คณะแพทยศาสตร์ มช. ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) เปิดตัวนวัตกรรม “ESTIMATA-EX” ระบบปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์ (Medical AI) สำหรับประเมินการสูญเสียเลือดระหว่างผ่าตัดแบบ Real-time เป็นครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อยกระดับความปลอดภัยของผู้ป่วยวิกฤต และก้าวสู่การเป็นผู้นำนวัตกรรมการแพทย์
รศ.นพ.นเรนทร์ โชติรสนิรมิต คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มช. เปิดเผยว่า “โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ เป็นโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย ระดับตติยภูมิ รับผู้ป่วยที่มีความยุ่งยากซับซ้อนจาก 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน มีจำนวนการผ่าตัดมากถึง 16,000-17,000 รายต่อปี ต้องเผชิญกับความท้าทายสำคัญในการดูแลผู้ป่วยที่มีความซับซ้อนของโรคและความเสี่ยงสูงต่อการเสียเลือดจำนวนมาก ปัญหาการประเมินการเสียเลือดระหว่างผ่าตัดที่ไม่แม่นยำส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ป่วยผ่าตัดทุกราย โดยเฉพาะผู้ป่วยผ่าตัดใหญ่เปลี่ยนถ่ายอวัยวะ (ตับ ไต) ผ่าตัดอุบัติเหตุ-ฉุกเฉิน ผ่าตัดนรีเวช-สูติกรรม ผ่าตัดมะเร็ง และผ่าตัดหลอดเลือด เป็นต้น การสูญเสียเลือดระหว่างผ่าตัดเฉลี่ยอยู่ที่ 300–500 มิลลิลิตรต่อราย และในบางรายอาจสูงกว่า 1,500 มิลลิลิตร ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงข้อมูลทางสถิติ แต่สะท้อนความจริงทางคลินิกที่การประเมินปริมาณเลือดอย่างแม่นยำสามารถเป็นเส้นแบ่งระหว่างความปลอดภัยกับภาวะวิกฤต ปัจจุบันการประเมินส่วนใหญ่ยังอาศัยการคาดคะเนด้วยสายตา ซึ่งมีความคลาดเคลื่อนสูงถึง 20–40% หากประเมินการเสียเลือดต่ำกว่าความเป็นจริง (Under- Estimation) ทำให้มีการตัดสินใจทดแทนสารน้ำหรือให้เลือดล่าช้าและให้น้อยเกินไป (Under-transfusion) ทำให้สูญเสีย Golden Hour ในการรักษา ผู้ป่วยอาจเสี่ยงต่อความดันโลหิตตก ช็อกหรืออวัยวะสำคัญ เช่น หัวใจ ตับ ไตขาดเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยง ขณะที่การประเมินการเสียเลือดมากกว่าความเป็นจริง (Over- Estimation) มีการให้สารน้ำและเลือดทดแทนเกินความจำเป็น (Over-transfusion) ผู้ป่วยอาจเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนแพ้เลือด (Transfusion reaction) ปอดและหัวใจทำงานมากผิดปกติ การประเมินที่คลาดเคลื่อนไม่แม่นยำ อาจมีผลให้ผู้ป่วยมีภาวะแทรกซ้อน ต้องนอนโรงพยาบาล เพื่อรักษาตัวนานขึ้นและมีค่าใช้จ่ายการรักษาเพิ่มขึ้น สำหรับการลืมวัสดุซับเลือดตกค้างไว้ในร่างกายผู้ป่วย (Retained Surgical Item) ผู้ป่วยต้องผ่าตัดซ้ำ เพื่อเอาวัสดุซับเลือดออก เสี่ยงต่อการติดเชื้อ มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เสี่ยงทางกฎหมายและค่าชดเชยรักษาโรงพยาบาลอาจถูกฟ้องร้องเกิดภาพลักษณ์ของโรงพยาบาลที่เสียหายได้

