AI เร่งเชื้อสงครามชีวเภสัชแห่งเอเชีย

เมื่อ 2 ทศวรรษก่อน หากพูดถึงศูนย์กลางอุตสาหกรรมชีวเภสัชของโลก ภาพที่คนส่วนใหญ่นึกถึงคงหนีไม่พ้นนครบอสตันของสหรัฐอเมริกา เมืองเคมบริดจ์ในสหราชอาณาจักร หรือเมืองบาเซิลของสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัทยาและสถาบันวิจัยชั้นนำระดับโลก แต่ในปี ค.ศ. 2026 แผนที่ของอุตสาหกรรมชีวเภสัชกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เมื่อศูนย์กลางแห่งใหม่เริ่มขยับมาทางตะวันออก โดยศึกแย่งชิงตำแหน่งมหาอำนาจใหม่ของอุตสาหกรรมยาโลกกำลังปะทุเดือดด้วยเทคโนโลยี AI ทั้งจีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้และสิงคโปร์ ต่างเร่งพัฒนากันอย่างจริงจัง


สิ่งที่ผลักดันการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเติบโตของตลาดยาในเอเชีย หากคือการมาถึงของปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ซึ่งกำลังพลิกโฉมทุกขั้นตอนของอุตสาหกรรม ตั้งแต่การค้นพบเป้าหมายของยา การออกแบบโมเลกุลใหม่ การทดลองทางคลินิก การผลิตในโรงงานอัจฉริยะ ไปจนถึงการประเมินความคุ้มค่าของการลงทุนด้านงานวิจัย นี่ไม่ใช่เพียงการแข่งขันด้านเทคโนโลยี หากเป็นการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระดับชาติ เพราะผู้ที่สามารถผสาน AI เข้ากับชีววิทยา ข้อมูลสุขภาพ และระบบการผลิตได้ก่อน อาจกลายเป็นมหาอำนาจด้านชีวเภสัชของโลกในอีก 1 ทศวรรษข้างหน้า

จีนเร่งก้าวสู่ผู้นำนวัตกรรมยา
หากมีประเทศใดที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ได้ชัดเจนที่สุด ประเทศนั้นคือ จีน เพราะในอดีต จีนเป็นที่รู้จักในฐานะแหล่งผลิตวัตถุดิบทางเภสัชกรรม (API) และฐานการผลิตยาราคาประหยัดให้กับตลาดโลก แต่ปัจจุบันรัฐบาลจีนกำลังผลักดันให้อุตสาหกรรมชีวเภสัชก้าวข้ามบทบาทดังกล่าว ด้วยการยกระดับประเทศให้เป็นผู้นำด้านนวัตกรรมยาและ AI ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 14 ซึ่งกำหนดให้ AI และเทคโนโลยีชีวภาพเป็นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์


รัฐบาลจีนลงทุนมหาศาลในการสร้างฐานข้อมูลจีโนมแห่งชาติ ระบบเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ และโครงสร้างพื้นฐานด้านคลาวด์คอมพิวติง เพื่อรองรับการพัฒนาโมเดล AI สำหรับการแพทย์แม่นยำ (Precision Medicine) ขณะเดียวกัน เมืองสำคัญอย่างเซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง และเซินเจิ้น ต่างเร่งสร้างคลัสเตอร์ชีวเภสัชที่รวบรวมมหาวิทยาลัย โรงพยาบาล บริษัทเทคโนโลยี และผู้ผลิตยาไว้ในพื้นที่เดียวกัน หัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์นี้คือการใช้ AI เพื่อลดระยะเวลาการค้นคว้ายา ซึ่งตามวิธีการดั้งเดิมอาจใช้เวลามากกว่า 10 ปี และใช้งบประมาณหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยยาที่เข้าสู่การทดลองทางคลินิกมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ได้รับการอนุมัติออกสู่ตลาด


AI จึงเข้ามาเปลี่ยนเกม ด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลชีววิทยา โครงสร้างโปรตีน ฐานข้อมูลสารเคมี และข้อมูลการทดลองทางคลินิกนับล้านรายการภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ช่วยให้นักวิจัยสามารถคัดเลือกโมเลกุลที่มีศักยภาพสูง ลดการทดลองที่ไม่จำเป็น และเพิ่มโอกาสความสำเร็จของการพัฒนายา


บริษัทที่สะท้อนความก้าวหน้าของจีนได้ดีที่สุดคือ Insilico Medicine ที่เริ่มก่อร่างสร้างตัวมาจากเกาะฮ่องกงก่อนจะได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกการใช้ Generative AI เพื่อค้นคว้ายา แพลตฟอร์ม Pharma.AI ของบริษัทสามารถออกแบบโมเลกุลใหม่ คาดการณ์คุณสมบัติของสารออกฤทธิ์ และประเมินความเป็นพิษของยาได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ส่งผลให้ระยะเวลาจากการค้นหาเป้าหมายของยาไปสู่การคัดเลือกสารต้นแบบลดลงจากหลายปีเหลือเพียงไม่กี่เดือน


