่วยที่ติดเชื้อดื้อยาต้องอยู่ในโรงพยาบาลโดยรวมนานขึ้น 3.24 ล้านวัน หรือเฉลี่ยคนละ 24-46 วัน คิดเป็นมูลค่าการสูญเสียทางเศรษฐกิจประมาณปีละ 42,000 ล้านบาท
     เมื่อเปรียบเทียบกับต่างประเทศ ประเทศไทยมีประชากรประมาณ 67 ล้านคน มีผู้เสียชีวิตจากเชื้อดื้อยาถึง 30,000 คนต่อปี ขณะที่สหรัฐอเมริกามีประชากรราว 300 ล้านคน มีผู้เสียชีวิตจากเชื้อดื้อยาเพียง 23,000 คนต่อปี ส่วนทวีปยุโรปมีประชากรกว่า 500 ล้านคน แต่มีผู้เสียชีวิตเพียง 25,000 คนต่อปีเท่านั้น

     ส่วนสาเหตุที่ทำให้ประเทศไทยมีผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจากเชื้อดื้อยาเป็นจำนวนมากนั้น มาจากพฤติกรรมการใช้ยาปฏิชีวนะที่ไม่สมเหตุสมผล พฤติกรรมที่มีส่วนทำให้เกิดเชื้อดื้อยา เช่น ซื้อยาปฏิชีวนะรับประทานตามคนอื่น รับประทานยาไม่ครบหรือหยุดรับประทานยาปฏิชีวนะเมื่อมีอาการดีขึ้น ซื้อยาปฏิชีวนะรับประทานเองตามที่เคยได้รับจากแพทย์ครั้งก่อน ๆ
     ใช้ยาอมที่ผสมยาปฏิชีวนะ เนื่องจากยาอมแก้อาการเจ็บคอหลายยี่ห้อในประเทศไทยมียาปฏิชีวนะ ‘นีโอมัยซิน’ เป็นส่วนผสม ยาเหล่านี้บรรเทาอาการเจ็บคอได้จากยาชาที่ผสมอยู่ แต่ยาปฏิชีวนะเป็นส่วนเกินเพราะไม่มีส่วนช่วยให้อาการดีขึ้น เนื่องจากไม่ออกฤทธิ์ต่อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของการเจ็บคอ (แบคทีเรีย ‘สเตรปโตคอคคัส’ กรุ๊ปเอ)
     นอกจากนี้ แบคทีเรียหลายชนิดที่อาศัยเป็นปกติอยู่ในลำไส้ของมนุษย์ เช่น เชื้ออีโคไล เมื่อยาปฏิชีวนะสัมผัสกับแบคทีเรีย ๆ จะกระตุ้นให้เชื้อต่อต้านและกลายพันธุ์จนกลายเป็นเชื้อดื้อยา เชื้อดื้อยาที่สะสมอยู่ในร่างกายของมนุษย์จะมีโอกาสอาจรุกรานเข้าสู่อวัยวะต่าง ๆ เช่น เชื้ออีโคไลอาจบุกรุกเข้าสู่ท่อปัสสาวะ กระเพาะปัสสาวะ ไต และเข้าสู่กระแสเลือดได้ ซึ่งผู้ที่ติดเชื้อดื้อยาในอวัยวะสำคัญ เช่น ไต หรือติดเชื้อในกระแสเลือด มีโอกาสสูงที่จะเสียชีวิต เนื่องจากยังไม่มียาที่มีประสิทธิผลในการรักษาที่ดี
     ในประเทศไทย แบคทีเรียดื้อยาที่สำคัญและพบบ่อยมีทั้งหมด 5 ชนิดด้วยกัน คือ 1. เชื้ออีโคไล (Escherichia coli) ทำให้เกิดโรคติดเชื้อในระบบทางเดินอาหารและระบบทางเดินปัสสาวะ 2. เคลบซีลลา นิวโมเนีย (Klebsiella pneumoniae) ทำให้เกิดโรคระบบทางเดินหายใจ โรคปอดอักเสบ 3. อะซีนีโตแบคเตอร์ บอแมนนิอาย (Acinetobacter baumannii) โรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ 4. ซูโดโมแนส แอรูจิโนซา (Pseudomonas aeruginosa) ทำให้เกิดโรคติดเชื้อหลายระบบของร่างกาย เช่น แผลติดเชื้อ 5. สแตปฟิโลคอคคัส (Staphylococcus) แผล หนอง ฝี

พบเนื้อสัตว์ปนเปื้อนยาปฏิชีวนะ
     นอกจากพฤติกรรมจากการใช้ยาปฏิชีวนะหรือยาต้านจุลชีพดังกล่าวแล้ว หลายปีที่ผ่านมาเคยมีข่าวว่าประเทศในยุโรปได้สั่งห้ามนำเข้ากุ้งที่เลี้ยงจากประเทศไทย เนื่องจากตรวจพบว่ามีสารตกค้างประเภท ‘เตตราไซคลิน’ (Tetracycline) ซึ่งเป็นยาปฏิชีวนะที่ใช้เลี้ยงสัตว์น้ำเกินค่ามาตรฐานความปลอดภัย นอกจากนี้ ยังพบว่าผู้เลี้ยงหมูและไก่ในประเทศไทยนิยมใช้ยาปฏิชีวนะเตตราไซคลินรักษาโรคในสัตว์เลี้ยง ในกรณีของหมู ผู้เลี้ยงจะใช้ยาเตตราไซคลินรักษาโรคติดเชื้อของหมู โดยกระทรวงสาธารณสุขแนะนำว่า หากจำเป็นต้องใช้จะต้องหยุดใช้ยาก่อนนำหมูมาขาย 14 วัน เพื่อให้สารเตตราไซคลินสลายหมดในตัวหมูก่อน