ESTIMATA-EX (AI-Driven: Estimation of Intraoperative Blood Loss) ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์ปัญหาดังกล่าวด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการประมวลผลภาพร่วมกับอัลกอริทึม Deep Learning ภายใต้ความร่วมมือของ Medical AI Consortium ที่มีทำหน้าที่ Medical AI Data Sharing Platform โดยมี เนคเทค คณะแพทยศาสตร์จากสถาบันต่างๆ และกรมการแพทย์ ในฐานะสมาชิกของเครือข่าย ความเข้มแข็งของความร่วมมือได้เอื้อให้เกิดการบูรณาการองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญทางคลินิก จนนำไปสู่การพัฒนานวัตกรรม ESTIMATA-EX อย่างเป็นรูปธรรม โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ผ่านหน่วยบริหารจัดการทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต(บพค.) เพื่อผลักดันการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์ของไทยสู่การใช้งานจริง
ESTIMATA-EX เป็นระบบประเมินปริมาณการเสียเลือดและนับจำนวนวัสดุซับเลือดในห้องผ่าตัดด้วย AI-Driven จากภาพถ่ายวัสดุซับเลือดผ่านสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตได้เป็นแห่งแรกในประเทศไทย (Technology Readiness Level: TRL 7-8) ที่เชื่อมโยงการทำงานผ่านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ เป็น Digital Service Innovation ที่เปลี่ยนวิธีคิด วิธีกระบวนการทำงาน และวิธีดูแลผู้ป่วยแบบใหม่ เปลี่ยนการคาดคะเนด้วยสายตาและการรับรู้แต่ละบุคคลให้กลายเป็นข้อมูล AI ที่แม่นยำสูง รวดเร็วในระดับวินาที ใช้หลักการพัฒนาคุณภาพแบบบูรณาการ CQI, PDSA Cycles, LEAN และ Design Thinking


โดยผสานพลังของทีมนักวิจัยสหวิชาชีพ ประกอบด้วย วิสัญญีพยาบาล วิสัญญีแพทย์ และนักวิจัยของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้แก่ พว.นฐธิกานตร์ เจริญรัตนเดชะกูล รศ.ดร.พญ.ตันหยง พิพานเมฆาภรณ์ รศ.ดร.พญ.ศิริอนงค์ นามวงศ์พรหม รศ.พญ.วริยา สุขุประการ ดร.วิศิษฐ์ ศิริภูวนันท์ พว.วรรณิภา นุสุภะ และพว.อุไร บุญทา และทีมนักวิจัยด้านปัญญาประดิษฐ์ของศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ได้แก่ ดร.สรรพฤทธิ์ มฤคทัต ดร.ดวงรัตน์ แก่นสวัสดิ์ นางสาวกรรณทิพย์ กิรติรัตนพฤกษ์ นายวิศรุต พลสิทธิ์ นางสาวนลพรรษ วงแหวน มาร่วมกันสร้างมิติใหม่เพื่อสร้างฐานข้อมูลภาพเลือดใหญ่ที่สุดในเอเชีย Big Data (150,000 ภาพเลือดจริงจากห้องผ่าตัด) ผสานกับเทคโนโลยีดิจิทัลและเทคนิค Deep Learning และ Gradient Boosting เพื่อพลิกโฉมการบริการ Digital Care Workflow ในห้องผ่าตัดด้วยความใส่ใจ ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่โดดเด่น เพิ่มความแม่นยำในการประเมิน โดยโมเดล AI แม่นยำสูงมาก R² (Coefficient of Determination) = 0.903 AI ทำนายได้ถูกต้อง 90.3% เมื่อเทียบกับการวัดจริง (มาตรฐานสากล: >0.85 = ดีมาก), ESTIMATA-EX เพิ่มความแม่นยำ 36.9% เมื่อเทียบกับการประเมินด้วยสายตา (Visual Estimation) ของบุคลากรจาก 45.5% เป็น 82.4%, ไม่มีวัสดุซับเลือดตกค้างในร่างกาย (Retained Surgical Item), ประมวลผลรวดเร็วแบบ near real-time 5-10 วินาที ทำให้ทีมแพทย์และพยาบาล Early Detection, Rapid Response Team, ลดความคลาดเคลื่อน, สร้างระบบมาช่วยเพิ่มคุณภาพข้อมูลตัดสินใจทางคลินิก AI-Driven, ให้สารน้ำและเลือดทดแทนที่เหมาะสม ลดโอกาสการให้เลือดที่ไม่จำเป็น, ยกระดับคุณภาพและความปลอดภัยในการดูแลผู้ป่วยในห้องผ่าตัดผ่านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ในห้องผ่าตัดของประเทศสู่ Smart Operating Room, ลดภาระงานของบุคลากรทางการแพทย์, หลังใช้งานบุคลากรมีความพึงพอใจ 95.8%
