คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) มูลนิธิป้าทองคำ และกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เปิดผลวิจัยเรื่อง “การพัฒนาแนวทางการรักษาผู้ป่วยที่ดื้อต่อยาต้านไวรัสตับอักเสบ ซี โดยใช้ข้อมูลความหลากหลายของ
สายพันธุ์ ตรวจหาปริมาณไวรัส แอนติบอดีและแอนติเจนต่อไวรัสตับอักเสบและการกลายพันธุ์” เพื่อนำข้อมูลเป็นแนวทางการรักษาผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบ ซี โดยมีการแถลงข่าวผลการวิจัยภายใต้ความร่วมมือของภาคีเครือข่าย นำโดย ศ.นพ.รังสรรค์ ฤกษ์นิมิตร รองอธิการบดี จุฬาฯ ศ.นพ.วรศักดิ์ โชติเลอศักดิ์ รองคณบดีด้านวิจัยและนวัตกรรมเชิงลึก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ รักษาการผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข คุณณัฐพงษ์
ทักษินะมณี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานทรัพยากรมนุษย์ บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) นพ.ชาตรี จุลเพชร กองโรคเอดส์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ กรมควบคุมโรค ผศ.ดร.จรวยพร ศรีศศลักษณ์ รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข พญ.วิจิตรา แพงขะ รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเพชรบูรณ์ และ ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ณ ห้องเธียเตอร์ ชั้น 1 อาคารหอสมุดคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ

ศ.นพ.รังสรรค์ ฤกษ์นิมิตร กล่าวว่า ความสำเร็จในการศึกษาวิจัยครั้งนี้สะท้อนบทบาทของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยไทยคุณภาพระดับโลก ที่สร้างคุณค่าเปลี่ยนชีวิตผ่านภูมิปัญญาแห่งนวัตกรรม ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัยที่ส่งเสริมความก้าวหน้าขององค์ความรู้และการวิจัยระดับโลก (World-Changing Research) เพื่อสร้างนวัตกรรมที่สามารถแก้ปัญหาสำคัญของสังคม สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ Impactful Growth และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี แสดงถึงศักยภาพของคณาจารย์และนักวิจัยในการสร้างผลงานที่ส่งผลกระทบเชิงบวกต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน จุฬาฯ พร้อมยืนหยัดสนับสนุนงานวิจัยทางการแพทย์ ผ่านพลังความร่วมมือ Chula Power of Togetherness เพื่อเปลี่ยนงานวิจัยให้ออกมาเป็นคุณค่าที่ช่วยเหลือผู้ป่วย และยกระดับสุขภาพของสังคมไทยอย่างยั่งยืน
ด้าน ศ.นพ.วรศักดิ์ โชติเลอศักดิ์ กล่าวว่า การศึกษาวิจัยเรื่อง “การพัฒนาแนวทางการรักษาผู้ป่วยที่ดื้อต่อยาต้านไวรัสตับอักเสบ ซี โดยใช้ข้อมูลความหลากหลายของสายพันธุ์ ตรวจหาปริมาณไวรัส แอนติบอดีและแอนติเจนต่อไวรัสตับอักเสบและการกลายพันธุ์” เพื่อใช้ข้อมูลเป็นแนวทางการรักษาผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบ ซี สะท้อนถึงความมุ่งมั่นตามพันธกิจด้านงานวิจัยของคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ในการสร้างสรรค์องค์ความรู้และนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ปัญหาสุขภาพสำคัญของประเทศ ข้อมูลเชิงลึกของไวรัสตับอักเสบ ซี จะช่วยให้วางแผนรักษาผู้ป่วยดื้อยาได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ กล่าวว่า โรคไวรัสตับอักเสบ ซี เป็นหนึ่งในปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทย เนื่องจากการติดเชื้อเรื้อรังอาจนำไปสู่ภาวะตับแข็งและมะเร็งตับได้ แม้การรักษาในปัจจุบันจะได้ผลดีขึ้นมาก แต่ยังคงมีผู้ป่วยบางส่วนที่รักษาไม่สำเร็จและยังขาดโอกาสในการดูแลที่เหมาะสม ทั้งนี้การรักษาที่ไม่สำเร็จ เกิดได้จากหลายสาเหตุ ดังนั้นจึงไม่ควรรีบสรุปว่าผู้ป่วยทุกรายเกิดปัญหาเชื้อดื้อยา รวมถึงการมีข้อมูลที่ถูกต้องและสอดคล้องกับบริบทของประเทศ จะเป็นจุดตั้งต้นที่นำไปสู่การตัดสินใจและวางแผนการแก้ปัญหาเชิงระบบได้อย่างรอบด้านมากขึ้น ตลอดจนสามารถนำทรัพยากร
ของประเทศมาใช้ได้อย่างคุ้มค่า สวรส. จึงสนับสนุนทุนวิจัยในเรื่องดังกล่าว เพื่อให้เกิดการสร้างองค์ความรู้ที่จะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาแนวทางการรักษาผู้ป่วยโรคไวรัสตับอักเสบ ซีตลอดจนช่วยลดความไม่แน่นอนในการรักษา รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการรักษาผู้ป่วย พร้อมผลักดันให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้นำผลงานวิจัยไปขยายผล ทั้งในเชิงนโยบายและระดับปฏิบัติ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถบรรลุเป้าหมายขององค์การอนามัยโลก (WHO) ในการกวาดล้างโรคไวรัสตับอักเสบ ซี ให้เหลือน้อยที่สุด ภายในปี 2573

นพ.ชาตรี จุลเพชร กล่าวว่า กรมควบคุมโรคได้กำหนดเป้าหมายคัดกรองโรคไวรัสตับอักเสบ ซี ในกลุ่มประชากรที่เกิดก่อนปี พ.ศ. 2535 ซึ่งมีประมาณ 38 ล้านคน โดยตั้งเป้าคัดกรองสะสมให้ได้อย่างน้อย 30 ล้านคน เพื่อนำผู้ติดเชื้อเข้าสู่กระบวนการตรวจยืนยันและรักษาอย่างรวดเร็ว สำหรับผลการดำเนินงานในช่วงปี 2567-2569 มีผู้ได้รับการคัดกรองสะสมแล้ว 9 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 30 และในปีงบประมาณ 2570 ได้วางแผนคัดกรองไวรัสตับอักเสบ บี และ ซี ต่อเนื่องอีก 8 ล้านราย พร้อมตั้งตัวชี้วัดให้ผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ ซี ได้รับยารักษาไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ทั้งนี้ เพื่อขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมาย End Hepatitis 2573 จึงได้ผลักดันระบบบริการแบบ Same-day Service ที่ให้ผู้มีผลคัดกรองเป็นบวกสามารถเจาะเลือดตรวจยืนยันได้ทันทีในวันเดียวกัน รวมถึงการบูรณาการความร่วมมือกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และสำนักงานประกันสังคม ในการพัฒนาและปรับปรุงสิทธิประโยชน์ด้านการดูแลรักษาผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ ซี โดยสนับสนุนให้มีการจัดซื้อและสนับสนุนยารักษาผู้ติดเชื้ออย่างต่อเนื่อง ปรับปรุงหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการใช้ยา รวมถึงคุณสมบัติของแพทย์ผู้มีสิทธิสั่งจ่ายยา เพื่อเพิ่มการเข้าถึงการรักษา ตลอดจนพัฒนาระบบ ให้หน่วยบริการสามารถบันทึกผลการตรวจยืนยันการติดเชื้อ ก่อนการเบิกจ่ายค่าบริการ เพื่อให้มีข้อมูลที่ครบถ้วนและสามารถนำไปใช้ในการกำกับติดตาม ประเมินผล วิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรค ตลอดจนปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานป้องกันและควบคุมโรคไวรัสตับอักเสบ ซี อย่างเป็นระบบ