     ในช่วงปลาย พ.ศ. 2559 ‘มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค’ (มพบ.) ได้ตรวจสอบเนื้อสัตว์ปนเปื้อนยาปฏิชีวนะในอาหารฟาสต์ฟูด โดยเก็บตัวอย่างอาหารฟาสต์ฟูด เช่น ไก่ทอด นักเก็ต สเต็กหมู สเต็กไก่ เนื้อ ในร้านจำหน่ายอาหารฟาสต์ฟูดที่มีหลายสาขา จำนวน 18 ตัวอย่าง เพื่อตรวจหายาปฏิชีวนะ 6 ชนิด พบเพียงแซนด์วิชไก่อบของร้านแห่งหนึ่งมียาปฏิชีวนะเตตราไซคลิน 13.73 ไมโครกรัมต่อ 1 กิโลกรัม ไม่เกินค่ามาตรฐานสากลที่อนุญาตให้ใช้ที่ 200 ไมโครกรัมต่อ 1 กิโลกรัม แต่เป็นหลักฐานยืนยันว่าประเทศไทยมีการใช้ยาปฏิชีวนะในกระบวนการเลี้ยงสัตว์
     ในกรณีดังกล่าว ตัวแทนมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคได้เรียกร้องให้ผู้ประกอบการอาหารฟาสต์ฟูดรายใหญ่ หรือผู้เลี้ยงสัตว์รายใหญ่ มีนโยบายและแผนลดการใช้ยาปฏิชีวนะในการเลี้ยงสัตว์ และให้นักวิชาการภายนอกเข้าไปตรวจสอบการดำเนินการของบริษัทได้ เพราะเชื่อว่าจะทำให้ปัญหาเชื้อดื้อยาและการใช้ยาในการเลี้ยงสัตว์ลดลง ประชาชนมีปัญหาสุขภาพลดลง

     รศ.ดร.จันทร์เพ็ญ วิวัฒน์ ประธานมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า ปกติการเลี้ยงสัตว์จะให้ยาปฏิชีวนะเมื่อสัตว์ป่วยเท่านั้น และใช้ในปริมาณที่สามารถทำลายเชื้อโรคได้หมด ไม่ให้เหลือเชื้อโรคแม้แต่เซลล์เดียว เพราะเชื้อสามารถต่อสู้เพื่อให้ตัวเองรอด และสามารถแพร่จำนวนได้มหาศาลภายใน 15 นาที แต่ปัญหาก็คือ ในหลายประเทศทั่วโลกและประเทศไทยมีการใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อการป้องกันโรคมาก รวมทั้งเร่งการเจริญเติบโตของสัตว์ ร่นระยะเวลาในการเลี้ยงดูให้สั้นลง ซึ่งถือเป็นการใช้ยาที่ไม่สมเหตุผล ทำให้ยานั้นตกค้างในอวัยวะของสัตว์ เครื่องใน ผิวหนัง เนื้อบางส่วน แล้วแต่กลุ่มของยาปฏิชีวนะ ในขณะที่ผู้บริโภคมักเข้าใจว่ายานั้นจะหายไปได้จากการชำแหละและกระบวนการปรุงอาหาร แต่ปัญหา คือ ประเทศไทยมีการรับประทานอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ จึงมีโอกาสตกค้างและก่อให้เกิดเชื้อดื้อยาได้
     “เมื่อรับเชื้อเข้าไปแล้ว เชื้อจะทำให้เกิดการดื้อยาได้ภายใน 24 ชั่วโมง และมีข้อมูลว่าเชื้อดื้อยาจะมียีนที่สามารถดื้อต่อยาข้ามกลุ่มได้ ดังนั้น อย่าใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็น เพราะถ้าใช้ต้องใช้ให้ครบโดส ที่สำคัญ คือ ในภาคการเลี้ยงสัตว์นั้น ภาครัฐจะต้องกำกับให้มีการใช้เพื่อการรักษาโรคเท่านั้น ไม่ใช้เพื่อเร่งการเจริญเติบโต รวมถึงอย่าปล่อยน้ำหรือของเสียจากแหล่งที่มีการใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่บำบัด เพราะประเทศไทยมีปัญหานี้มาก” รส.ดร.จันทร์เพ็ญกล่าว