ปัจจุบัน Insilico มีโครงการยาที่เข้าสู่การทดลองทางคลินิกมากกว่า 10 โครงการ ครอบคลุมโรคมะเร็ง โรคพังผืด โรคเมตาบอลิซึม และโรคระบบประสาท ความสำเร็จดังกล่าวดึงดูดบริษัทยารายใหญ่จากทั่วโลกให้เข้ามาร่วมลงทุนและทำข้อตกลงด้านการวิจัย ตั้งแต่ปีที่แล้ว บริษัท Insilico ประกาศความร่วมมือกับบริษัท Takeda จากญี่ปุ่น และบริษัท Eli Lilly จากสหรัฐฯ และพันธมิตรระดับโลกอีกหลายราย มูลค่ารวมหลายพันล้านดอลลาร์ สะท้อนให้เห็นว่า AI ที่พัฒนาในเอเชียไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีท้องถิ่นอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศการวิจัยยาระดับโลก


แต่ Insilico ไม่ใช่ผู้เล่นเพียงรายเดียว จีนยังมีบริษัทอย่าง XtalPi ที่ใช้ AI ร่วมกับ Quantum Physics เพื่อออกแบบยาและวัสดุใหม่ รวมถึงบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง Tencent, Baidu และ Huawei ที่ขยายการลงทุนเข้าสู่ธุรกิจ AI ด้านการแพทย์และชีวเภสัชอย่างจริงจัง


ญี่ปุ่นใช้ AI รับมือสังคมสูงวัยและสร้างนวัตกรรมยา
ขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นเป็นประเทศแรกๆ ของเอเชียที่มองเห็นว่า AI จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการค้นคว้ายา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ประเทศกำลังเผชิญปัญหาสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งทำให้จำนวนผู้ป่วยโรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคอัลไซเมอร์ และโรคเมตาบอลิซึมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง


รัฐบาลญี่ปุ่นจึงผลักดันนโยบาย Society 5.0 และยุทธศาสตร์ AI for Healthcare เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพ เวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ และฐานข้อมูลจีโนมเข้าด้วยกัน พร้อมสนับสนุนให้ภาคเอกชนและสถาบันวิจัยนำ AI มาใช้ในการค้นพบยา การออกแบบการทดลองทางคลินิก และการพัฒนาการแพทย์แม่นยำ


บริษัทชั้นนำอย่าง Astellas Pharma, Takeda Pharmaceutical, Chugai Pharmaceutical และ Daiichi Sankyo ต่างลงทุนด้าน AI อย่างจริงจัง โดยเฉพาะ Astellas ที่ร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยีหลายแห่งเพื่อนำ Machine Learning มาใช้คัดเลือกเป้าหมายของยาในสาขาภูมิคุ้มกันบำบัดและโรคมะเร็ง


Takeda ซึ่งเป็นบริษัทยารายใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น ก็เร่งสร้างพันธมิตรด้าน AI กับบริษัททั่วโลก ล่าสุดได้ขยายความร่วมมือกับ Insilico Medicine เพื่อนำ Generative AI มาเร่งการค้นหาสารออกฤทธิ์ใหม่ในหลายกลุ่มโรค ความร่วมมือดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าบริษัทยาแบบดั้งเดิมกำลังเปลี่ยนบทบาทจากการพึ่งพางานวิจัยภายในองค์กรเพียงอย่างเดียว ไปสู่การสร้างเครือข่ายนวัตกรรมร่วมกับบริษัท AI


ขณะเดียวกัน สถาบันวิจัยระดับชาติอย่าง RIKEN และบริษัทเทคโนโลยีอย่าง Fujitsu ก็กำลังพัฒนาแพลตฟอร์ม AI และซูเปอร์คอมพิวเตอร์สำหรับจำลองปฏิสัมพันธ์ระหว่างโมเลกุลยาและโปรตีน ซึ่งช่วยลดเวลาในการค้นหาสารต้นแบบได้อย่างมาก


เกาหลีใต้เน้นยุทธศาสตร์ชีวเภสัช
หากญี่ปุ่นอาศัยประสบการณ์ด้านการวิจัยยา เกาหลีใต้เลือกใช้ความแข็งแกร่งด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและการผลิตขั้นสูงเป็นเครื่องมือในการสร้างอุตสาหกรรมชีวเภสัชยุคใหม่ รัฐบาลกรุงโซลประกาศให้ Digital Bio เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์แห่งอนาคต พร้อมเดินหน้าสร้าง K-Bio ให้เป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจหลักของประเทศ


หัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์นี้คือการเชื่อมโยง AI เข้ากับเทคโนโลยีชีวภาพ การวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพ และระบบการผลิตอัจฉริยะ โดยเมืองซงโด (Songdo) ได้รับการพัฒนาให้เป็นคลัสเตอร์ชีวเภสัชระดับโลก โดยมีบริษัทอย่าง Samsung Biologics และ Celltrion เป็นแกนกลางของอุตสาหกรรม ขณะที่มหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัย เช่น KAIST และ Korea Advanced Institute of Science and Technology กำลังพัฒนาอัลกอริทึม AI สำหรับการออกแบบยาและการวิเคราะห์ข้อมูลจีโนม


Samsung Biologics ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้รับจ้างผลิตยาชีววัตถุ (CDMO) รายใหญ่ที่สุดของโลก ได้นำ AI มาใช้ในการวางแผนการผลิต การบริหารห่วงโซ่อุปทาน การตรวจสอบคุณภาพแบบเรียลไทม์ และการบำรุงรักษาเครื่องจักรเชิงคาดการณ์ (Predictive Maintenance) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดความสูญเสีย ในขณะที่ SK Biopharmaceuticals กำลังขยายการใช้ AI ในการค้นพบยาและการวิเคราะห์ข้อมูลทางคลินิก โดยอาศัยความร่วมมือกับบริษัท AI ทั้งในเกาหลีใต้และต่างประเทศ


การผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีสารสนเทศ อุตสาหกรรมการผลิต และการสนับสนุนจากภาครัฐ ทำให้เกาหลีใต้ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีศักยภาพสูงที่สุดในการพัฒนา "โรงงานผลิตยาอัจฉริยะ" (Smart Pharmaceutical Manufacturing)

สิงคโปร์ยึดศูนย์กลางนวัตกรรมของเอเชีย
แม้จะมีประชากรเพียงไม่กี่ล้านคน แต่สิงคโปร์กลับกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับการจับตามองมากที่สุดในด้าน AI ชีวเภสัช แทนที่จะแข่งขันกับจีนหรืออินเดียในเรื่องขนาดของตลาด สิงคโปร์เลือกใช้ยุทธศาสตร์ "คุณภาพเหนือปริมาณ" โดยมุ่งสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการวิจัยระดับโลก


รัฐบาลสิงคโปร์ประกาศ National AI Strategy 2.0 และเดินหน้าโครงการ National Precision Medicine Programme เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลจีโนม เวชระเบียน และข้อมูลสุขภาพของประชาชนเข้ากับงานวิจัยด้าน AI โดยสถาบันวิจัยอย่าง A*STAR, National University of Singapore (NUS) และ Duke–NUS Medical School ทำงานร่วมกับบริษัทยาและบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกในการพัฒนาแพลตฟอร์ม AI สำหรับการค้นพบยา การวิเคราะห์ข้อมูลชีวภาพ และการแพทย์เฉพาะบุคคล


จุดแข็งสำคัญของสิงคโปร์คือความสามารถในการเชื่อมโยงภาครัฐ มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล และภาคเอกชนเข้าด้วยกัน ทำให้การถ่ายทอดองค์ความรู้จากห้องปฏิบัติการสู่การใช้งานจริงเกิดขึ้นได้รวดเร็ว นอกจากนี้ สิงคโปร์ยังเป็นฐานการลงทุนของบริษัทยาและผู้รับจ้างผลิตยาชั้นนำของโลกหลายแห่ง ทำให้ประเทศมีบทบาทสำคัญทั้งในด้านการวิจัย การผลิต และการบริหารจัดการข้อมูลสุขภาพระดับภูมิภาค


อินเดียยังน่าเกรงขามในตลาด AI Biopharma
ประเทศที่ถูกจับตามองว่าจะเป็นม้ามืดในสงครามนี้คงหนีไม่พ้น อินเดีย ซึ่งกำลังใช้ทรัพยากรที่ไม่มีชาติใดในเอเชียมีพร้อมกัน ทั้งประชากรกว่า 1,400 ล้านคน บุคลากรด้านซอฟต์แวร์ระดับโลก อุตสาหกรรมยาสามัญที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และนโยบายดิจิทัลด้านสุขภาพที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว อินเดียถูกจับตามองว่า อาจเป็นประเทศที่เข้ามาเปลี่ยนดุลอำนาจของอุตสาหกรรมนี้ได้อย่างคาดไม่ถึง


อินเดียมีอุตสาหกรรมยาสามัญ (Generic Drugs) ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ผลิตยาประมาณ 20% ของยาสามัญที่ใช้ทั่วโลก และยังเป็นศูนย์กลางการวิจัยทางคลินิกที่สำคัญของบริษัทข้ามชาติ ด้วยต้นทุนการดำเนินงานที่แข่งขันได้ บุคลากรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจำนวนมาก และประสบการณ์ในการพัฒนายาเพื่อรองรับตลาดโลก


ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา รัฐบาลอินเดียได้เร่งผลักดัน IndiaAI Mission ซึ่งได้รับงบประมาณหลายหมื่นล้านรูปี เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ พัฒนาซูเปอร์คอมพิวเตอร์ ศูนย์ข้อมูล และแพลตฟอร์มสำหรับนักวิจัยและสตาร์ตอัป ขณะเดียวกัน โครงการ Ayushman Bharat Digital Mission ก็กำลังเชื่อมโยงเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ของประชาชนทั่วประเทศ เพื่อสร้างฐานข้อมูลสุขภาพขนาดใหญ่ที่สามารถนำไปใช้ในการวิจัยและพัฒนา AI ทางการแพทย์


อินเดียยังเดินหน้า Genome India Project ซึ่งมีเป้าหมายสร้างฐานข้อมูลพันธุกรรมของประชากรอินเดีย เพื่อสนับสนุนการแพทย์แม่นยำและการค้นพบยาที่เหมาะสมกับความหลากหลายทางพันธุกรรมของประชากรในภูมิภาคเอเชียใต้


ความเคลื่อนไหวเหล่านี้ส่งผลให้บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพของอินเดียเริ่มมีบทบาทมากขึ้น ทั้งบริษัท Biocon ที่นำ AI มาใช้ในการพัฒนายาชีววัตถุและยาชีววัตถุคล้ายคลึง (biosimilars) บริษัท Strand Life Sciences ที่เชี่ยวชาญการวิเคราะห์จีโนมและชีวสารสนเทศ รวมไปถึงบริษัท Qure.ai ซึ่งพัฒนา AI สำหรับการวิเคราะห์ภาพทางการแพทย์และขยายการใช้งานไปยังกว่า 90 ประเทศ แม้จะไม่ได้พัฒนายาโดยตรง แต่ก็สะท้อนศักยภาพของอินเดียในการสร้างนวัตกรรม AI ด้านสุขภาพในระดับโลก


