โรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น ภัยร้ายสุขภาพ นอนกรนเสียงดังต้องระวัง

กรมการแพทย์ โดยสถาบันโรคทรวงอก เตือนสังเกตอาการผู้นอนกรนเสียงดังเป็นประจำ หากพบการหยุดหายใจ สำลักหายใจไม่ออกหรือต้องหายใจเฮือก หายใจสะดุดตื่นกลางคืน ง่วงนอนผิดปกติในเวลากลางวัน ไม่สดชื่นหลังตื่นนอน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อการวินิจฉัยและรับการรักษาโรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (obstructive sleep apnea, OSA)


นายแพทย์ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า OSA มีการหย่อนตัวของกล้ามเนื้อทางเดินหายใจส่วนต้นขณะหลับ ทำให้ทางเดินหายใจส่วนต้นยุบตัวตีบแคบลง ภาวะพร่องออกซิเจนและภาวะคาร์บอนไดออกไซด์คั่งในเลือด ส่งผลให้เกิดการตื่นตัวของสมองเป็นระยะ และไม่สามารถนอนหลับได้ รู้สึกไม่สดชื่น ปวดมึนศีรษะหลังตื่นนอน มีอาการง่วงนอนมากผิดปกติในเวลากลางวัน ส่งผลกระทบทางด้านอารมณ์ อาทิ ฉุนเฉียว หงุดหงิดง่าย สมาธิและความจำ เกิดภาวะแทรกซ้อนทางระบบหัวใจและหลอดเลือดและทางเมตะบอลิกส์ ได้แก่ โรคความดันโลหิตสูง โรคเส้นเลือดหัวใจ ภาวะหัวใจวาย ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคเส้นเลือดสมอง ภาวะความดันหลอดเลือดปอดสูง และกลุ่มอาการอ้วนลงพุง นอกจากนี้ยังเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุจากยานพาหนะหรืออุบัติเหตุจากการทำงาน


แพทย์หญิงกัลยา ปัญจพรผล อายุรแพทย์การนอนหลับ สถาบันโรคทรวงอก กล่าวเพิ่มเติมว่า การวินิจฉัย OSA ประกอบด้วย ข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้ คือ 1. รู้สึกง่วงนอนผิดปกติในเวลากลางวัน รู้สึกอ่อนเพลีย ไม่สดชื่นหลังตื่นนอน 2. ตื่นในตอนกลางคืนจากการหยุดหายใจ สำลักหายใจไม่ออกหรือต้องหายใจเฮือก 3. มีผู้สังเกตว่าในขณะหลับมีนอนกรนเสียงดังเป็นประจำหรือพบการหายใจสะดุด 4. มีโรคร่วม ดังนี้ โรคความดันโลหิตสูง โรคเส้นเลือดหัวใจ โรคเส้นเลือดสมอง ภาวะหัวใจวาย ภาวะหัวใจสั่นพริ้ว โรคเบาหวานชนิดที่ 2 ปัญหาความจำ ร่วมกับตรวจการนอนหลับพบค่าดัชนีการหายใจถูกรบกวน (Respiratory Disturbance Index, RDI) อย่างน้อย 5 ครั้ง/ชม. หรือพบค่าดัชนีการหายใจถูกรบกวนอย่างน้อย 15 ครั้ง/ชม. อย่างเดียว


โดยการรักษา OSA ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ได้แก่ ระดับความรุนแรงของโรค ลักษณะทางกายวิภาคของการอุดกั้น อายุ และโรคร่วมของผู้ป่วย โดยแบ่งการรักษาเป็น 1. การรักษาพื้นฐาน เช่น การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ลดน้ำหนัก ออกกำลังกาย การหลีกเลี่ยงการนอนหงาย หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ ยาหรือยานอนหลับที่กดการหายใจ การฝึกกล้ามเนื้อคอหอยเพื่อเพิ่มแรงคงตัว เป็นต้น 2. การรักษาโดยวิธีไม่ผ่าตัด เช่น การรักษาด้วยเครื่องอัดอากาศแรงดันบวก ตามข้อบ่งชี้ ดังนี้ 1. ผู้ป่วย OSA ระดับรุนแรงปานกลางถึงรุนแรงมาก 2. ผู้ป่วย OSA ระดับรุนแรงน้อย ร่วมกับมีโรคร่วม ได้แก่ โรคความดันโลหิตสูง โรคเส้นเลือดหัวใจ โรคเส้นเลือดสมอง เป็นต้น การรักษาด้วยทันตอุปกรณ์ 3. การรักษาโดยวิธีการผ่าตัด เช่น การผ่าตัดทางเดินหายใจส่วนบน ตามข้อบ่งชี้ ดังนี้ 1. ผู้ป่วยในสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อช่วยชีวิต เช่น การเจาะคอ 2. มีความผิดปกติของทางเดินหายใจส่วนบนอุดกั้น เช่น การผ่าตัดทอนซิล การผ่าตัดลดขนาดเยื่อบุกระดูกโพรงจมูก การผ่าตัดตกแต่งลิ้นไก่ เพดานอ่อน คอหอย โคนลิ้น หรือขากรรไกรผิดรูป เป็นต้น โดยผ่านการประเมินตามมาตรฐานอย่างครบถ้วน วางแผนการผ่าตัด ทราบความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน จำเป็นต้องได้รับการดูแลติดตามอย่างใกล้ชิด การผ่าตัดทางเดินอาหารเพื่อลดน้ำหนัก ตามข้อบ่งชี้ ดังนี้ ผู้ป่วยที่มีอายุอยู่ในช่วง 18 ถึง 65 ปี ที่มีน้ำหนักตามเกณฑ์ ดังต่อไปนี้ 1. BMI มากกว่าหรือเท่ากับ 32.5 กก./ตรม. ร่วมกับมีโรคแทรกซ้อนและมีการควบคุมรักษาอย่างเต็มที่แล้ว หรือมากกว่าหรือเท่ากับ 37.5 กก./ตรม. ถึงแม้ว่าจะไม่มีโรคแทรกซ้อน


 


19 กุมภาพันธ์ 2569