     นอกจากนี้ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคยังได้เก็บตัวอย่างเนื้อหมูสันในจากตลาดสด 6 แห่ง ในกรุงเทพฯ เช่น ตลาดใหม่บางแค ตลาดยิ่งเจริญ ตลาดคลองเตย ตลาดบางกะปิ ฯลฯ ห้างค้าปลีก 8 แห่ง เช่น บิ๊กซี แม็คโคร ท็อปส์ ฯลฯ และสั่งซื้อออนไลน์ 1 แห่ง รวมเป็น 15 ตัวอย่าง เน้นตรวจหายาปฏิชีวนะตกค้าง 5 ชนิด ผลปรากฏว่าพบเนื้อหมูสด 2 ตัวอย่าง หรือร้อยละ 13 มีการตกค้างของยาปฏิชีวนะคลอร์เททราไซคลิน (chlortetracycline) โดยเนื้อหมูจากตลาดใหม่บางแคตกค้าง 20.28 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัม และตลาดยิ่งเจริญตกค้าง 42.57 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัม ซึ่งไม่เกินค่ามาตรฐานที่กระทรวงสาธารณสุขอนุญาตให้ที่ปริมาณสูงสุด 200 ไมโครกรัมต่อ 1 กิโลกรัม แต่ก็เป็นหลักฐานยืนยันว่าประเทศไทยยังมีการใช้ยาปฏิชีวนะในการเลี้ยงสัตว์ และอาจส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคได้

เปิดแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี จัดการ ‘การดื้อยาต้านจุลชีพในประเทศไทย’
     จากปัญหาและแนวโน้มความรุนแรงของ ‘มหันตภัยเชื้อดื้อยา’ ในประเทศไทย หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนจึงได้ร่วมกันผลักดันให้รัฐบาลมีนโยบายและแผนงานในการจัดการกับปัญหาเชื้อดื้อยาในประเทศไทย เช่น ในการประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 8 พ.ศ. 2558 ได้มีการบรรจุวาระ ‘วิกฤตการณ์เชื้อแบคทีเรียดื้อยาและการจัดการปัญหาแบบบูรณาการ’ เข้าสู่การประชุม
     โดยที่ประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติได้มีมติ (ข้อ 1.) ขอให้กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกันเป็นเจ้าภาพหลัก ดำเนินการเพื่อให้มีกลไกกลางแห่งชาติในการจัดการปัญหาวิกฤตแบคทีเรียดื้อยาอย่างบูรณาการ และเสนอคณะรัฐมนตรีผ่านคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ เพื่ออนุมัติให้การจัดการปัญหาแบคทีเรียดื้อยาเป็นวาระแห่งชาติ..... ฯลฯ
     ต่อมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงได้จัดทำ ‘แผนยุทธศาสตร์การจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพในประเทศไทย พ.ศ. 2560-2564’ และต่อมาเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2559 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ ดังนี้ 1. เห็นชอบแผนยุทธศาสตร์การจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพประเทศไทย พ.ศ. 2560 – 2564 เป็นยุทธศาสตร์แห่งชาติ 2. มอบหมายให้กระทรวงสาธารณสุขร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันจัดทำแผนปฏิบัติการการจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพประเทศไทย พ.ศ. 2560 – 2564 และ 3. มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการคลัง รับไปดำเนินการตามยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องต่อไป
     สาระสำคัญของแผนยุทธศาสตร์การจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพประเทศไทย พ.ศ. 2560 -2564 คือ เป็นแผนยุทธศาสตร์ฉบับแรกของประเทศไทยที่เน้นการแก้ไขปัญหาการดื้อยาต้านจุลชีพ ซึ่งจะเป็นกรอบการทำงานให้แก่หน่วยงานต่าง ๆ และเป็นการแสดงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการร่วมแก้ปัญหาเชื้อดื้อยาในระดับโลก และส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยต่อนานาชาติ