ที่น่าประทับใจคือ การสร้างประสบการณ์การรับรู้ที่มีคุณค่าในการนำ Medical AI มาสร้างมาตรฐานการดูแลใหม่ (innovation of service) ของห้องผ่าตัดที่ใช้งานได้จริง ให้บริการดิจิทัลที่ขยายผลได้ รวมถึงผลงานยืนยันความแม่นยำและประสิทธิภาพโดยบทความวิจัยได้รับการตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติ Q1 (Discover Artificial Intelligence Journal), นวัตกรรมได้รับรางวัล Oral presentation ระดับดีเลิศในเวทีวิชาการ และยืนยันคุณค่าด้วยรางวัลด้านการพัฒนาคุณภาพที่สัมฤทธิ์ผล (Poster Award) จากผลลัพธ์ความสำเร็จของ ESTIMATA-EX ไม่ได้เป็นเพียงการพัฒนาเครื่องมือทางเทคโนโลยี แต่สะท้อนวิสัยทัศน์ของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่มุ่งสู่การเป็นผู้นำนวัตกรรมการแพทย์ของภูมิภาค โดยยึดแนวคิดการบูรณาการความเป็นเลิศทางคลินิก งานวิจัยเชิงแปลผล และเทคโนโลยีดิจิทัลเข้าด้วยกัน คณะแพทยศาสตร์เชื่อว่านวัตกรรมต้องเริ่มต้นจากปัญหาหน้างานจริงในระบบบริการสุขภาพ และต้องสามารถนำไปใช้ได้จริงในบริบทของโรงพยาบาล ความร่วมมือกับเนคเทค สวทช. จึงสะท้อนต้นแบบของการบูรณาการที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านคลินิก และเทคโนโลยีขั้นสูงเข้าไว้ด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อยกระดับมาตรฐานการรักษาพยาบาลของประเทศ ESTIMATA-EX จึงเป็นอีกก้าวของการขยายบทบาท AI จากการช่วยวิเคราะห์ผลตรวจ ไปสู่การสนับสนุนการตัดสินใจระหว่างการผ่าตัดแบบเรียลไทม์ การประเมินการสูญเสียเลือดอย่างแม่นยำในช่วงเวลาสำคัญ ช่วยให้ทีมศัลยแพทย์และวิสัญญีแพทย์บริหารจัดการการรักษาได้อย่างเหมาะสมยิ่งขึ้น และช่วยยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในการดูแลผู้ป่วย
ทั้งนี้ ความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างเนคเทค และคณะแพทยศาสตร์ มช. ซึ่งเป็นตัวอย่างของการบูรณาการองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีกับความเชี่ยวชาญทางคลินิกอย่างแท้จริง ภายใต้กรอบความร่วมมือของ Medical AI Consortium ที่ทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มแบ่งปันข้อมูลทางการแพทย์ หรือ Medical AI Data Sharing Platform เพื่อสร้างพื้นที่กลางสำหรับการทำงานร่วมกันบนพื้นฐานของการแบ่งปันข้อมูลอย่างมีธรรมาภิบาล โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากหน่วยบริหารจัดการทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต (บพค.)
Medical AI Consortium จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นกรอบความร่วมมือเชิงระบบ ระหว่างหน่วยวิจัยด้านเทคโนโลยี โรงเรียนแพทย์ และหน่วยงานผู้ใช้งาน เพื่อสร้างกลไกที่เอื้อให้ AI ทางการแพทย์ได้รับการพัฒนา ทดสอบ และขยายผลสู่การใช้งานจริงในระบบบริการสุขภาพของประเทศ
สำหรับเนคเทค บทบาทไม่ใช่เพียงการพัฒนาเทคโนโลยี แต่คือการสร้างระบบนิเวศหรืออีโคซิสเต็มที่เชื่อมโยงข้อมูล มาตรฐาน และความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่างๆ เพื่อให้ความเชี่ยวชาญด้านคลินิกและเทคโนโลยีทำงานเสริมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ การมีพื้นที่กลางที่เอื้อให้แพทย์ นักวิจัย นักพัฒนา และหน่วยงานกำกับดูแลทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ คือรากฐานสำคัญของการพัฒนา AI ทางการแพทย์ของประเทศไทยให้เติบโตและใช้งานได้จริงอย่างยั่งยืน”
