วิจัยชี้ ‘ยาลดความดัน’ อาจช่วยชะลอ ‘โรคสมองที่พบได้ยาก’ ในเด็ก

(แฟ้มภาพซินหัว : เด็กน้อยวาดภาพลงบนลูกโป่ง ณ โรงเรียนอนุบาลแห่งหนึ่งในนครหนานจิง มณฑลเจียงซูทางตะวันออกของจีน วันที่ 8 พ.ค. 2026)


เฮก, 17 ส.ค. (ซินหัว) — การศึกษาวิจัยที่นำโดยศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยอัมสเตอร์ดัม (Amsterdam UMC) ในเนเธอร์แลนด์ เปิดเผยว่ายาลดความดันโลหิตที่มีอยู่ในปัจจุบัน อาจช่วยชะลอการลุกลามของโรคทางสมองในเด็กที่พบได้ยากซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต


การศึกษาดังกล่าวซึ่งตีพิมพ์ในวารสารเดอะ แลนเซ็ต นิวโรโลจี (The Lancet Neurology) ฉบับล่าสุด ได้ตรวจสอบผลกระทบที่ยากัวนาเบนซ์ (guanabenz) มีต่อโรคเนื้อสมองสีขาวเสื่อมสลาย (Vanishing White Matter – VWM) ซึ่งเป็นโรคทางพันธุกรรมเกี่ยวกับความเสื่อมของระบบประสาทที่พบได้ยาก และมักส่งผลกระทบต่อเด็กอายุระหว่าง 1-6 ปีเป็นหลัก


ข้อมูลจากศูนย์การแพทย์ฯ ระบุว่า โรคเนื้อสมองสีขาวเสื่อมสลายส่งผลให้ผู้ป่วยสูญเสียทักษะด้านการเคลื่อนไหวและสติปัญญาลงอย่างต่อเนื่อง และอาจนำไปสู่การเสียชีวิตก่อนวัยอันควร โดยปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษาที่ได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการ เพื่อใช้ยับยั้งหรือชะลอการลุกลามของโรคนี้


คณะนักวิจัยได้ติดตามเด็กที่ป่วยเป็นโรคนี้ซึ่งได้รับยากัวนาเบนซ์ และเปรียบเทียบพัฒนาการของโรคตลอดระยะเวลา 3 ปี กับเด็ก 66 ราย ที่มีระดับความรุนแรงของโรคใกล้เคียงกันจากฐานข้อมูลผู้ป่วยระหว่างประเทศซึ่งไม่ได้รับยาตัวดังกล่าว ผลการวิจัยพบว่าเด็กที่ได้รับการรักษาด้วยยากัวนาเบนซ์มีความจำเป็นต้องพึ่งพารถเข็นวีลแชร์น้อยกว่าและช้ากว่าเด็กในกลุ่มเปรียบเทียบ


มาร์โย ฟาน เดอร์ คนาป (Marjo van der Knaap) ผู้วิจัยหลักของรายงานวิจัยนี้และอดีตศาสตราจารย์ด้านกุมารประสาทวิทยา ประจำศูนย์การแพทย์ฯ กล่าวว่า ผลการศึกษาแสดงให้เห็นเป็นครั้งแรกว่าเราสามารถควบคุมหรือชะลอโรคทางสมองที่อันตรายโรคนี้ในเด็กได้


รายงานระบุว่า ไม่มีเด็กที่ได้รับการรักษาด้วยยากัวนาเบนซ์เสียชีวิตระหว่างช่วงเวลาที่ทำการศึกษา เมื่อเทียบกับเด็กในกลุ่มเปรียบเทียบที่เสียชีวิต 5 รายจากทั้งหมด 66 ราย ส่วนผลข้างเคียงของยา เช่น อาการประสาทหลอน อาการง่วงซึม ท้องผูก และความดันโลหิตต่ำ หลักๆ แล้วมักเกิดขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนแรกของการรักษา โดยหลังจากผ่านไป 4-6 เดือน เด็กๆ โดยทั่วไปสามารถทนต่อยาได้ดี และไม่มีผู้ป่วยรายใดต้องยุติการรักษาเนื่องจากผลข้างเคียง


ฟาน เดอร์ คนาป กล่าวว่า เนื่องจากทีมงานกำลังทำการรักษากับเด็กเล็ก การที่ผลข้างเคียงสามารถสังเกตเห็นได้ ให้การรักษาได้ และเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง


คณะนักวิจัยเน้นย้ำว่า ยากัวนาเบนซ์ไม่ใช่ยาสำหรับรักษาโรคเนื้อสมองสีขาวเสื่อมสลายให้หายขาด และประสิทธิผลเชิงบวกของยาก็ดูเหมือนจะหมดไปหลังจากหยุดการรักษา นักวิจัยยังเตือนด้วยว่าการศึกษานี้ไม่ได้มีกลุ่มควบคุมที่ไม่ได้รับการรักษาด้วยยานี้คู่ขนานกันไป


ปัจจุบันคณะนักวิจัยกำลังอยู่ระหว่างการศึกษาติดตามผล เพื่อเฝ้าสังเกตอาการของเด็กๆ ในระยะยาวขึ้น และตรวจสอบผลกระทบของการใช้ยากัวนาเบนซ์ในขนาดยาที่มากขึ้น


ทั้งนี้ โรคเนื้อสมองสีขาวเสื่อมสลายเป็นโรคที่พบได้ยากอย่างยิ่ง โดยคาดการณ์ว่ามีเด็กแรกเกิดทั่วโลกป่วยด้วยโรคนี้เพียง 1 ใน 100,000 ราย ขณะที่ในเนเธอร์แลนด์มีผู้ป่วยที่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับภาวะนี้ราว 1.3 รายต่อประชากร 1 ล้านราย

 


ขอขอบคุณแหล่งที่มาของข้อมูล : https://www.xinhuathai.com/china/590862_20260817