     ทั้งนี้ แผนยุทธศาสตร์ฉบับนี้ ประกอบด้วย 6 ยุทธศาสตร์ คือ ยุทธศาสตร์ที่ 1 การเฝ้าระวังการดื้อยาต้านจุลชีพภายใต้แนวคิดสุขภาพหนึ่งเดียว ยุทธศาสตร์ที่ 2 การควบคุมการกระจายยาต้านจุลชีพในภาพรวมของประเทศ ยุทธศาสตร์ที่ 3 การป้องกันและควบคุมการติดเชื้อในสถานพยาบาลและควบคุมกำกับดูแลการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างเหมาะสม ยุทธศาสตร์ที่ 4 การป้องกันและควบคุมเชื้อดื้อยาและควบคุมการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างเหมาะสมในภาคการเกษตรและสัตว์เลี้ยง ยุทธศาสตร์ที่ 5 การส่งเสริมความรู้ด้านเชื้อดื้อยา และความตระหนักด้านการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างเหมาะสมแก่ประชาชน และ ยุทธศาสตร์ที่ 6 การบริหารและพัฒนากลไกระดับนโยบายเพื่อขับเคลื่อนงานด้านการดื้อยาต้านจุลชีพอย่างยั่งยืน
     ส่วน เป้าหมายสำคัญ 5 ข้อ คือ 1. การป่วยจากเชื้อดื้อยาลดลงร้อยละ 50 2. การใช้ยาต้านจุลชีพสำหรับมนุษย์ลดลงร้อยละ 20 การใช้ยาต้านจุลชีพสำหรับสัตว์ลดลงร้อยละ 30 4. ประชาชนมีความรู้เรื่องเชื้อดื้อยาและตระหนักในการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างเหมาะสมเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 และ 5. ประเทศไทยมีระบบการจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพที่มีสมรรถนะตามเกณฑ์สากล
     สำหรับหลักการทำงานตามแผนยุทธศาสตร์ จะตั้งอยู่บนหลักการ 3 ข้อ คือ 1. เน้นการลงมือทำและวัดผลได้ 2. เน้นการทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการและเสริมพลัง และ 3. เน้นการกระตุ้นให้เกิดความมุ่งมั่นทางการเมือง ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการนำไปสู่การจัดการปัญหาและการจัดการทรัพยากรอย่างเหมาะสม เพื่อให้การจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพของประเทศไทยมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
     ส่วนความคืบหน้าในการดำเนินการนั้น สำนักนายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งแต่งตั้ง ‘คณะกรรมการนโยบายการดื้อยาต้านจุลชีพแห่งชาติ’ ในเดือนมีนาคม 2560 มี พลเรือเอกณรงค์ พิพัฒนาศัย รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการนโยบาย มีตัวแทนหน่วยงานราชการและเอกชนเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการ และมีผู้ทรงคุณวุฒิในด้านต่าง ๆ จำนวน 10 คน ร่วมงาน
     โดยมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายฯ ครั้งแรกเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2560 ณ ทำเนียบรัฐบาล สาระสำคัญของประชุมในครั้งนี้ คือ การดำเนินการตามเป้าหมายเร่งด่วน (Quick win) ตามแผนยุทธศาสตร์ฯ พร้อมทั้งเห็นชอบแนวทางการจัดทำแผนปฏิบัติการ ‘การจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพประเทศไทย พ.ศ. 2560-2564’
     เพื่อนำไปสู่เป้าหมายสำคัญ คือ อัตราการเสียชีวิตจากการเจ็บป่วยจากเชื้อดื้อยา การใช้ยาต้านจุลชีพสำหรับมนุษย์และสัตว์ลดลง เพราะหากไม่เร่งแก้ปัญหา องค์การอนามัยโลกคาดการณ์ว่าภายใน พ.ศ. 2593 จะมีผู้เสียชีวิตทั่วโลกเพิ่มขึ้นเป็น 10 ล้านคน !!