หาหมอแพงขึ้นทุกปี? วิกฤตชีวิตคนไทย "เงินเฟ้อ" การแพทย์พุ่งแรง
หาหมอแพงขึ้นทุกปี ค่ายาแพงขึ้นทุกวัน มีใครรู้สึกแบบนี้กันบ้าง? เรื่องนี้เราไม่ได้คิดกันไปเอง เพราะล่าสุดมีรายงานระบุว่า ประเทศไทยกำลังเจอกับภาวะเงินเฟ้อทางการแพทย์ที่พุ่งสูงขึ้น ขึ้นเร็วและแรงกว่าเงินทั่วไปถึง 15 เท่า เป็นวิกฤตที่กำลังก่อตัวและกระทบกับชีวิตของคนไทย
"เงินเฟ้อทางการแพทย์" คืออะไร? ถ้าอธิบายแบบเข้าใจง่ายๆ ก็คือ อัตราที่ค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าหมอ ค่าผ่าตัด ค่าห้อง ค่ายา ค่าเวชภัณฑ์ หรือแม้กระทั่งค่าตรวจต่างๆ ทุกอย่างที่เราต้องจ่ายเงินไปเมื่อมีอาการเจ็บป่วยไม่สบายขึ้นมา
ประเด็นนี้เป็นเรื่องสำคัญที่ใกล้ตัวเราทุกคน ล่าสุดข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ เผยแพร่บทความเรื่อง “เงินเฟ้อทางการแพทย์ : ความเสี่ยงของระบบสุขภาพไทย” ในรายงานภาวะสังคมไทยไตรมาส 4 ปี 2568
ตัวเลขที่เด่นที่สุดคือ ปี 2568 ที่ผ่านมา เงินเฟ้อทั่วไปของไทยอยู่ที่ระดับ 0.7% แต่ปรากฏว่าเงินเฟ้อทางการแพทย์กลับอยู่ที่ 10.8% หมายความว่าค่ารักษาแพงขึ้นเร็วกว่าราคาข้าวของทั่วไปประมาณ 15 เท่า และอยากให้ลองคิดภาพตามดู ถ้าหากเราไปซื้อของซื้อสินค้าในตลาดแล้วเจอราคาที่ปรับตัวแพงขึ้นไม่ถึง 1% เราอาจจะยังไม่รู้สึกตัวเท่าไหร่นัก แต่พอเราเจ็บป่วย เราแวะไปหาหมอ เรากลับเจอค่ารักษาที่แพงขึ้นเกิน 10% แบบนี้ ไม่ว่าใครก็คงอึ้ง และคงไม่อยากหาหมอ ไม่อยากป่วยเลย
แต่ในมุมหนึ่งต้องย้ำว่าเรื่องนี้ไม่ได้เกิดแค่ในประเทศไทย และภาวะที่ต้องจับตาไปทั่วโลก ล่าสุดข้อมูลจาก รายงาน 2026 Global Medical Trends ที่สำรวจบริษัทประกันสุขภาพ 346 แห่ง ใน 82 ประเทศทั่วโลก พบว่าปี 2569 เงินเฟ้อทางการแพทย์ทั่วโลกคาดว่าจะอยู่ที่ 10.3% และเพิ่มต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 แล้ว และภาวะขาขึ้นอาจจะไม่จบลงง่ายๆ เพราะบริษัทประกันมากกว่าครึ่งยังคงมองว่า ค่ารักษาที่สูงระดับนี้จะลากยาวเกิน 3 ปี ไม่ใช่มาแล้วหายไป
กลับมาที่บ้านเรา สำหรับประเทศไทย คำถามสำคัญคือ ใครโดนกระทบบ้าง คำตอบคือ คนไทยเราหนีไม่พ้น กระทบแทบทุกคน
