ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ภญ.บุญธิดา มระกูล
ภาควิชาเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
โรคน้ำกัดเท้า คืออะไร?
โรคน้ำกัดเท้าหรือฮ่องกงฟุต (Athlete’s foot) เป็นโรคที่เกิดจากผิวหนังบริเวณเท้ามีความอับชื้น เปียกน้ำ เปียกเหงื่อ การลุยน้ำท่วมขัง โดยเฉพาะตำแหน่งซอกนิ้วเท้าเนื่องจากมีการเสียดสีและเป็นที่เก็บสะสมของสิ่งสกปรกและความอับชื้น ทำให้เชื้อรามีการเจริญเติบโตได้ดีและติดเชื้อราตามมา นอกจากนี้ยังอาจติดต่อจากการใช้ของร่วมกัน เช่น รองเท้า ถุงเท้าที่ไม่สะอาด โรคน้ำกัดเท้าเป็นโรคผิวหนังที่พบได้บ่อยในช่วงฤดูฝน ในทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะเพศชายในช่วงวัยรุ่น โดยทั่วไปอาการของโรคน้ำกัดเท้าจะแบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ
ระยะที่ 1 ในช่วง 1-3 วันแรก ผิวหนังที่แช่น้ำนานๆ หรือเปียกชื้นจะมีการเปื่อย แดง คัน แสบ ซึ่งเป็นระยะของผิวหนังอักเสบ โดยไม่มีการติดเชื้อ
ระยะที่ 2 ในช่วง 3-10 วัน การแช่น้ำต่อเนื่องจะทำให้ผิวมีการเกิดบาดแผล ผิวหนังเปื่อยและมีรอยฉีกขาด เกิดการบวมแดง เจ็บปวด มีหนอง ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อโรคต่างๆ เช่น เชื้อราและแบคทีเรีย โดยเฉพาะบริเวณซอกนิ้วเท้า
ระยะที่ 3 ในช่วงมากกว่า 10 วัน หากมีการแช่น้ำต่อเนื่องและไม่ได้รับการรักษาที่ถูกวิธี เชื้อราจะเข้าสู่ผิวหนัง เกิดเป็นขุยขาวเปียก มีอาการคัน และมีกลิ่นเหม็น หากทิ้งไว้เรื้อรังเชื้อราจะฝังตัวในผิวหนัง หายขาดได้ยากและกลับมาเป็นซ้ำ เป็นๆหายๆ และหากติดเชื้อแบคทีเรียจะเข้าสู่ผิวหนังบริเวณผื่น มีอาการบวม ปวด มีหนองและมีกลิ่นเหม็น หากเชื้อแบคทีเรียลุกลามเข้าระบบน้ำเหลืองอาจทำให้ต่อมน้ำเหลืองข้างขาหนีบโตบวม กดเจ็บ และลุกลามเข้าสู่ระบบเลือดและเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
การป้องกันและรักษาโรคน้ำกัดเท้า
การป้องกันโรคน้ำกัดเท้า ทำได้โดยการหลีกเลี่ยงการแช่เท้าในน้ำ โดยเฉพาะน้ำที่ท่วมขังสกปรก หากจำเป็นหลังจากการแช่น้ำควรรีบล้างเท้าด้วยสบู่อ่อนและล้างออกด้วยน้ำสะอาด เช็ดเท้าให้แห้งโดยเฉพาะตามซอกนิ้วเท้า หากมีบาดแผลควรล้างด้วยน้ำเกลือและทายาฆ่าเชื้อ และบำรุงผิวบริเวณเท้าที่ผ่านการแช่น้ำด้วยการทาครีมบำรุง
การรักษาโรคน้ำกัดเท้าจะให้การรักษาตามระยะของโรค คือ โรคน้ำกัดเท้าในระยะแรกซึ่งมีผื่นผิวหนังอักเสบไม่มีการติดเชื้อ จะรักษาโดยการให้ยาทาสเตียรอยด์ชนิดอ่อน เช่น 0.02% Triamcinolone cream หรือ 3% Vioform cream ผสมกับ 0.02% Triamcinolone cream ทาบางๆ วันละ 2 ครั้งหลังทำความสะอาดเท้าด้วยน้ำสบู่และเช็ดให้แห้งแล้ว โดยใช้ระยะเวลารักษาประมาณ 1-2 สัปดาห์ หลักสำคัญคือห้ามใช้ยาสเตียรอยด์ทาบริเวณที่มีการติดเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อราเพราะจะทําให้เชื้อลุกลามได้ กรณีโรคน้ำกัดเท้าในระยะที่มีการติดเชื้อรา จำเป็นจะต้องให้ยาทารักษาเชื้อรา ได้แก่ Whitfield’s ointment, Ketoconazole cream, Clotrimazole cream ซึ่งต้องทาติดต่อกันโดยใช้ระยะเวลารักษาประมาณ 6 สัปดาห์ โดยพบว่า Whitfield’s ointment เป็นยาทาที่ได้รับความนิยมเนื่องจากอยู่ในรูปแบบของยาขี้ผึ้งเกาะติดผิวได้ดี ไม่ถูกชะออกง่าย และมีความมันช่วยเคลือบผิวป้องกันไม่ให้ผิวสัมผัสกับน้ำสกปรก ทั้งนี้หากการรักษาการติดเชื้อราไม่ครบตามระยะเวลาที่กำหนด ผู้ป่วยมีสุขอนามัยส่วนบุคคลไม่ดีหรือเกิดเป็นซ้ำ อาจต้องพิจารณาให้ยารักษาเชื้อราชนิดรับประทานร่วมด้วย ได้แก่ Griseofulvin, Itraconazole, Fluconazole นอกจากนี้หากมีการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำเติมโดยมักพบอาการ ปวด บวม แดง และมีหนอง จำเป็นจะต้องล้างทำความสะอาดแผลด้วยน้ำเกลือ และทาแผลด้วยยาฆ่าเชื้อเช่น Povidone iodine, Whitfield’s ointment, Fusidic acid, Mupirocin ในรูปแบบ cream หรือ ointment และหากติดเชื้อรุนแรงเช่น มีการบวมและปวดมาก มีไข้ จำเป็นจะต้องได้รับยาปฏิชีวนะชนิดรับประทาน เช่น Cloxacillin, Dicloxacillin
แหล่งอ้างอิง/ที่มา
1. แพทย์หญิงวลัยอร ปรัชญพฤทธิ์. คู่มือการดูแลปัญหาผิวเบื้องต้นสำหรับประชาชนเมื่อประสบอุทกภัย. สถาบันโรคผิวหนัง (online). Available from: https://drive.google.com/file/d/1CF5ci1oS8WhdlD-ldD6U6doikxPIKLyN/view. (Cited 2023 Oct 3).
2. เชิดชัย สุนทรภาส. แนวปฏิบัติการใช้ยาต้านเชื้อราสำหรับการติดเชื้อราที่ผิวหนังในร้านยา. ศูนย์การศึกษาต่อเนื่องทางเภสัชศาสตร์ (online). Available from: https://ccpe.pharmacycouncil.org/index. php?option=article_detail&subpage=article_detail&id=562. (Cited 2023 Oct
ขอบคุณข้อมูลจาก : https://pharmacy.mahidol.ac.th/th/knowledge/article/676/view/
