คนไข้โรคไตเรื้อรัง (chronic kidney disease หรือ CKD) ที่มีความสัมพันธ์กับโรคเบาหวานชนิดที่ 1 (type 1 diabetes หรือ T1D) มีทางเลือกใหม่ของการรักษาที่สำคัญในรอบเวลากว่า 30 ปี เมื่อสำนักงานอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (Food and Drug Administration หรือ FDA) ให้การรับรอง finerenone (Kerendia, Bayer) สำหรับคนไข้ T1D + CKD ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป เพื่อลดความเสี่ยงของการมีค่าอัตราการกรองของไตที่แย่ลงและชะลอการดำเนินโรคไปสู่โรคไตเรื้อรังระยะสุดท้าย (end-stage CKD)
เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 Bayer แจ้งว่า FDA ให้การรับรอง finerenone ซึ่งเป็นยาชนิดรับประทานเพียงวันละครั้งในกลุ่มnon-steroidal mineralocorticoid receptor antagonists (nsMRAs) ด้วยข้อบ่งใช้เพื่อลดสัดส่วนของอัลบูมินต่อครีเอตินินในปัสสาวะ (urinary albumin-to-creatinine ratio หรือ UACR) สำหรับคนไข้โรคไตเรื้อรังที่มีความสัมพันธ์กับโรคเบาหวานชนิดที่ 1 อายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นที่คาดหวังกันว่าการลด UACR จะช่วยลดความเสี่ยงของการมีค่าประมาณการอัตราการกรองของไต (estimated glomerular filtration rate หรือ eGFR) ที่แย่ลง และช่วยชะลอการดำเนินโรคไปสู่ระยะสุดท้ายของโรคไตเรื้อรังหรือระยะไตวาย
มีข้อมูลเกี่ยวกับความชุกของ CKD ในคนไข้เบาหวานชนิดที่ 1 อายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ในสหรัฐอเมริกา พบว่าแม้จะใช้การรักษามาตรฐานเพื่อลดน้ำตาลในเลือดและความดันโลหิตแล้ว ซึ่งรวมถึงการใช้อินซูลินและยากลุ่ม ACE inhibitors (angiotensin-converting enzyme inhibitors)/ARBs (angiotensin-receptor blockers) แต่คนไข้เบาหวานชนิดที่ 1 ถึงราวๆ 30% ยังคงมีโรคไตเรื้อรังเกิดขึ้น ซึ่งทำให้คนไข้มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจและไตวายตามมา ดังนั้น CKD จึงเป็นสาเหตุลำดับต้นๆ ของการเสียชีวิตในคนไข้เบาหวานชนิดที่ 1 ขณะที่ finerenone เป็น once-daily oral nsMRA ที่มีกลไกการออกฤทธิ์ด้วยการเข้าไปจับและยับยั้ง mineralocorticoid receptor overactivation อย่างจำเพาะเจาะจงที่หัวใจและไต
ข้อมูลหลักที่ FDA ใช้ประกอบการพิจารณาให้การรับรอง finerenone ในข้อบ่งใช้ใหม่ล่าสุดนี้ก็คือผลลัพธ์ของการศึกษาที่มีชื่อว่า FINE-ONE ซึ่งเป็นการศึกษาทางคลินิกแบบ global, randomized, prospective, double-blind, placebo-controlled, multicenter, Phase III studyในคนไข้ T1D + CKD อายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป จำนวนทั้งสิ้น 242 คนที่ถูกสุ่มออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งจำนวน 120 คน ได้รับ finerenone (ขนาด 10 หรือ 20 มิลลิกรัม ขึ้นอยู่กับค่า eGFR ของคนไข้เมื่อเริ่มต้นการศึกษา รับประทานเพียงวันละครั้ง) ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งจำนวน 122 คน ได้รับ matching placebo เสริมเข้ากับการรักษามาตรฐาน (standard of care) เพื่อรักษาอาการและโรคร่วมอื่นๆ ซึ่งรวมถึงอินซูลินและยาในกลุ่ม ACE inhibitors หรือยาในกลุ่ม ARBs
ใน FINE-ONEtrial คนไข้ T1D + CKD มีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 52 ปี ส่วนใหญ่ถึงราวๆ 65% เป็นผู้ชายและเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 มาโดยเฉลี่ย 32 ปี เมื่อเริ่มต้นการศึกษา คนไข้ T1D + CKD มีค่าเฉลี่ยของ UACR อยู่ที่ 549 (299–1191) mg/g และมีค่าเฉลี่ยของ eGFR อยู่ที่ 59 mL/min/1.73 m2 การศึกษานี้มีเป้าประสงค์หลักอยู่ที่การเปลี่ยนแปลงของ UACR ที่ 6 เดือนจากค่าเมื่อเริ่มต้นการศึกษา โดย UACR เป็นตัวบ่งชี้ที่สำคัญของการมี CKD progression