เริ่มจากคนที่ไม่ได้ซื้อประกันเอาไว้ ไม่มีประกันช่วยจ่าย ก็จะต้องจ่ายแบบเต็มๆ และค่ารักษาก็จะแพงขึ้นตรงๆ ส่วนคนที่ซื้อประกันเอาไว้ แม้ประกันจะช่วยออกเป็นส่วนใหญ่ ไม่ต้องควักเงินจ่ายเต็มจำนวน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ คุณจะต้องเจอกับเบี้ยประกันที่แพงขึ้น ปรับตัวขึ้นไปเรื่อยๆ ในทุกๆปี เพราะบริษัทประกันต้องรับภาระเคลมสูงขึ้น โรงพยาบาลต้องแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น และสุดท้ายทั้งระบบเศรษฐกิจก็เสี่ยงจะได้รับผลกระทบตามไปด้วย
ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า ปีงบประมาณ 2568 โรงพยาบาลในสังกัดมีอัตราครองเตียงเฉลี่ยสูงถึง 86.0% แปลว่าเตียงแทบเต็มตลอดเวลา คนไข้แน่น รอคิวนาน ผ่าตัดต้องเลื่อน นี่คือเหตุผลที่หลายคน โดยเฉพาะชนชั้นกลางเลือกไปใช้บริการเอกชน หรือกลุ่มคลินิกพิเศษนอกเวลา แม้จะต้องจ่ายแพงกว่า แต่ก็สะดวกกว่า ประหยัดเวลาด้วย
ขณะที่รายได้จากผู้ป่วยชาวไทยของโรงพยาบาลเอกชนปี 2569 จะโตเพียงประมาณ 2.9% แต่เงินเฟ้อทางการแพทย์กลับไม่ลดลงไปเลย เพราะจำนวนคนถือประกันสุขภาพเอกชนเพิ่มขึ้น การเคลมเพิ่มขึ้น ต้นทุนรวมจึงยังพุ่งสูงอยู่
สภาพัฒน์ระบุถึงปมสาเหตุที่ทำให้เงินเฟ้อทางการแพทย์ในไทยพุ่งขึ้น ประกอบไปด้วยเรื่องใหญ่ๆ 4 ด้าน คือ
1. เรื่องแรก คือ "เทคโนโลยีการแพทย์สมัยใหม่" บริษัทประกัน 74% มองว่าเทคโนโลยีคือปัจจัยหลักที่ดันต้นทุนขึ้นในไทย ขณะที่ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า 92% ของโรงพยาบาลเอกชนลงทุนใช้เทคโนโลยีทันสมัยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและแข่งขันในตลาด
ปัญหาที่ตามมาคือ เมื่อโรงพยาบาลลงทุนไปแล้ว ก็ย่อมอยากใช้ให้คุ้ม โดยเฉพาะระบบคิดเงินแบบจ่ายตามรายการ ยิ่งตรวจมาก ก็ยิ่งมีรายได้มาก บางกรณีอาจนำไปสู่การตรวจหรือรักษาเกินจำเป็น ซึ่งสุดท้ายคนจ่ายคือผู้ป่วยหรือบริษัทประกัน
2. เรื่องที่สอง คือ "ค่าตอบแทนบุคลากรทางการแพทย์" จากการแข่งขันในตลาดของโรงพยาบาลเอกชนที่ต่างก็อยากจะได้หมอเก่งๆเข้ามาทำงาน จึงเสนอค่าตอบแทนสูงๆ เพื่อดึงดูดบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ ทำให้ค่าใช้จ่ายส่วนนี้เป็นรายการที่มีสัดส่วนสูงสุด โดยในปี 2568 คิดเป็น 45% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมดในโรงพยาบาลเอกชน ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ต้นทุนการให้บริการโรงพยาบาลปรับสูงขึ้น
