สำนักงานอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (Food and Drug Administration หรือ FDA) ให้การรับรองข้อบ่งใช้ใหม่ของ dupilumab สำหรับรักษาโรคไซนัสอักเสบจากเชื้อราชนิดภูมิแพ้ (allergic fungal rhinosinusitis หรือ AFRS) ในผู้ใหญ่และเด็กอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป ที่มีประวัติของการผ่าตัดไซนัสมาก่อน โดย dupilumab นับเป็นยาตัวแรกที่ได้รับการรับรองในสหรัฐอเมริกาสำหรับข้อบ่งใช้ดังกล่าว
เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา หรือ FDA ให้การรับรอง dupilumab (Dupixent) ด้วยข้อบ่งใช้สำหรับรักษาโรคไซนัสอักเสบจากเชื้อราชนิดภูมิแพ้ ในผู้ใหญ่และเด็กอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไปที่มีประวัติการผ่าตัดไซนัสมาก่อน โดย dupilumab จัดเป็นยาชีววัตถุ (biologic) ในกลุ่ม monoclonal antibody นับเป็นยาตัวแรกที่ได้รับการรับรองจาก FDA สำหรับใช้ในการรักษา AFRS ซึ่งเป็นไซนัสอักเสบเรื้อรัง (chronic sinus inflammation หรือ chronic sinusitis) ชนิดหนึ่ง ที่เกิดจากภูมิคุ้มกันของร่างกายมีปฏิกิริยาตอบสนองมากเกินไปต่อเชื้อราในบริเวณไซนัส โดยเชื้อราสกุล Aspergillus
ข้อบ่งใช้ล่าสุดดังกล่าวนับเป็นข้อบ่งใช้ที่ 9 ของ dupilumab ที่ได้รับการรับรองจาก FDA โดยข้อบ่งใช้ของ dupilumab ที่ได้รับการรับรองจาก FDA ไปก่อนหน้านี้ ได้แก่ โรคผิวหนังอักเสบภูมิแพ้ (atopic dermatitis หรือ atopic eczema), โรคหืด (asthma), โรคไซนัสอักเสบเรื้อรังร่วมกับริดสีดวงจมูก (chronic rhinosinusitis with nasal polyps), โรคหลอดอาหารอักเสบจากเม็ดเลือดขาว eosinophil (eosinophilic esophagitis หรือ EoE), โรคตุ่มแข็งคันเรื้อรัง (prurigo nodularis), โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (chronic obstructive pulmonary disease หรือ COPD), โรคลมพิษเรื้อรังชนิดไม่ทราบสาเหตุ (chronic spontaneous urticaria) และโรคตุ่มน้ำพองจากภูมิคุ้มกัน (bullous pemphigoid)
สำหรับ AFRS ซึ่งจัดเป็น chronic type 2 inflammatory disease โรคหนึ่ง แม้จะเป็นโรคที่พบได้ไม่บ่อย แต่มีอาการต่างๆ ที่สร้างความรำคาญและทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลง ไม่ว่าจะเป็นโพรงจมูกอักเสบหรือคัดจมูกจากการมีน้ำมูกเหนียวข้น ขณะเดียวกันยังสามารถนำไปสู่การเกิดริดสีดวงจมูกและการสูญเสียการรับรู้กลิ่น นอกจากนี้ หากไม่ได้รับการรักษาอาจทำให้เกิดการสูญเสียกระดูกรอบๆ โพรงไซนัส ใบหน้าผิดรูป มีปัญหาทางสายตาและเส้นประสาทเสียหายได้ โดยการรักษามาตรฐานในปัจจุบันสำหรับคนไข้ไซนัสอักเสบจากเชื้อราชนิดภูมิแพ้ก็คือการผ่าตัดไซนัสผ่านกล้อง (endoscopic sinus surgery) และการใช้รับประทานยาสเตียรอยด์ (systemic steroids)ต่อเนื่องยาวนาน และที่สำคัญก็คือคนไข้มักจะมีอัตราการกลับเป็นซ้ำ (recurrence) สูงหลังการผ่าตัด
ส่วนข้อมูลทางคลินิกที่สำคัญและนำมาสู่การได้รับการรับรองของยาฉีด dupilumab ในข้อบ่งใช้ดังกล่าวจาก FDA ก็คือผลลัพธ์ของการศึกษาทางคลินิกที่มีชื่อว่า LIBERTY-AFRS-AIMS trial ซึ่งเป็น phase III, randomized, double-blind, placebo-controlled ในคนไข้ผู้ใหญ่และเด็กอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป จำนวนรวมกัน 62 คน ที่ได้รับการวินิจฉัย AFRS โดยคนไข้เหล่านี้ได้รับการสุ่มออกเป็น 2 กลุ่ม ประกอบด้วยกลุ่มที่ได้รับ dupilumab จำนวน 33 คน (200 mg หรือ 300 mg ตามอายุและน้ำหนัก) ทุก 2 หรือทุก 4 สัปดาห์ และอีกกลุ่มหนึ่งจำนวน 29 คนได้รับ matching placebo เป็นเวลา 52 สัปดาห์
ผลการศึกษาของ LIBERTY-AFRS-AIMS trial ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Allergy and ClinicalImmunology ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2569 และยังได้รับการนำเสนอในงานประชุมประจำปี 2569 ของ American Academy of Allergy, Asthma & Immunology (AAAAI) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ถึงวันที่ 2 มีนาคม 2569 ในนคร Philadelphia มลรัฐ Pennsylvania ของสหรัฐอเมริกา