ผลการศึกษาของ FINE-ONEtrial ที่ได้รับการนำเสนอในงานประชุม Kidney Week 2025 ของ American Society of Nephrology (ASN) ในเดือนพฤศจิกายน ปี 2568 และได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารการแพทย์ New EnglandJournal of Medicine (NEJM) ฉบับวันที่ 4 มีนาคม 2569 พบว่าการให้ finerenone เสริมเข้ากับ standard of care สามารถลด UACR ลงได้ถึง 28% เมื่อเทียบกับ matching placebo เสริมเข้ากับ standard of care โดยประสิทธิภาพของ finerenone ในการลด UACR เริ่มเห็นผลได้อย่างชัดเจนตั้งแต่ 3 เดือนแรกของการรักษา ด้วยค่า UACR ที่ลดลงถึง 22% เมื่อเทียบกับ matching placebo

ขณะเดียวกันพบว่ากลุ่มคนไข้ T1D + CKD ที่ได้รับ finerenone เสริมเข้ากับ standard of care มีการเปลี่ยนแปลงของค่า eGFR อยู่ที่ -5.6 mL/min/1.73 m2 จากค่า eGFR เมื่อเริ่มต้นการศึกษา เทียบกับ -2.7 mL/min/1.73 m2 ของกลุ่มคนไข้ T1D + CKD ที่ได้รับ matching placebo เสริมเข้ากับ standard of care
นอกจากนี้ ยังพบว่าถึงราวๆ 68% ของคนไข้ T1D + CKD ที่ได้รับ finerenone เสริมเข้ากับ standard of care ประสบความสำเร็จในการมีค่า UACR ลดลงได้ตั้งแต่ 30% ขึ้นไปจากค่า UACR เมื่อเริ่มต้นการศึกษา เทียบกับประมาณ 47% ของคนไข้ T1D + CKD ที่ได้รับ matching placebo เสริมเข้ากับ standard of care โดยการลดลงของค่า UACR ตั้งแต่ 30% ขึ้นไปเป็นเกณฑ์ที่ American Diabetes Association (ADA) กำหนดให้ใช้เป็นตัวบ่งชี้ถึงการชะลอลงของ CKD progression และพร้อมกันนี้ก็พบว่าประมาณ 9.2% ของคนไข้ในกลุ่มที่ได้รับ finerenone เสริมเข้ากับ standard of care บรรลุถึงการมีค่า eGFR ลดลงตั้งแต่ 30% ขึ้นไปจากค่า eGFR เมื่อเริ่มต้นการศึกษา เทียบกับประมาณ 7.4% ของกลุ่มคนไข้ที่ได้รับ matching placebo เสริมเข้ากับ standard of care
ส่วนข้อมูลด้านความปลอดภัยใน FINE-ONEtrial พบว่าในกลุ่มคนไข้ T1D + CKD ที่ได้รับ finerenone เสริมเข้ากับ standard of care มีอัตราของ treatment-emergent adverse events (TEAEs) อยู่ที่ 47.1% เทียบกับ 49.2% ของกลุ่มคนไข้ T1D + CKD ที่ได้รับ matching placebo เสริมเข้ากับ standard of care ขณะที่ในเรื่องอัตราของ treatment-emergent serious adverse events พบว่ากลุ่มคนไข้ T1D + CKD ที่ได้รับ finerenone มีอยู่ 11.8% เทียบกับ 11.5% ของกลุ่มคนไข้ที่ได้รับ matching placebo แต่สำหรับ hyperkalemia ซึ่งเป็นผลข้างเคียงหรืออุบัติการณ์ไม่พึงประสงค์ที่ถูกจับตากันมากเป็นพิเศษ พบว่ามีรายงานของการเกิด hyperkalemia บ่อยมากกว่า (10.1%) ในกลุ่มคนไข้ที่ได้รับ finerenone เสริมเข้ากับ standard of care เทียบกับ 3.3% ของกลุ่มคนไข้ที่ได้รับ matching placebo เสริมเข้ากับ standard of care โดยมีอัตราการหยุดยาเนื่องจาก hyperkalemia อยู่ที่ 1.7% ในกลุ่มที่ได้รับ finerenone เทียบกับ 0% ของกลุ่มที่ได้รับ matching placebo
อนึ่ง ก่อนหน้านี้ finerenone ได้รับการรับรองจาก FDA เป็นครั้งแรกในเดือนกรกฎาคมปี 2021 ด้วยข้อบ่งใช้สำหรับลดความเสี่ยงของการมี sustained eGFR decline, kidney failure, cardiovascular death, non-fatal myocardial infarction (MI) และ hospitalization for heart failure ในคนไข้ CKD ที่มีความสัมพันธ์กับโรคเบาหวานชนิดที่ 2 อายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ต่อมาในเดือนกรกฎาคม ปี 2024 finerenone ก็ได้รับการรับรองจาก FDA อีกครั้งหนึ่ง ด้วยข้อบ่งใช้สำหรับรักษาคนไข้ heart failure อายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ที่มี left ventricular ejection fraction (LVEF) เท่ากับหรือมากกว่า 40%
แหล่งที่มาของข้อมูล: https://www.bayer.com, www.medscape.com, www.ajmc.com, www.drugs.com, www.nephjc.com, www.medpagetoday.com, Diabetes Care. 2024 Jun 10;47(8):1395–1399, N Engl J Med. 2026 Mar 5;394(10):947-957.