โดยค่าตอบแทนของแพทย์ทั่วไปในโรงพยาบาลรัฐเริ่มต้นราว 50,000–80,000 บาท แต่เอกชนเริ่มที่ 80,000–140,000 บาท ถ้าเป็นแพทย์เฉพาะทาง รัฐเริ่ม 70,000–100,000 บาท แต่เอกชนเริ่ม 160,000–350,000 บาท
3. เรื่องที่สาม คือ "ราคายาและเวชภัณฑ์" มีรายงานว่ามีการกำหนดราคายาและเวชภัณฑ์ในโรงพยาบาลเอกชนในระดับสูง ซึ่งที่ผ่านมามีกรณีร้องเรียนผ่านสภาองค์กรของผู้บริโภค ปี 2568 พบตัวอย่างชัดๆ เช่น น้ำเกลือ 1,000 มล. ราคาตลาด 45 บาท แต่คิด 919 บาท เพิ่มกว่า 1,900% หรือสำลีก้อนจาก 0.10 บาท กลายเป็น 7 บาท เพิ่มกว่า 6,900%
ด้านโรงพยาบาลเอกชนอธิบายว่ามีต้นทุนอาคารและการบริหาร การตั้งราคาจึงขึ้นอยู่กับโครงสร้างต้นทุนและดุลยพินิจผู้บริหาร ต่างจากโครงสร้างต่างๆ ของโรงพยาบาลรัฐที่มีการกำกับราคากลางผ่านบัญชียาหลักแห่งชาติ และซื้อยาปริมาณมากๆ ทำให้รัฐต่อรองราคาได้ดีกว่า
4. เรื่องที่สี่คือ "พฤติกรรมการใช้บริการของผู้เอาประกัน" ส่วนหนึ่งเกิดจากรูปแบบความคุ้มครองแบบเหมาจ่าย ที่สร้างแรงจูงใจให้เกิดการให้บริการทางการแพทย์เกินจำเป็น
โดยข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือ คปภ.ระบุว่าเมื่อช่วงปี 2567 พบการใช้สิทธิไม่เหมาะสมหรือรักษาเกินจำเป็นคิดเป็น 28% ของค่าสินไหมทั้งหมด และเกิดจากผู้เอาประกันส่วนน้อยมากๆ หรือเพียงแค่ 5% ของกรมธรรม์ทั้งหมด พูดง่ายๆ คือ คนส่วนน้อยใช้สิทธิเยอะมาก แต่ผลกระทบกระจายไปทั้งระบบ เพราะสุดท้ายบริษัทประกันก็ต้องขึ้นเบี้ย ทุกคนก็ต้องจ่ายแพงขึ้น
ดังนั้นในปีที่ผ่านมา ปี 2568 เราจึงเห็นทาง คปภ. เริ่มใช้แนวคิดร่วมจ่าย หรือ Co-payment ให้ผู้เอาประกันมีส่วนจ่ายบางส่วนหากเคลมสูงผิดปกติ เพื่อสกัดการใช้บริการเกินจำเป็น
ขณะที่ล่าสุดทางสภาพัฒน์ได้มีข้อเสนอและแนวทางแก้ เช่น การกำหนดเพดานควบคุมราคายาและเวชภัณฑ์ในโรงพยาบาลเอกชน การเปิดเผยโครงสร้างต้นทุนให้โปร่งใส ใช้ AI มาช่วยบริหาร เช่น ระบบนัดหมายหรือเคลมประกัน
วิกฤตเงินเฟ้อทางการแพทย์ เรื่องใหญ่ ใกล้ตัวทุกคน ความเดือดร้อน ความเหลื่อมล้ำที่จะตามมา และอาจจะกลายเป็นปัญหาใหญ่กระทบไปถึงโครงสร้างของเศรษฐกิจและการเติบโตของประเทศได้ ถ้ายังหาทางออกแก้ไขไม่ทัน
ที่มาข้อมูล : สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ที่มารูปภาพ : Gemini 3 See Dream
ขอขอบคุณแหล่งที่มาของข้อมูล :https://www.tnnthailand.com/wealth/investment/228064/