อีกหนึ่งจุดแข็งของอินเดียคือ ความสามารถในการผสมผสานอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์เข้ากับอุตสาหกรรมยา บริษัทไอทีชั้นนำ ไม่ว่าจะเป็น Infosys, Tata Consultancy Services (TCS), Wipro และ HCLTech ต่างขยายบริการด้าน AI สำหรับอุตสาหกรรมชีวเภสัช ตั้งแต่การบริหารข้อมูลการทดลองทางคลินิก การวิเคราะห์ข้อมูลจริงจากการใช้ยา (Real-World Data) ไปจนถึงการพัฒนา Digital Twin สำหรับโรงงานผลิตยา ทำให้อินเดียไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตยา แต่กำลังก้าวสู่การเป็นผู้พัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลสำหรับอุตสาหกรรมชีวเภสัชโลก


อย่างไรก็ตาม อินเดียยังเผชิญความท้าทายสำคัญ ทั้งความเหลื่อมล้ำของโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุข คุณภาพของข้อมูล การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และการพัฒนากรอบกำกับดูแล AI ให้ทันต่อความก้าวหน้าของเทคโนโลยี หากสามารถแก้ไขข้อจำกัดเหล่านี้ได้ อินเดียมีศักยภาพที่จะก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลาง AI Biopharma อีกแห่งหนึ่งของโลก

บทสรุป
แม้จีนจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นที่โดดเด่นที่สุดในเวที AI Biopharma แต่การแข่งขันในเอเชียไม่ได้เป็นการแข่งขันของประเทศเดียว หากเป็นการช่วงชิงความได้เปรียบระหว่างประเทศที่มีจุดแข็งแตกต่างกันอย่างชัดเจน


หากจีนได้เปรียบจากขนาดประชากร ฐานข้อมูลขนาดมหาศาล และการลงทุนจากภาครัฐ ญี่ปุ่นกลับใช้ประสบการณ์ด้านการวิจัยยาและอุตสาหกรรมเภสัชกรรมที่สั่งสมมานานหลายทศวรรษเป็นฐานในการพัฒนา ขณะที่เกาหลีใต้เร่งผสาน AI เข้ากับอุตสาหกรรมชีวภาพและการผลิตขั้นสูง ส่วนสิงคโปร์เลือกวางตำแหน่งตัวเองเป็น "ศูนย์กลางเชื่อมโยง" (Regional Innovation Hub) ที่ดึงดูดบริษัทเทคโนโลยีและบริษัทยาจากทั่วโลกให้เข้ามาลงทุน การแข่งขันในเอเชียจึงสะท้อนให้เห็นว่า ความเป็นผู้นำในยุค AI ไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนประชากรเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการวิจัย การลงทุน และการพัฒนาบุคลากรในระยะยาว


ความได้เปรียบด้านฐานข้อมูลประชากร โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และการสนับสนุนจากภาครัฐ ทำให้เอเชียมีโอกาสก้าวขึ้นเป็นผู้นำของโลกด้าน AI Biopharma แต่การแข่งขันในระยะต่อไปจะไม่ได้วัดกันที่ว่าใครมี AI ที่ทรงพลังที่สุด หากวัดกันที่ว่าใครสามารถผสาน AI เข้ากับองค์ความรู้ด้านชีววิทยา ระบบการผลิต บุคลากร และกฎระเบียบได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด เพราะท้ายที่สุดแล้ว เป้าหมายของ AI ในอุตสาหกรรมชีวเภสัชไม่ใช่เพียงการพัฒนายาให้เร็วขึ้น แต่คือการทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาที่มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และมีราคาที่เหมาะสมได้เร็วกว่าเดิม อันจะนำไปสู่ระบบสาธารณสุขที่ยั่งยืนและผลลัพธ์ด้านสุขภาพที่ดีขึ้นสำหรับประชาชนทั่วโลก


 


แหล่งข้อมูล:


https://www.msn.com/en-xl/news/other/ai-in-pharma-market-to-hit-286b-by-2034-on-drug-discovery-push/ar-AA27xt5g?ocid=BingNewsSerp


 https://zensights.com/when-supply-chains-attack-strategic-war-gaming-for-biopharmas-worst-case-scenarios/


  https://issf.org.in/2025/01/the-geopolitical-landscape-of-biotechnology-trade-wars-and-the-battle-over-intellectual-property/


 

 


ยากลุ่ม GLP-1 สู่การปฏิวัติโรคหัวใจและระบบเผาผลาญ

วงการแพทย์รักษาโรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูง และโรคหัวใจด้วยความเข้าใจว่าเป็นคนละโรคกันมาตลอดหลายสิบปี แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แนวคิดนี้กำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เมื่อหลักฐานทางวิทยาศาสตร์จำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ชี้ให้เห็นว่า โรคอ้วนไม่ได้เป็นเพียงผลของพฤติกรรมการใช้ชีวิต แต่เป็นโรคเรื้อรังที่ก่อให้เกิดความผิดปกติของระบบเผาผลาญ กระตุ้นการอักเสบทั่วร่างกาย และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคไตเรื้อรัง ไขมันพอกตับ ตลอดจนโรคทางระบบประสาทบางชนิด