ผศ.ดร.จรวยพร ศรีศศลักษณ์ กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญของการนำงานวิจัยมาใช้ประโยชน์ คือการสร้างความหวังและเส้นทางการดูแลรักษาที่ชัดเจนให้กับผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบ ซี ที่ยังรักษาไม่สำเร็จ โดยเฉพาะการพัฒนาแนวทางการรักษาผู้ป่วยที่ดื้อต่อยาต้านไวรัสตับอักเสบ ซี จำเป็นต้องพัฒนาภายใต้ข้อมูลเชิงประจักษ์ที่ชัดเจน ดังนั้นการขับเคลื่อนงานวิจัยสู่การปฏิบัติจริง จึงได้มีการลงพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์และอุตรดิตถ์ เพื่อสะท้อนให้เห็นข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับความหลากหลายของสายพันธุ์ไวรัส และการเปลี่ยนทางพันธุกรรมที่เกี่ยวข้องกับการดื้อยา รวมถึงค้นหาสาเหตุของการรักษาไม่สำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นการติดเชื้อใหม่ การกลับเป็นซ้ำจากเชื้อเดิม หรือการดื้อยา เพื่อให้สามารถวางแผนการดูแลได้ตรงกับประวัติและสภาพของผู้ป่วยแต่ละราย ซึ่งงานวิจัยจะเป็นองค์ความรู้สำคัญในการพัฒนาแนวทางการรักษาที่เหมาะสม และทำให้หน่วยบริการมีแนวทางในการส่งต่อผู้ป่วย การพัฒนาระบบข้อมูลประกอบการรักษา และมีการติดตามผลการรักษาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้หลังจากได้ข้อเสนอจากงานวิจัย สวรส. จะทำหน้าที่เชื่อมโยงองค์ความรู้จากงานวิจัยไปสู่ผู้กำหนดนโยบายและผู้ให้บริการในระบบสุขภาพต่อไป เพื่อลดช่องว่างการดูแลผู้ป่วย และร่วมผลักดันเป้าหมายการกำจัดไวรัสตับอักเสบ ซี ให้หมดไปจากระบบสาธารณสุขของประเทศไทยอย่างยั่งยืน

ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัยหลักเปิดเผยผลวิจัยเชิงลึกว่า โมเดล จ.เพชรบูรณ์ สะท้อนความสำเร็จเชิงประจักษ์ในการบูรณาการตรวจคัดกรองโรคไวรัสตับอักเสบ ซี ระดับปฐมภูมิ และการรักษาด้วยยาต้านไวรัสออกฤทธิ์ตรง (DAA) ซึ่งมีความครอบคลุมร้อยละ 97.3 พิสูจน์ให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมว่าประเทศไทยมีความพร้อมทั้งด้านระบบสาธารณสุขและศักยภาพในการกวาดล้างโรคไวรัสตับอักเสบซีให้สำเร็จตามเป้าหมายขององค์การอนามัยโลก (WHO) ภายในปี พ.ศ. 2573
ผลการศึกษายืนยันว่าอัตราความล้มเหลวในการรักษาไม่ได้เกิดจากการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัส แต่มีสาเหตุมาจากพฤติกรรมการใช้ยาและภาวะของโรคของผู้ป่วย ซึ่งระบบสาธารณสุขสามารถแก้ไขและจัดการได้ด้วยการปรับสูตรยาหรือเพิ่มระยะเวลาในการรักษาให้เหมาะสมยิ่งขึ้น
“สำหรับทิศทางและแนวทางการดำเนินงานในอนาคต เสนอให้มุ่งเน้นการค้นหาเชิงรุกในกลุ่มประชากรผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นกลุ่มที่เป็นแหล่งสะสมโรคจากอดีต ควบคู่ไปกับการวางระบบป้องกันการติดเชื้อรายใหม่ในกลุ่มเสี่ยงอย่างเป็นระบบ เพื่อตัดวงจรการแพร่ระบาดและขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมายการปลอดโรคได้อย่างยั่งยืน” ศ.นพ.ยง กล่าวทิ้งท้าย
