นักวิจัยเยอรมันเสนอแนวทางใหม่ใช้การตรวจเลือดเพียงครั้งเดียว วิเคราะห์ “ดีเอ็นเอเมทิลเลชัน” เพื่อจำแนกผู้มีภาวะก่อนเบาหวาน (prediabetes) ว่าใครมีความเสี่ยงสูงต่อการพัฒนาเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 และภาวะแทรกซ้อน ช่วยให้การป้องกันทำได้ตรงเป้าหมายมากขึ้น
ปัจจุบัน แพทย์มองภาวะก่อนเบาหวานเป็น “ช่วงเวลาทอง” ของการแทรกแซง โดยการปรับพฤติกรรม เช่น เพิ่มกิจกรรมทางกายและควบคุมอาหาร สามารถชะลอหรือป้องกันการเกิดเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ และบางรายอาจเข้าสู่ภาวะสงบของโรค อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงของผู้ป่วยแต่ละคนไม่เท่ากัน บางรายอาจไม่พัฒนาเป็นโรค ขณะที่บางรายมีแนวโน้มทรุดเร็วหรือเกิดภาวะแทรกซ้อน
ก่อนหน้านี้ งานวิจัยของ German Center for Diabetes Research (DZD) แบ่งกลุ่มผู้มีภาวะก่อนเบาหวานออกเป็นอย่างน้อย 6 กลุ่มตามลักษณะเมตาบอลิซึม ความก้าวหน้าของโรค และความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน โดย 3 กลุ่มมีความเสี่ยงปานกลาง และอีก 3 กลุ่มมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดเบาหวานชนิดที่ 2
อย่างไรก็ตาม การจำแนกกลุ่มดังกล่าวต้องอาศัยการทดสอบทางคลินิกหลายรายการ ใช้เวลานาน และมีค่าใช้จ่ายสูง เช่น การทดสอบความทนต่อน้ำตาลกลูโคสทางปาก (oral glucose tolerance test) ซึ่งใช้เวลาอย่างน้อย 90 นาที ทำให้ยากต่อการนำไปใช้ในระบบคัดกรองวงกว้าง
ทีมวิจัยพบว่า การประเมินความเสี่ยงเบาหวานในปัจจุบันยังจำกัดอยู่ในบริบทงานวิจัยเป็นหลัก เนื่องจากต้องพึ่งพาการตรวจเฉพาะทางจำนวนมากและความร่วมมือจากผู้ป่วยสูง ทีมวิจัยจึงเสนอแนวทางใหม่ โดยใช้การเจาะเลือดเพียงครั้งเดียวเพื่อตรวจลักษณะดีเอ็นเอเมทิลเลชัน ซึ่งเป็นเครื่องหมายทางเอพิเจเนติกที่สะท้อนการควบคุมการแสดงออกของยีน
เครื่องหมายเอพิเจเนติกเหล่านี้ไม่เพียงบ่งชี้สถานะเมตาบอลิซึมในปัจจุบัน แต่ยังอาจทำนายแนวโน้มการเสื่อมของระบบเผาผลาญในอนาคต เช่น การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำตาลในเลือด และความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนของเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ตั้งแต่ระยะต้น
นักวิจัยเชื่อว่า ไบโอมาร์กเกอร์ในเลือดสำหรับภาวะก่อนเบาหวานจะช่วยลดความจำเป็นของการทดสอบที่ใช้ทรัพยากรสูง และขยายการจำแนกความเสี่ยงไปสู่ประชากรในวงกว้างมากขึ้น ถือเป็นก้าวสำคัญสู่การพัฒนาการตรวจแบบไม่รุกล้ำที่สามารถระบุผู้มีความเสี่ยงสูงได้แม่นยำ
ขั้นตอนถัดไปคือ การแปลงผลการค้นพบดังกล่าวให้เป็นเครื่องมือวินิจฉัยที่ใช้งานได้จริงในคลินิก หากพัฒนาเป็นการตรวจเลือดมาตรฐานได้สำเร็จ จะช่วยให้บุคลากรสาธารณสุขประเมินความเสี่ยงได้รวดเร็วและคุ้มค่า ต่อยอดสู่การวางแผนป้องกันเฉพาะบุคคลอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมลดการแทรกแซงที่ไม่จำเป็นในผู้ที่มีความเสี่ยงต่ำ
แนวทางนี้จึงอาจเปลี่ยนการดูแลภาวะก่อนเบาหวานจากการประเมินแบบกว้างๆ ไปสู่การป้องกันเชิงแม่นยำ (precision prevention) ที่เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงของแต่ละบุคคลมากยิ่งขึ้น
ข้อมูลจาก : https://www.medicalnewstoday.com/articles/ai-model-identifies-biomarkers-predict-prediabetes-risk