การค้นพบครั้งนี้ทำให้แพทย์จำนวนมากเริ่มเปลี่ยนมุมมองจากการรักษาโรคทีละโรค ไปสู่การรักษาแบบ Disease Network ที่มีต้นตอมาจากความผิดปกติของการเผาผลาญพลังงานและการทำงานของฮอร์โมนในร่างกาย การเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญเกิดขึ้นจากยากลุ่มหนึ่งที่เดิมถูกพัฒนาขึ้นเพื่อรักษาโรคเบาหวานชนิดที่ 2 นั่นคือ GLP-1 receptor agonists


GLP-1 หรือ Glucagon-like Peptide-1 เป็นฮอร์โมนที่หลั่งจากลำไส้หลังรับประทานอาหาร มีหน้าที่กระตุ้นการหลั่งอินซูลิน ลดการหลั่งกลูคากอน ชะลอการล้างกระเพาะอาหาร และส่งสัญญาณไปยังสมองเพื่อควบคุมความอิ่ม ในระยะแรก ยากลุ่มนี้ถูกใช้เพียงเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวาน แต่เมื่อมีการศึกษาทางคลินิกในผู้ป่วยจำนวนมาก นักวิจัยกลับพบผลลัพธ์ที่เหนือความคาดหมาย นอกจากช่วยลดระดับน้ำตาลแล้ว ผู้ป่วยยังมีน้ำหนักลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ความดันโลหิตลดลง ระดับไขมันในเลือดดีขึ้น และที่สำคัญที่สุดคือ ความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดก็ลดลงตามไปด้วย การค้นพบดังกล่าวกลายเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งที่หลายฝ่ายเรียกว่า "การปฏิวัติวงการแพทย์คาร์ดิโอเมตาบอลิก" (Cardiometabolic Revolution)


โรคอ้วนกลายเป็น Mother Disease
ปัจจุบันผู้เชี่ยวชาญด้านเมตาบอลิซึมจำนวนมากมองว่า โรคอ้วนไม่ใช่เพียงภาวะที่มีน้ำหนักตัวเกิน แต่เป็น "โรคแม่" (Mother Disease) อันหมายถึงโรคที่เป็นต้นกำเนิดของโรคหรือภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ผ่านกลไกทางชีววิทยาที่ซับซ้อน


เมื่อเซลล์ไขมันสะสมมากเกินไป โดยเฉพาะไขมันในช่องท้อง เนื้อเยื่อไขมันจะเริ่มหลั่งสารก่อการอักเสบ เช่น cytokines และ adipokines ส่งผลให้เกิดภาวะอักเสบเรื้อรังระดับต่ำ (chronic low-grade inflammation) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ภาวะดื้อต่ออินซูลิน ความผิดปกติของการเผาผลาญไขมัน และการทำลายหลอดเลือด


กระบวนการนี้ค่อยๆ ผลักดันให้ผู้ป่วยก้าวผ่านลำดับของโรคจากภาวะก่อนเบาหวานไปสู่โรคเบาหวานชนิดที่ 2 ไขมันพอกตับ ความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ หัวใจล้มเหลว และโรคไตเรื้อรัง โรคเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว หากแต่เป็นผลลัพธ์ของความผิดปกติในระบบเดียวกัน แนวคิดนี้เองที่ทำให้เกิดคำว่า Cardiometabolic Disease ซึ่งไม่ได้หมายถึงโรคใดโรคหนึ่ง แต่หมายถึงกลุ่มโรคที่เชื่อมโยงกันผ่านความผิดปกติของระบบเผาผลาญ ฮอร์โมน และหลอดเลือด


GIP พันธมิตรใหม่ของ GLP-1
ในขณะที่ GLP-1 กำลังเปลี่ยนแนวทางการรักษา นักวิจัยก็เริ่มให้ความสนใจกับฮอร์โมนอีกชนิดหนึ่งคือ GIP (Glucose-dependent Insulinotropic Polypeptide) ซึ่งทำงานร่วมกับ GLP-1 ในการควบคุมการเผาผลาญพลังงาน การพัฒนายาที่ออกฤทธิ์ต่อทั้ง GLP-1 และ GIP พร้อมกัน เช่น tirzepatide ได้แสดงให้เห็นว่าสามารถลดน้ำหนักได้มากกว่ายากลุ่ม GLP-1 รุ่นก่อน พร้อมทั้งควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ


หลายฝ่ายจึงมองว่า นี่ถือเป็นก้าวสำคัญของการรักษาโรคอ้วนและโรคเบาหวาน ความสำเร็จนี้ยังจุดประกายการแข่งขันครั้งใหญ่ในอุตสาหกรรมยา บริษัทชั้นนำทั่วโลกต่างเร่งพัฒนายารุ่นใหม่ที่ออกฤทธิ์ต่อฮอร์โมนหลายชนิดพร้อมกัน หรือที่เรียกว่า multi-agonists เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการลดน้ำหนัก ปกป้องหัวใจ และชะลอการดำเนินของโรคเรื้อรัง


ยาลดน้ำหนักสู่ยาปรับการดำเนินของโรค
สิ่งที่น่าสนใจคือ ในช่วงแรกยากลุ่มนี้ถูกสื่อมวลชนเรียกว่า ยาลดน้ำหนัก แต่ปัจจุบันนักวิจัยหลายคนเริ่มหลีกเลี่ยงคำดังกล่าว เพราะไม่สะท้อนศักยภาพที่แท้จริงของยา หลักฐานจากการศึกษาทางคลินิกขนาดใหญ่ตั้งแต่ปีค.ศ. 2023 จนถึงปัจจุบัน แสดงให้เห็นว่า ยากลุ่ม GLP-1 และ GIP อาจมีผลต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด ไต ตับ และสมอง ผ่านการลดการอักเสบ ปรับปรุงการทำงานของหลอดเลือด และฟื้นฟูสมดุลของระบบเผาผลาญ มากกว่าการลดน้ำหนักเพียงอย่างเดียว


ด้วยเหตุนี้ ผู้เชี่ยวชาญบางคนจึงเริ่มเรียกยากลุ่มนี้ว่า Disease-Modifying Drug (DMD) หรือDisease-Modifying Therapies (DMT) หรือยาที่สามารถเปลี่ยนแปลงกระบวนการดำเนินของโรค ไม่ใช่เพียงบรรเทาอาการชั่วคราวเหมือนยาในอดีต โดยยากลุ่มนี้จะออกฤทธิ์ที่ต้นเหตุหรือกลไกของโรค ทำให้โรคดำเนินช้าลง ลดความรุนแรง ลดการทำลายอวัยวะ หรือช่วยลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว


การรักษาโรคอ้วนในปัจจุบันไม่ได้หมายถึงการลดตัวเลขบนเครื่องชั่งน้ำหนักอีกต่อไป แต่หมายถึงการลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ เบาหวาน โรคไต ไขมันพอกตับ และโรคเรื้อรังอีกหลายชนิดไปพร้อมกัน ผลการศึกษาทางคลินิกจากหลายแหล่งไม่เพียงแต่ชี้ถึงการเปลี่ยนแนวทางการรักษาโรคอ้วน แต่กำลังนิยามอนาคตของโรคหัวใจและหลอดเลือดขึ้นใหม่


การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเกิดขึ้นเมื่อการศึกษาขนาดใหญ่ SELECT Trial ซึ่งตีพิมพ์ใน The New England Journal of Medicine แสดงให้เห็นว่า semaglutide สามารถลดความเสี่ยงของการเสียชีวิตจากโรคหัวใจ กล้ามเนื้อหัวใจตาย และโรคหลอดเลือดสมอง ได้ประมาณ 20% ในผู้ที่มีโรคอ้วนหรือภาวะน้ำหนักเกินและมีโรคหัวใจ แม้ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะไม่ได้เป็นโรคเบาหวานก็ตาม


ผลการศึกษาดังกล่าวถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์ เพราะเป็นครั้งแรกที่ยาซึ่งพัฒนาขึ้นเพื่อรักษาโรคเบาหวานและโรคอ้วน สามารถพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนว่าช่วยลดเหตุการณ์ทางหัวใจและหลอดเลือด (Major Adverse Cardiovascular Events: MACE) ได้ในผู้ป่วยที่ไม่มีโรคเบาหวาน


ประโยชน์ไม่ได้ตกอยู่เพียงหัวใจ
งานวิจัยอีกหลายฉบับเริ่มเผยให้เห็นว่า ผลของยากลุ่ม GLP-1 และ GIP ไม่ได้จำกัดอยู่ที่หัวใจ การศึกษา FLOW Trial พบว่า semaglutide ช่วยชะลอการเสื่อมของไตในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 และโรคไตเรื้อรัง พร้อมลดความเสี่ยงของการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและโรคไต ขณะที่ผลการศึกษาหลายโครงการยังชี้ว่ายากลุ่มนี้ช่วยลดการอักเสบในหลอดเลือด ปรับปรุงการทำงานของเยื่อบุหลอดเลือด และลดภาระการทำงานของหัวใจ


การศึกษาเกี่ยวกับ tirzepatide ซึ่งออกฤทธิ์ต่อทั้ง GLP-1 และ GIP แสดงให้เห็นว่าสามารถลดน้ำหนักได้มากกว่า 20%ในผู้ป่วยบางกลุ่ม ซึ่งเป็นระดับที่เดิมพบได้เฉพาะในผู้ที่เข้ารับการผ่าตัดลดขนาดกระเพาะอาหาร เมื่อไขมันในช่องท้องลดลง ความดันโลหิต ระดับน้ำตาล ไตรกลีเซอไรด์ และภาวะดื้อต่ออินซูลินก็ดีขึ้นพร้อมกัน ส่งผลให้ความเสี่ยงของโรคหัวใจลดลงเป็นลูกโซ่ นักวิจัยจึงเริ่มอธิบายว่า ยากลุ่มนี้ไม่ได้รักษา "หัวใจ" โดยตรง แต่กำลังรักษาต้นตอของโรคที่ทำร้ายหัวใจมาตลอดหลายสิบปี


ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2025 หลักฐานใหม่เริ่มชี้ว่ายากลุ่ม GLP-1 อาจมีประโยชน์ต่อโรคอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของระบบเผาผลาญ หนึ่งในโรคที่ได้รับความสนใจมากคือ MASH (Metabolic dysfunction–associated steatohepatitis) หรือภาวะไขมันพอกตับอักเสบ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของโรคตับแข็งและมะเร็งตับ ยาหลายชนิดในกลุ่ม GLP-1 และ GIP รวมถึงยารุ่นใหม่ที่ออกฤทธิ์ต่อฮอร์โมนหลายชนิด กำลังแสดงผลที่น่าพอใจในการลดไขมันสะสมในตับและชะลอการอักเสบ


ขณะเดียวกัน นักวิจัยด้านประสาทวิทยาก็เริ่มศึกษาความเป็นไปได้ที่ยากลุ่มนี้จะช่วยลดความเสี่ยงของโรคอัลไซเมอร์และพาร์กินสัน เนื่องจากมีข้อมูลว่าการอักเสบเรื้อรังและภาวะดื้อต่ออินซูลินอาจมีบทบาทต่อการเสื่อมของเซลล์สมอง แม้งานวิจัยจะยังอยู่ในระยะดำเนินการ แต่ผลลัพธ์เบื้องต้นทำให้หลายฝ่ายมองว่า GLP-1 อาจกลายเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มยาที่มีการประยุกต์ใช้กว้างที่สุดในประวัติศาสตร์การแพทย์

การรักษามุ่งเปลี่ยนเส้นทางของโรค
เป็นเวลาหลายสิบปีที่การรักษาโรคเรื้อรังเน้นการควบคุมตัวเลข เช่น ลดระดับน้ำตาล ลดความดันโลหิต หรือลดคอเลสเตอรอล เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนในอนาคต แต่แนวคิดใหม่ที่เกิดขึ้นจากข้อมูลของ GLP-1 และ GIP คือ การเข้าไปแก้ไขกลไกพื้นฐานของโรคตั้งแต่ต้นทาง ไม่ว่าจะเป็นการลดไขมันในช่องท้อง ลดการอักเสบ ปรับสมดุลการเผาผลาญ และฟื้นฟูการทำงานของอวัยวะหลายระบบพร้อมกัน


แนวคิดนี้ทำให้ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากเริ่มใช้คำว่า Cardiometabolic Medicine แทนการแยกโรคหัวใจ เบาหวาน และโรคอ้วนออกจากกัน เพราะโรคเหล่านี้มีรากฐานทางชีววิทยาร่วมกัน หากในอดีตแพทย์รักษาโรคหัวใจด้วยการเปิดหลอดเลือดหรือให้ยาลดไขมัน วันนี้การรักษาอาจเริ่มต้นตั้งแต่การจัดการโรคอ้วนและความผิดปกติของระบบเผาผลาญ เพื่อป้องกันไม่ให้หัวใจได้รับความเสียหายตั้งแต่แรก


โลกกำลังแข่งขันสร้างยามหัศจรรย์รุ่นต่อไป
ความสำเร็จของ GLP-1 ไม่ได้เปลี่ยนเฉพาะแนวทางการรักษา แต่ยังจุดชนวนการแข่งขันครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของอุตสาหกรรมยา จากเดิมที่ตลาดยารักษาโรคอ้วนมีมูลค่าไม่มากนัก ปัจจุบันนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าตลาดยากลุ่มนี้อาจมีมูลค่าสูงถึง 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ในช่วงทศวรรษหน้า บริษัทชั้นนำแทบทุกแห่งจึงเร่งพัฒนายารุ่นใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า ใช้ง่ายกว่า และครอบคลุมโรคได้หลากหลายกว่าเดิม


การแข่งขันครั้งนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงการผลิต "ยาลดน้ำหนักที่ดีที่สุด" แต่เป็นการสร้างแพลตฟอร์มการรักษาโรคคาร์ดิโอเมตาบอลิกแบบครบวงจร ซึ่งอาจเปลี่ยนโฉมการแพทย์ในอีกหลายสิบปีข้างหน้า และในขณะที่โลกกำลังจับตาการแข่งขันระหว่าง Novo Nordisk และ Eli Lilly นั้น อีกฟากหนึ่งของโลก ประเทศจีน ญี่ปุ่น และอินเดีย ก็กำลังเร่งพัฒนายารุ่นใหม่ของตนเอง พร้อมใช้ AI และชีววิทยาสมัยใหม่เข้ามาเร่งการค้นคว้า จนทำให้การแข่งขันครั้งนี้ขยายจากการชิงส่วนแบ่งตลาด ไปสู่การแข่งขันเพื่อกำหนดอนาคตของการแพทย์โลก


การพัฒนายารักษาโรคอ้วนและโรคคาร์ดิโอเมตาบอลิกกำลังกลายเป็นตลาดยาที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก จากที่มีผู้เล่นหลักในตลาดนี้เพียงไม่กี่ราย แต่หลังจากผลการศึกษาทางคลินิกยืนยันว่า ยากลุ่ม GLP-1 ไม่เพียงช่วยลดน้ำหนัก แต่ยังลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ โรคไต และภาวะแทรกซ้อนจากโรคเมตาบอลิซึมได้อย่างมีนัยสำคัญ การแข่งขันก็เปลี่ยนจากการพัฒนายาเพื่อ "ลดน้ำหนัก" ไปสู่การสร้างแพลตฟอร์มการรักษาโรคเรื้อรังที่ครอบคลุมหลายระบบของร่างกาย


นักวิเคราะห์หลายสำนักคาดการณ์ว่า ภายในช่วงต้นทศวรรษ 2030 ตลาดยากลุ่มนี้อาจมีมูลค่าสูงกว่า 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ทำให้บริษัทชั้นนำทั่วโลกต่างเร่งทุ่มงบประมาณด้านการวิจัยและการเข้าซื้อกิจการเพื่อช่วงชิงความได้เปรียบ ไม่ว่าจะเป็น Novo Nordisk จากเดนมาร์ก และ Eli Lilly จากสหรัฐอเมริกา


Novo Nordisk เป็นผู้บุกเบิกการใช้ semaglutide ซึ่งทำให้ชื่อของ Ozempic และ Wegovy กลายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ก่อนที่ผลการศึกษา SELECT จะยกระดับยาเหล่านี้จากยาลดน้ำหนักไปสู่ยาป้องกันโรคหัวใจ ขณะที่ Eli Lilly ก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งสำคัญด้วย tirzepatide ซึ่งออกฤทธิ์ต่อทั้ง GLP-1 และ GIP พร้อมกัน ให้ผลการลดน้ำหนักและการควบคุมระดับน้ำตาลที่โดดเด่น นั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของยุค Dual Agonist ก่อนจะก้าวสู่ยุคของยารุ่นใหม่ที่ออกฤทธิ์ต่อฮอร์โมนหลายชนิดพร้อมกัน หรือ Multi-Agonists เพราะนักวิจัยเริ่มพบว่า การกระตุ้นฮอร์โมนเพียง 1 หรือ 2 ชนิดอาจยังไม่เพียงพอสำหรับผู้ป่วยบางกลุ่ม จึงเกิดแนวคิดในการพัฒนายาที่ออกฤทธิ์ต่อ GLP-1, GIP และ Glucagon receptor พร้อมกัน


หนึ่งในยาที่ถูกจับตามองมากที่สุดคือ retatrutide ของ Eli Lilly ซึ่งในการศึกษาระยะกลางสามารถทำให้น้ำหนักตัวลดลงมากกว่า 24% ในผู้ป่วยบางราย พร้อมทั้งมีแนวโน้มปรับปรุงปัจจัยเสี่ยงด้านหัวใจและหลอดเลือดอย่างชัดเจน


ขณะเดียวกัน บริษัทยาหลายแห่งกำลังพัฒนายาที่รวมการออกฤทธิ์หลายกลไกเข้าด้วยกัน โดยหวังว่าจะรักษาโรคอ้วน เบาหวาน ไขมันพอกตับ และโรคหัวใจได้ในเวลาเดียวกัน รวมทั้งพัฒนาจากยาฉีดมาเป็นยาเม็ดชนิดรับประทาน เช่น orforglipron (Foundayo) แนวคิดนี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงสำคัญของวงการแพทย์ จากการรักษาโรคทีละโรค ไปสู่การรักษาเครือข่ายของโรคที่มีต้นกำเนิดร่วมกัน


สงครามยา GLP-1 ระอุในเอเชีย
หากในอดีตการแข่งขันด้านนวัตกรรมยามักจำกัดอยู่ในยุโรปและสหรัฐอเมริกา วันนี้ภาพดังกล่าวกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว บริษัทจีนหลายแห่ง เช่น Hengrui Pharma, Innovent Biologics, Hansoh Pharma, Sciwind Biosciences และ Gan & Lee Pharmaceuticals ต่างเดินหน้าพัฒนายากลุ่ม GLP-1 และ Multi-Agonists ของตนเอง โดยบางโครงการเริ่มเข้าสู่การทดลองทางคลินิกระยะท้ายแล้ว


รัฐบาลจีนเองก็สนับสนุนอุตสาหกรรมชีวเภสัชอย่างเต็มที่ ผ่านการลงทุนด้าน AI การสร้างฐานข้อมูลจีโนม และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัย ทำให้จีนไม่ได้เป็นเพียงฐานการผลิตยาอีกต่อไป แต่กำลังก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมของโลก


นอกจากจีน อินเดียก็กำลังใช้ความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมยาสามัญและเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อขยายบทบาทในตลาดนี้ บริษัทอย่าง Biocon และผู้พัฒนาชีววัตถุคล้าย (biosimilars) หลายแห่งกำลังลงทุนในเทคโนโลยีเมตาบอลิซึมและการผลิตยาชีวภาพ เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก


ส่วนญี่ปุ่น แม้จะไม่ได้แข่งขันด้านปริมาณ แต่บริษัทอย่าง Takeda, Astellas และ Daiichi Sankyo กำลังใช้ความเชี่ยวชาญด้านชีววิทยาระดับโมเลกุล และความร่วมมือกับบริษัท AI เพื่อค้นหาตัวยารุ่นใหม่ที่อาจก้าวข้ามข้อจำกัดของ GLP-1 ในปัจจุบัน

 


แหล่งข้อมูล:


https://www.tandfonline.com/doi/full/10.1080/21604851.2026.2646492


 https://www.morganstanley.com/insights/articles/glp1-weight-loss-market-may-double-190-billion-2035


 https://www.wsj.com/health/pharma/the-weight-loss-price-wars-are-breaking-big-pharmas-business-model-53446a58?msockid=2c0b1a07c6cd697633790e8fc70a68b6