LIBERTY-AFRS-AIMS trial มีเป้าประสงค์หลัก (primary endpoint) อยู่ที่คะแนนความขุ่นมัวของไซนัส (sinus opacification scores; Lund-Mackay score) ซึ่งใช้ประเมินขอบเขตหรือความรุนแรงของโรคจากการตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ 3 มิติ (computerized tomography) หรือ CT scan ส่วนเป้าประสงค์รอง (secondary endpoints) ประกอบด้วยอาการคัดแน่นจมูกที่รายงานโดยคนไข้เอง ขนาดของริดสีดวงจมูกจากการส่องกล้อง การสูญเสียการรับกลิ่นที่รายงานโดยคนไข้เอง และความจำเป็นในการใช้ยาสเตียรอยด์และ/หรือการผ่าตัด
ผลการศึกษาที่ 52 สัปดาห์ พบว่ากลุ่มคนไข้ AFRS ที่ได้รับยาฉีด dupilumab มีการเปลี่ยนแปลงของ Lund-Mackay CT score จากเมื่อเริ่มต้นการศึกษา ดีขึ้นมากกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติถึงราวๆ 50% เมื่อเทียบกับกลุ่มคนไข้ AFRS ที่ได้รับ matching placebo ที่มี improvement ของ Lund-Mackay CT score เพียงประมาณ 10% (p<0.0001) ขณะเดียวกัน ผลการศึกษาที่ 24 สัปดาห์ พบว่ากลุ่มคนไข้ AFRS ที่ได้รับยาฉีด dupilumab มี Lund-Mackay CT score จากเมื่อเริ่มต้นการศึกษา ดีขึ้นมากกว่าอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับกลุ่มคนไข้ AFRS ที่ได้รับ matching placebo
พร้อมกันนี้ ที่ 24 สัปดาห์ยังพบว่ากลุ่มคนไข้ AFRS ที่ได้รับยาฉีด dupilumab มีอาการคัดแน่นจมูกที่รายงานโดยคนไข้เอง ดีขึ้นมากกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติถึง 67% เทียบกับที่ดีขึ้น 25% ของกลุ่มคนไข้ AFRS ที่ได้รับ matching placebo และดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติถึง 81% ที่ 52 สัปดาห์ เทียบกับที่ดีขึ้น 11% ของกลุ่มคนไข้ AFRS ที่ได้รับ matching placebo นอกจากนี้ กลุ่มคนไข้ AFRS ที่ได้รับยาฉีด dupilumab ยังมีขนาดของริดสีดวงจมูก (จากการประเมินด้วยการส่องกล้อง) ที่ลดลงได้ดีกว่าอย่างมีนัยสำคัญถึง 61% ที่ 24 สัปดาห์ เทียบกับที่ลดลง 15% ของกลุ่มคนไข้ AFRS ที่ได้รับ matching placebo และลดลงได้ดีกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติถึง 63% ที่ 52 สัปดาห์ เทียบกับที่ลดลงเพียง 4% ของกลุ่มคนไข้ที่ได้รับ matching placebo
อีกทั้งกลุ่มคนไข้ AFRS ที่ได้รับยาฉีด dupilumab ยังมีการสูญเสียการรับรู้กลิ่นที่รายงานโดยคนไข้เอง ลดลงได้ดีกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติถึง 67% ที่ 24 สัปดาห์ เทียบกับที่ลดลง 19% ของกลุ่มคนไข้ AFRS ที่ได้รับ matching placebo และกลุ่มคนไข้ AFRS ที่ได้รับยาฉีด dupilumab มีความจำเป็นที่ต้องใช้ยาสเตียรอยด์ในระยะยาวหรือการผ่าตัดซ้ำที่ลดลงได้ดีกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติถึง 92% ที่ 52 สัปดาห์เมื่อเทียบกับกลุ่มคนไข้ AFRS ที่ได้รับ matching placebo
ส่วนผลการศึกษาในเรื่องความปลอดภัยพบว่าโดยรวมแล้วการใช้ยาฉีด dupilumab ในคนไข้โรคไซนัสอักเสบจากเชื้อราชนิดภูมิแพ้ มีความปลอดภัยเช่นเดียวกับการใช้ยาฉีด dupilumab ในคนไข้โรคไซนัสอักเสบเรื้อรังร่วมกับริดสีดวงจมูก (chronic rhinosinusitis with nasal polyps หรือ CRSwNP) โดยข้อมูลรวมจาก 2 การศึกษาที่สำคัญของยาฉีด dupilumab ในคนไข้ CRSwNP ได้แก่ LIBERTY NP SINUS-24 และ LIBERTY NP SINUS-52 แสดงให้เห็นว่าผลข้างเคียงไม่พึงประสงค์ที่มีรายงานพบได้บ่อยมากกว่าในกลุ่มคนไข้ CRSwNP ที่ได้รับยาฉีด dupilumab เมื่อเทียบกับกลุ่มคนไข้ CRSwNP ที่ได้รับ matching placebo ประกอบด้วย injection site reactions, conjunctivitis, arthralgia, gastritis, insomnia, eosinophilia และ toothache
แหล่งที่มาของข้อมูล: www.fda.gov, www.sanofi.com, www.healio.com, www.hcplive.com,www.medscape.com, www.drugs.com, www.medpagetoday.com
