ม.มหิดลต่อยอดเทคโนโลยีเสริมมาตรฐานคุณภาพกุ้งไทยส่งออกตลาดโลก

www.medi.co.th

แม้ภูมิปัญญาชาวบ้าน ตัดตากุ้ง เพื่อเพิ่มผลผลิต จะเป็นวิธีที่เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งไทยใช้สืบต่อกันมาอย่างยาวนาน แต่ต่อมากลับพบว่าไม่เป็นที่ยอมรับด้วยเป็นการทรมานสัตว์ และอาจพลาดโอกาสการแข่งขันในตลาดโลก


ศาสตราจารย์ ดร.อภินันท์ อุดมกิจ อาจารย์ประจำศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรมกุ้ง สถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล มหาวิทยาลัยมหิดล ได้กล่าวถึงสาเหตุที่ กุ้งไทย ได้เป็นสัตว์น้ำที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจติดอันดับโลก เนื่องด้วยประเทศไทยมีศักยภาพในการเพาะเลี้ยงสูง ผลิตกุ้งที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะกุ้งขาวแวนนาไมและกุ้งกุลาดำ ซึ่งได้รับการยอมรับเรื่องคุณภาพมาตรฐานสากล มีอุตสาหกรรมต่อเนื่องขนาดใหญ่ ทั้งอาหารแช่แข็ง แปรรูป และการจ้างงานจำนวนมาก


โดยธรรมชาติของกุ้ง 1 ตัววางไข่ได้หลักหลายแสนถึงล้านฟอง แต่โอกาสรอดชีวิตเติบโตเป็น กุ้งที่สมบูรณ์ อาจมีเพียงร้อยละ 70 - 80 ด้วยเทคโนโลยีของสถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล มหาวิทยาลัยมหิดล โดยการทำงานร่วมกันระหว่าง  ศาสตราจารย์ ดร.อภินันท์ อุดมกิจ และดร.สุพัตรา ตรีรัตน์ตระกูล ผู้วิจัยหลักที่ทุ่มเทมานานกว่าทศวรรษจนสามารถคิดค้นนวัตกรรมเพิ่มผลผลิตกุ้งโดยไม่ต้องตัดตาซึ่งเป็นจุดศูนย์รวมของฮอร์โมนที่เป็นอุปสรรคต่อการวางไข่


แม้ปัจจุบันได้รับการจดสิทธิบัตรแล้ว แต่กลับพบว่ามีการนำไปใช้ไม่แพร่หลายในการผลิตลูกกุ้งเชิงพาณิชย์เท่าที่ควร โดย ศาสตราจารย์ ดร.อภินันท์ อุดมกิจ มองว่า หากยังไม่ได้รับการสนับสนุนต่อในเชิงนโยบาย อาจส่งผลกระทบอย่างยิ่งได้ต่อไปในตลาดโลก


โดยที่ผ่านมาได้มีข่าวว่ามีแนวโน้มที่ทาง EU จะไม่อนุญาตให้มีการนำเข้ากุ้งที่ผ่านกระบวนการเพิ่มผลผลิตด้วยวิธีการตัดตา และมาตรฐาน Best Aquaculture Practices (BAP) ภายใต้ Global Seafood Alliance (GSA) ของสหรัฐอเมริกา ประกาศว่าจะยกเลิกวิธีการตัดตาในฟาร์มและโรงเพาะฟักกุ้งที่ได้รับการรับรอง BAP ทั่วโลกภายในปี 2030


นอกจากนี้ ยังได้เผยถึงความคืบหน้าของงานวิจัยโดย สถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการวิจัย โดยเน้นไปที่กลไกการทำงานผ่านทาง ตัวรับ” (Receptor) ของฮอร์โมนสเตียรอยด์ที่ควบคุมการสร้างฮอร์โมนที่ยับยั้งการพัฒนาของรังไข่ ซึ่งหากเป็นผลสำเร็จ จะเป็นการเพิ่มโอกาสในการพัฒนาแนวทางเพิ่มผลผลิตของเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งไทยมีมากยิ่งขึ้น


และยังจะเป็นการช่วยลดค่าใช้จ่ายที่ต้องสิ้นเปลืองไปในการเพิ่มจำนวน แม่พันธุ์กุ้งซึ่งในปัจจุบันมีมูลค่าสูงถึงหลักพันบาทต่อ 1 ตัว อีกทั้งค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นค่าอาหาร และค่าดูแลในด้านต่างๆ ต่อไปอีกเป็นจำนวนมาก


มหาวิทยาลัยมหิดล พร้อมเป็นกำลังใจให้เกษตรกรไทยผู้เพาะเลี้ยงกุ้งเพื่อการส่งออก ด้วยการมอบองค์ความรู้อันเป็น ปัญญาของแผ่นดิน และพร้อมเคียงข้างในทุกสถานการณ์ “Real World Impact” เพื่อร่วมสร้างสรรค์เศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป


ติดตามข่าวสารที่น่าสนใจจากมหาวิทยาลัยมหิดลได้ที่https://mahidol.ac.th


Cr: สถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล มหาวิทยาลัยมหิดล


สัมภาษณ์ และเขียนข่าวโดย ฐิตินวตาร ดิถีการุณ นักประชาสัมพันธ์ (ชำนาญการ) โครงการงานประชาสัมพันธ์ภายใน / พันธกิจพิเศษ งานสื่อสารองค์กร กองบริหารงานทั่วไป สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล